โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักบัตร EMV พระเอกคนสำคัญ นโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท-ตั๋วร่วม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2568 เวลา 10.30 น.

ทำความรู้จัก “บัตร EMV” ตัวละครสำคัญของนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการผลักดันตั๋วร่วมของรัฐบาล ส่งเสริมการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการนำของพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้บริการขนส่งสาธารณะ และลดปัญหาการจราจร ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ตุลาคม 2566 โดยเริ่มต้นจากรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เป็น 2 สายนำร่องในโครงการนี้ และกำลังจะขยายให้ครอบคลุมทุกสาย ตั้งแต่ 30 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

แน่นอนว่า หนึ่งในตัวละครสำคัญของนโยบายนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า “บัตร EMV” ซึ่งมีการใช้งานในระบบรถไฟฟ้ามาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว และจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการผลักดันระบบตั๋วร่วมสำหรับรถไฟฟ้าทุกสายอีกด้วย

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนทำความรู้จัก และสำรวจภาพของการใช้งานบัตร EMV ในระบบรถไฟฟ้าและขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ให้มากขึ้น

บัตร EMV คืออะไร ?

บัตร EMV ไม่ใช่บัตรประเภทใหม่ที่หลายคนอาจจะเข้าใจ แต่เป็นชื่อเรียกมาตรฐานความปลอดภัยของบัตรชำระเงิน

โดย EMV ย่อมาจากชื่อของ 3 เครือข่ายการชำระเงิน ได้แก่ Europay, Mastercard and Visa ซึ่งร่วมกันกำหนดมาตรฐานสำหรับการทำงานระหว่างกันของบัตรที่มี IC Chip เช่น บัตรเครดิต กับเครื่อง Terminal เช่น เครื่องรูดบัตร หรือตู้ ATM ซึ่งต่อมาบัตรเครดิตค่ายอื่น ๆ ก็เข้าร่วมเพิ่มขึ้น และพัฒนากลายเป็นมาตรฐานสากล (แตกต่างจากบัตรแถบแม่เหล็กแบบเดิม)

มาตรฐาน EMV จะกำหนดวิธีการติดต่อในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกายภาพ ระดับการเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และระดับแอปพลิเคชั่น สำหรับธุรกรรมทางการเงิน จึงทำให้มีความปลอดภัยและใช้งานร่วมกันได้ทั่วโลก โดยองค์ประกอบสำคัญคือการมีข้อมูลดิจิทัลแบบพลวัตอยู่ในทุกธุรกรรม ทำให้ธุรกรรมลักษณะนี้มีความปลอดภัย ยากต่อการทำซ้ำ

มาตรฐาน EMV ทำหน้าที่เป็นแกนหลักของเทคโนโลยีด้านการชำระเงิน โดยจะทำให้ธุรกรรมผ่านบัตรและช่องทางชำระเงินต่าง ๆ มีความปลอดภัยสูงขึ้น ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และไว้วางใจได้มากขึ้น และเมื่อผนวกกับเทคโนโลยี Contactless (การชำระเงินแบบแตะจ่าย) ทำให้การชำระเงินแบบไร้สัมผัสได้รับการปกป้องด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น โดยไม่ต้องยุ่งยากกับเงินสดอีกต่อไป ด้วยการชำระเงินที่รวดเร็วและง่ายดาย เพียงแค่แตะเพื่อจ่ายเงินในทุกแห่งที่คุณเห็นสัญลักษณ์ Contactless

ระบบ EMV ช่วยเปลี่ยนโฉมการใช้งานระบบรถไฟฟ้า จากเดิมที่ต้องมีบัตรโดยสารของผู้ให้บริการแต่ละสายแยกกัน หรือต้องซื้อเหรียญ-ซื้อตั๋วโดยสารในแต่ละครั้ง เป็นการที่สามารถใช้งานบัตรเครดิต/บัตรเดบิต แตะเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ทันที ลดการพกบัตรหลายใบได้ ซึ่งประเทศไทยมีการผลักดันสังคมไร้เงินสด ส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัล รวมถึงบัตรเดบิตมาตั้งแต่ปี 2559

รถไฟฟ้าไทย ใช้ EMV ได้ที่สายไหน ?

