โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองแบบแยกขั้ว กรณีศึกษาจากเกาหลีใต้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 03.27 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 03.27 น.

บทความต่างประเทศ

การเมืองแบบแยกขั้ว

กรณีศึกษาจากเกาหลีใต้

นักวิชาการและผู้สันทัดกรณีทางด้านรัฐศาสตร์ มักยกเกาหลีใต้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย จนสามารถยืนหยัดตามหลักการประชาธิปไตยอยู่ได้อย่างมั่นคง มีการถ่ายโอนอำนาจสืบต่อกันโดยสันติผ่านการเลือกตั้ง และใช้สถาบันในระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักในการแก้ไขปัญหาระดับวิกฤตของประเทศไม่ว่าจะในทางการเงินหรือการเมืองก็ตามที

คำถามก็คือว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว วิกฤตทางการเมืองล่าสุดในเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ ยุน ซ็อก ยอล ใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดี ประกาศกฎอัยการศึก เมื่อ 3 ธันวาคม 2024 เกิดขึ้นจากอะไร อะไรกันแน่ที่ผลักดันให้บุคคลระดับผู้นำผู้หนึ่ง ใช้วิธีการสุดโต่ง ลุแก่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นนั้น

นักวิชาการส่วนหนึ่งให้คำตอบเอาไว้ว่า วิกฤตล่าสุดของการเมืองที่เกาหลีใต้ คือการเปิดเผยให้เห็นว่า ภายใต้เปลือกประชาธิปไตย เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายที่หยั่งรากลึกมานาน

นั่นคือการเล่นการเมืองแบบแยกขั้ว เพื่อเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน ที่ยังไงๆ ก็ไม่เพียงไม่จบไม่สิ้นเท่านั้น ยังทวีความเข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย

การเมืองแบบแบ่งขั้วแยกพวกของใครของมันเช่นนี้ ทวีความเข้มข้นขึ้นในระยะไม่ช้าไม่นานมานี้ในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่ มุน แจ อิน ชนะการเลือกตั้งซ่อม ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ปาร์ค กึน เฮ ผู้นำที่ถูกอิมพีชเมนต์ในปี 2017 แล้วลงมือ “แก้แค้นทางการเมือง” อย่างไม่ลดละ

อาศัยข้อกล่าวหา “ใช้อำนาจในทางที่ผิด” และ “คอร์รัปชั่น” เล่นงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเดิม ตีตราให้ว่าเป็น “ความชั่วร้ายดั้งเดิม”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังไปไกลถึงขนาดลงมือ “แก้แค้น” ให้กับ โนห์ มู เฮียน เพื่อนที่เป็นอดีตประธานาธิบดีที่กระทำอัตนิวิบาตกรรมระหว่างถูกสอบสวนในข้อหาคอร์รัปชั่นเมื่อปี 2009

การกระทำเช่นนี้ยิ่งก่อให้เกิดความแตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งพวกกันมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่มีการแยแสใส่ใจในวาระหรือนโยบายใดๆ ทั้งสิ้น

วิถีการเมืองเช่นนี้ ผุดขึ้นมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่แทบจะกลายเป็นระบบ 2 พรรค คือพรรคแนวอนุรักษนิยม (พรรคพีเพิล เพาเวอร์ ปาร์ตี้-พีพีพี) และพรรคแนวก้าวหน้า (พรรคเดโมเครติก ปาร์ตี้-ดีพี) ที่นับวันยิ่งหันมาอาศัยการกล่าวหา และความเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน มาเป็นเครื่องปลุกเร้าผู้คนให้หันมาสนับสนุนตนเองมากขึ้นทุกที สิ่งที่ใส่ใจเป็นหลัก ไม่ใช่การรังสรรค์หรือส่งเสริมนโยบายประการหนึ่งประการใดอีกต่อไป

กระทั่งในที่สุด แคนดิเดตประธานาธิบดีก็ถูกเลือกจากขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงกันข้าม มากกว่าที่จะเป็นการเลือกจากประสบการณ์ คุณภาพหรือวิสัยทัศน์ ตัวอย่างเช่น ยุน ซ็อก ยอล ที่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคพีพีพี ทันทีที่ลาออกจากตำแหน่งอัยการใหญ่ เป็นการท้าทายอำนาจของประธานาธิบดีมุน ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย

ผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2022 ปรากฏว่า ยุน เอาชนะได้ฉิวเฉียดเต็มที ด้วยผลต่างเพียง 0.73 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้ชัยชนะครั้งนี้ดูคลุมเครือ น่าเคลือบแคลงเท่านั้น ยังไปเพิ่มสภาพการแข่งขันและการเผชิญหน้าซึ่งกันและกันให้มากยิ่งขึ้นไปอีกหลังการเลือกตั้ง ในขณะที่ผู้ชนะเอง ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมือง ไม่ได้มองพรรคฝ่ายค้านว่าเป็น “หุ้นส่วน” ที่สำคัญและจำเป็นในการปกครองประเทศ กลับออกมากล่าวหา ตีตราผู้นำพรรคดีพีว่าเป็น “ผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา” เพราะละเมิดกฎหมายเลือกตั้งและคอร์รัปชั่น ส่งผลให้ความเป็นปฏิปักษ์ทวีความเข้มข้น ลดโอกาสการเจรจาต่อรองลงจนแทบเป็นศูนย์

ความไร้เดียงสาทางการเมืองและการมุ่งเน้นแต่การเมืองแบบแยกขั้วของยุน ยิ่งปรากฏชัดในการเลือกตั้ ส.ส.กลางวาระในปี 2024 ด้วยการไม่ใส่ใจเรื่องนโยบายและไม่แยแสที่จะสื่อสารกับสาธารณะ

ส่งผลให้ดีพีพรรคการเมืองฝ่ายค้านพากันตบเท้าเข้าสภา ด้วยเสียงข้างมาก 175 ที่นั่ง จาก 300 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคที่มีอิทธิพลสูงสุดในสภาไป

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ พรรคดีพีในสภาไม่ได้พึงพอใจที่จะแสดงบทบาทตามหลักและขนบประเพณีที่เคยเป็นมา คือ ทำหน้าที่ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์และกำกับดูแล แต่กลับพยายามหาหนทางขยายอิทธิพลออกไปให้ครอบคลุมถึงฝ่ายบริหารด้วย จนประธานาธิบดียุนต้องใช้อำนาจวีโต้ เป็นการตอบโต้ การเผชิญหน้า แลกหมัดซึ่งกันและกันเช่นนี้ทวีความเข้มข้นถึงจุดสูงสุด เมื่อฝ่ายสภาตัดงบประมาณสำคัญที่รัฐบาลนำเสนอในกฎหมายงบประมาณประจำปี ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่จุดเดือด ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก ที่ทำให้ประชาธิปไตยเกาหลีใต้ตกสู่ห้วงวิกฤตที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการประชาธิปไตยขึ้นในประเทศในปี 1988 เลยทีเดียว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า วิถีการเมืองแบบแยกขั้ว เผชิญหน้าเช่นนี้ สร้างความเสียหายอย่างเอกอุให้กับภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศ ด้วยเหตุที่ว่า ทุกวาระ ทุกประเด็น ถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “สุดโต่ง” ไปเสียทั้งหมด ทำให้สังคมขาดพื้นที่ “ตรงกลาง” ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการใคร่ครวญหาเหตุผลและการสานสนทนา

ผลกระทบทำนองเดียวกันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในนโยบายในประเทศ แต่ยังลุกลามไปจนถึงนโยบายด้านการต่างประเทศ ที่ในที่สุดก็จะถูกทำให้กลายเป็นเพียง “ลิ่ม” สำหรับใช้ตอกเพื่อสร้างความแตกแยกเท่านั้น

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองแบบแยกขั้ว กรณีศึกษาจากเกาหลีใต้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...