บัตร EMV หรือบัตรเครดิต-บัตรเดบิต เริ่มนำมาใช้งานในการเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ ตั้งแต่ปี 2565 โดยปัจจุบัน ระบบรถไฟฟ้าในประเทศไทย รองรับการใช้งานบัตร EMV ในการเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ทั้งหมด 6 สาย คือ

  • MRT สายสีน้ำเงิน
  • MRT สายสีม่วง
  • MRT สายสีชมพู
  • MRT สายสีเหลือง
  • รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (สายสีแดงอ่อน-สายสีแดงเข้ม)

โดยผู้ใช้งานบัตร EMV จะได้รับส่วนลด 14-15 บาท เมื่อเดินทางเปลี่ยนถ่ายระบบรถไฟฟ้าสายที่กำหนด คือ MRT สายสีน้ำเงิน-สายสีม่วง (เปลี่ยนสายที่สถานีเตาปูน) MRT สายสีเหลือง-สายสีน้ำเงิน (เปลี่ยนสายที่สถานีลาดพร้าว) และ MRT สายสีม่วง-สายสีชมพู (เปลี่ยนสายที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี)

และยังสามารถใช้งานได้ในรถโดยสารสาธารณะ ที่ดำเนินการโดย ขสมก. และใช้ในการชำระค่าผ่านทางด่วนและทางพิเศษได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การรองรับการใช้งานบัตร EMV ในระบบรถไฟฟ้า จะมีรายละเอียดต่างกัน โดยรถไฟฟ้า MRT รองรับการใช้งานเฉพาะ บัตรเครดิตทุกธนาคาร และบัตรเดบิตของธนาคารกรุงไทย และธนาคารยูโอบี ที่มีสัญลักษณ์ VISA และ Mastercard และรองรับการใช้งาน Contactless ส่วนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รองรับการใช้งานทั้งบัตรเครดิตและบัตรเดบิตทุกธนาคาร เครือข่าย VISA, Mastercard, JCB, UnionPay

ขณะที่หากต้องการใช้บัตร EMV เพื่อเชื่อมต่อ รถไฟฟ้าสายสีแดง-รถไฟฟ้าสายสีม่วง จะใช้ได้แค่บัตรเครดิต VISA, Mastercard และบัตรเดบิตธนาคารกรุงไทย และธนาคารยูโอบี VISA, Mastercard เท่านั้น เช่นเดียวกับการใช้งานในระบบรถไฟฟ้า MRT

นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้งานบัตร Prepaid Card หรือบัตร Travel Card สำหรับการนำไปใช้งานในต่างประเทศ ก็สามารถนำมาใช้งานแตะเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงผู้ใช้งาน บัตรโดยสาร MRT รุ่นใหม่ MRT EMV Card สามารถนำมาใช้แตะเพื่อเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าที่รองรับบัตร EMV นอกจากสายสีน้ำเงิน-สายสีม่วง ได้ด้วยเช่นกัน

รถไฟฟ้าต่างประเทศ ก็รองรับ EMV

บัตร EMV หรือบัตรเครดิต/บัตรเดบิต ที่เราคุ้นเคย นอกจากจะสามารถใช้งานกับระบบรถไฟฟ้าในไทยได้แล้ว ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร (กรุงลอนดอน) เนเธอร์แลนด์ มีการนำระบบ EMV Contactless มาใช้กับการเข้า-ออกระบบรถไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้สะดวก ไม่ต้องซื้อตั๋วหรือซื้อบัตรเติมเงินเพิ่มเติม

โดยในต่างประเทศ จะรองรับการใช้งานทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต VISA Mastercard (และเครือข่ายอื่น ๆ ตามที่แต่ละผู้ให้บริการกำหนด) รวมถึงรองรับการแตะจ่ายด้วยมือถือ ผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น Apple Pay, Google Wallet เป็นต้น

30 ก.ย. 68 “นับ 1” 20 บาท ทุกสี ทุกสาย

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยืนยันว่านโยบายดังกล่าวจะครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายทาง และพร้อมเปิดให้บริการในอัตราเดียวทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

นายสุริยะกล่าวว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายทางอื่น ๆ ที่จะเข้าร่วมนโยบายดังกล่าว ได้แก่ สายสีแดง สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีทอง สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รวมเป็นทั้งสิ้น 8 สายทางตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ในระยะแรกของการดำเนินนโยบาย ผู้ที่จะได้รับสิทธิค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายจะจำกัดเฉพาะผู้ที่มีบัตรประชาชนไทย 13 หลัก และจะต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าขั้นตอนการลงทะเบียนจะไม่ยุ่งยากและซับซ้อน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเป็นการลงทะเบียนยืนยันตัวตน เพื่อให้ระบบสามารถจัดการค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ให้บริการที่ต่างกันได้

สำหรับการชำระค่าโดยสารนั้น ในช่วงแรกผู้โดยสารจะยังคงสามารถใช้บัตรโดยสารเดิมของแต่ละระบบได้ โดยจะต้องนำบัตรเหล่านั้นมาลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ก่อนจึงจะได้รับสิทธิค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายใด หรือมีการเปลี่ยนสายในระบบก็จะคิดค่าโดยสารเพียง 20 บาทเท่านั้น โดยระบบจะเคลียร์ค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายเอง

สำหรับการใช้งานบัตรโดยสาร ที่สามารถรับสิทธิรถไฟฟ้า 20 บาท ทุกสี ทุกสาย มีดังนี้

  • บัตรแรบบิท ใช้กับรถไฟฟ้า 4 สาย คือ สีเขียว สีทอง สีชมพู สีเหลือง

  • บัตร MRT Plus ใช้กับรถไฟฟ้า 2 สาย คือ สีน้ำเงิน สีม่วง

  • บัตร EMV Contactless Card (บัตรเครดิต/บัตรเดบิต) ใช้กับรถไฟฟ้า 6 สาย ได้แก่ สีแดง, สีน้ำเงิน, สีม่วง, สีชมพู, สีเหลือง

  • บัตร ARL ใช้กับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL)

  • เปิดลงทะเบียน : ประมาณสิงหาคม 2568

  • เริ่มให้บริการ : 30 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การใช้งานในปีแรก ยังไม่สามารถใช้บัตรข้ามสายกันได้ ยังใช้บัตรเดิมของแต่ละสาย แต่ค่าโดยสารตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางที่มีการเดินทางข้ามสายจะสูงสุดไม่เกิน 20 บาท โดยผ่านแอป “ทางรัฐ” เพื่อใช้ระบบเคลียริ่งเฮาส์

ส่วนการพัฒนาในระยะที่ 2 นั้น ภายในปี 2569 กระทรวงคมนาคมมีแผนที่จะพัฒนาระบบการชำระค่าโดยสารให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยจะเปลี่ยนไปใช้ระบบสแกน QR Code ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารไม่ต้องพกบัตรโดยสารอีกต่อไป ทำให้การเดินทางสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

สำหรับการชดเชยรายได้ให้กับเอกชนผู้ประกอบการรถไฟฟ้านั้น นายสุริยะคาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี โดยจะนำเงินรายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือจากกองทุนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 16,000 ล้านบาท มาใช้ในการชดเชยรายได้ดังกล่าว ภายใต้การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการดำเนินการ และคาดว่าจะสามารถประกาศกฎหมายลำดับรองได้ภายในเดือนกันยายน 2568

ทั้งนี้ นายสุริยะเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการเก็บค่าธรรมเนียมรถติด หรือ Congestion Charge ซึ่งจะเป็น 1 ในแนวทางการชดเชยรายได้นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างจ้างที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาถึงเกณฑ์และเส้นทางในการเรียกเก็บ ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการเรียกเก็บโดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ให้ข้อมูล

จิ๊กซอว์สู่ “ตั๋วร่วม”

บัตร EMV นอกจากจะมีบทบาทในระบบรถไฟฟ้าทั้งประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของการผลักดันให้เกิด “ตั๋วร่วม” อย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้ มีความพยายามผลักดัน “บัตรแมงมุม” ให้เกิดขึ้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

หากย้อนกลับไปช่วงที่ผ่านมา บัตร EMV Contactless เริ่มเข้ามามีบทบาทในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเริ่มใช้กับรถโดยสารสาธารณะ ขสมก. และเริ่มรองรับระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ จนถึงการจ่ายค่าทางด่วน ทางพิเศษ จนนำมาสู่การพัฒนาตั๋วร่วมแบบระบบเปิด (Open Loop) ที่กำลังผลักดันและพัฒนาในปัจจุบัน

โดยเมื่อปลายเดือนมกราคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรลงมติ 367 เสียง รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ใช้ร่าง ครม.เป็นร่างหลัก โดยนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงหลักการและเหตุผล เพื่อเป็นการสนับสนุน การให้บริการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร

โดยในสถานการณ์ปัจจุบัน การขนส่งสาธารณะและการบริการที่มีความหลากหลาย โดยให้ผู้บริการแต่ละรายมีต้นทุนในการจัดการและบริหาร รวมทั้งการจัดเก็บผู้โดยสารหรือค่าธรรมเนียมของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของการให้บริการขนส่งสาธารณะอยู่ในอัตราที่สูง และผู้ใช้บริการต้องรับผิดชอบต้นทุนดังกล่าว และยังทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ โดยใช้บัตรโดยสารใบเดียว เดินทางได้ทุกระบบของการบริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมจากขนส่งส่วนบุคคลมาเป็นขนส่งสาธารณะ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล

นางมนพรกล่าวต่อว่า ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ

1.การจัดทำมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมเพื่อให้เป็นมาตรฐานกลาง โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. และใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับตั๋วร่วมในอนาคต

2.เป็นการกำหนดอัตราโดยสารร่วม โดยอำนาจของ รมว.คมนาคมในการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม และเป็นการกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจะต้องนำอัตราค่าโดยสารร่วมไปใช้บังคับในการทำสัญญาสัมปทานขนส่งสาธารณะในอนาคต

3.จัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม

4.ผู้ประกอบการที่จะมีสิทธิขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้

5.ในกรณีมีความจำเป็นให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการประกอบกิจการขนส่งสาธารณะใดเป็นกิจการที่ต้องใช้ระบบตั๋วร่วม และต้องได้ใบรับอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อรักษาการให้บริการระบบตั๋วร่วม หรือเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดในการส่งเสริมระบบตั๋วร่วมเพื่อป้องกันการเสียหายต่อสาธารณะ

”ภาพรวมทั้งหมดของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 7 หมวด 54 มาตรา เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนด้วยการใช้บัตรโดยสารใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบของการบริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลมาเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล“ นางมนพรกล่าว

ขณะที่สภาองค์กรของผู้บริโภคมองว่า ยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น

คณะกรรมการตั๋วร่วมไม่มีผู้แทนผู้บริโภค เดิมร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ศ. … ฉบับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นั้น กำหนดให้มีสัดส่วนผู้แทนประชาชน คือประธานสภาผู้บริโภค เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ซึ่งร่างฉบับดังกล่าวมีกระบวนการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเรียบร้อยแล้ว แต่ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฉบับคณะรัฐมนตรี กลับไม่มีผู้แทนประชาชนอยู่ในคณะกรรมการด้วย ทั้งที่บริการขนส่งสาธารณะนั้นเป็นบริการที่ประชาชนทุกคนควรได้ใช้ เสียงสะท้อนของผู้บริโภคจึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบ ดังนั้นการมีผู้แทนผู้บริโภคเข้าไปเป็นคณะกรรมการจะช่วยสะท้อนเสียงและความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง

การเพิ่มผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในฐานะผู้ใช้บริการจริงเข้าเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม เนื่องจาก พ.ร.บ.หลายฉบับที่ออกบังคับใช้ในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและหน่วยงานภาคนอกที่เกี่ยวข้อง

กำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดร่วมกับค่าโดยสารร่วม เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะทุกคนขึ้นได้ทุกวันของผู้บริโภค

การเก็บอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมระบบตั๋วร่วมที่ไม่เหมาะสม เพราะใน พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ฉบับคณะรัฐมนตรี มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต สำหรับ 3 กรณี คือ 1) ใบอนุญาตสำหรับศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง ฉบับละ 300,000 บาท 2) ใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่ออกบัตรโดยสาร ฉบับละ 150,000 บาท 3) ใบอนุญาตสำหรับผู้ให้บริการขนส่งผู้โดยสาร ฉบับละ 150,000 บาท

แต่สภาผู้บริโภคมีความเห็นว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1) ต่ำเกินไป เพราะศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางเป็นผู้ให้บริการหลักที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล รับส่งข้อมูล และคำนวณปริมาณการใช้งาน รวมทั้งจำนวนเงินจากการทำธุรกรรมในระบบตั๋วร่วม ซึ่งโดยหลักการไม่ควรมีผู้ให้บริการหลายราย ดังนั้นค่าธรรมเนียมจึงควรสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้เพิ่มค่าธรรมเนียมเป็นฉบับละ 500,000 บาท

ส่วนค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 3) สูงเกินไป ซึ่งอาจทำให้ผู้ให้บริการการขนส่งสาธารณะภาคเอกชนและผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะรายย่อยไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียม ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และอาจนำไปสู่การผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทุกราย เพื่อเป็นแรงจูงใจและสนับสนุนให้ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะทุกรายเข้าให้บริการขนส่งในระบบตั๋วร่วมโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการและผลักภาระให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี บัตร EMV เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการผลักดันให้การใช้งานระบบขนส่งสาธารณะของไทย มีความสะดวกมากขึ้น ลดความซับซ้อนในการพกบัตรโดยสาร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสดได้มากขึ้น

ข้อมูลจาก BEM, สภาองค์กรของผู้บริโภค

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จักบัตร EMV พระเอกคนสำคัญ นโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท-ตั๋วร่วม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...