โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อาเซียนอ่วมผลกระทบ สหรัฐฯ ประกาศ Reciprocal Tariffs คาดเวียดนาม กัมพูชา กระทบ GDP มากสุด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 07 เม.ย. 2568 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2568 เวลา 04.26 น.

อาเซียนได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีตอบโต้ Reciprocal Tariffs ของ สหรัฐฯ ในระดับสูง โดยเวียดนามและกัมพูชามีผลกระทบต่อ GDP มากที่สุด ในขณะที่อินโดนีเซียได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า อาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่ถูกอสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สูงระดับต้น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้สูงถึง 45%-49% ในขณะที่ ไทยและอินโดนีเซียถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 36% และ 32% ตามลำดับ ส่วนประเทศสิงคโปร์ถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ต่ำสุดในอาเซียนที่อัตรา 10%

อย่างไรก็ตาม Reciprocal tariffs ยกเว้นการบังคับใช้กับสินค้าบางประเภท ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ยารักษาโรค ไม้แปรรูป ทองแดง ทองคำแท่ง และยกเว้นให้กับสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อย่างเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน ปัจจุบันมีอัตราภาษีนำเข้าที่ 25%

  • Reciprocal Tariffs ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจอาเซียน ตามการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และการพึ่งพาการส่งออกของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ โดยเวียดนามและกัมพูชาเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง

เวียดนาม: หากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ เวียดนามอาจไม่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้มากเหมือนที่ผ่านมา และการส่งออกคาดหดตัว กระทบอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ รองเท้า

  • เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เวียดนามเคยเป็นผู้ได้รับอานิสงส์หลักจากสงครามการค้าอาจจะลดน้อยลงไป อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์คาดยังพอมีศักยภาพดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เนื่องจากมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% เท่ากันทั่วโลก

    • การส่งออกเวียดนามปี 2025 คาดหดตัวลงมาอยู่ที่ -4.5% จากประมาณการเดิมที่ 12.0% โดยมีรายละเอียดดังนี้
  • ผลกระทบทางตรง: การส่งออกเวียดนามไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัวที่ -8.1% ในปี 2025 จากความต้องการสินค้าที่ลดลงในกลุ่มสินค้าที่เวียดนามพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า รองเท้า ของเล่น เกมส์ และอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

    [* **ผลกระทบทางอ้อม**ผ่าน \(1\) การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เส้นด้ายฝ้าย และกระดาษลูกฟูก เป็นต้น \(2\) การส่งออกเวียดนามไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นจากจีน อาทิ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ของเล่น เกมส์ และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก เป็นต้น ]
    • ความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐ ฯ ล่าสุด ณ วันที่ 4 เม.ย. รัฐบาลเวียดนามขอให้สหรัฐ ฯ เลื่อนการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ออกไปก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างการเจรจาการค้า ซึ่งเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา เวียดนามได้ประกาศลดภาษีนำเข้ารถยนต์ ก๊าซ LNG เอทานอล และสินค้าเกษตรหลายรายการ เช่น แอปเปิล อัลมอนด์ เชอร์รี่ อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามยังให้คำมั่นจะนำเข้า เครื่องบิน ก๊าซธรรมชาติ สินค้าไฮเทค และสินค้าเกษตรจากสหรัฐ จึงเป็นการแสดงความร่วมมือในการแก้ปัญหาสมดุลการค้าระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังทบทวนตามข้อกังวลเกี่ยวกับเวียดนามตามรายงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เช่น การจำกัดด้านข้อมูลและไซเบอร์ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ความไม่โปร่งใสในพิธีการศุลกากรและการออกใบอนุญาตนำเข้า เป็นต้น

อินโดนีเซีย: อัตราภาษีกระทบอินโดนีเซียจำกัด ขณะที่ทางการเตรียมแผนเจรจาเพื่อลดทอนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแปรรูปแร่ น้ำมันปาล์ม

  • ผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศมีจำกัด เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติเพื่อขยายตลาดในประเทศ ประกอบกับมาตรการดึงดูดการลงทุนของทางการในโครงการผลิตสินค้าขั้นกลางน้ำของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และโครงสร้างก่อสร้างขนาดใหญ่การก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ที่ยังอยู่ในแผนงานจึงน่าจะยังพอส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    • การส่งออกได้รับผลกระทบทางตรงจำกัด ขณะที่ผลทางอ้อมอาจฉุดการส่งออกอินโดนีเซียทั้งปี 2025 หดตัวที่ -3.3%
  • ผลกระทบทางตรง: อินโดนีเซียพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ คิดเป็น10%สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ใช้ทรัพยากรในประเทศที่ยังมีความได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ และเป็นที่ต้องการ แต่อาจหดตัวมาจากกำลังซื้อสหรัฐฯ ที่ต้องรับมือกับภาษีในอัตราสูงขึ้นทำให้ความต้องการสินค้าอาหารและสินค้าเพื่อการบริโภคลดลงและฉุดภาพรวม ซึ่งโดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็น 55% ของการส่งออกอินโดนีเซียไปสหรัฐฯ สินค้าที่เหลือเป็นขั้นกลางเพื่อการผลิต สินค้าทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ในภาพรวมกระทบการส่งออกสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปาล์ม รองเท้า ยางล้อ อาหารทะเล ยางพารา และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

    [* **ผลกระทบทางอ้อม****:** **จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ****จีนและอาเซียนที่เป็นคู่ค้าหลักของอินโดนีเซียคิดเป็น 4****1% ของการส่งออกอินโดนีเซีย** ซึ่งเป็นผลมาจากแรงฉุดของสินค้าขั้นกลางและโภคภัณฑ์ที่อินโดนีเซียนส่งไปตลาดเหล่านี้มากกว่าครึ่งของการส่งออกทั้งหมด อาทิ เหล็ก แร่ ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม ไม้และเคมีภัณฑ์ ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งของอินโดนีเซียอาจได้รับผลกระทบผ่านการชะลอตัวของกำลังซื้ออาเซียนในระยะข้างหน้า ]
    • ทางการอินโดนีเซียมีการหารือกับสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปี 2025 แต่ก็ยังถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ที่ 32% อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียนเตรียมส่งคณะผู้แทนระดับสูงไปเจรจาเพื่อบรรเทากระทบทางภาษี โดยทางการให้น้ำหนักกับการทบทวนข้อกังวลที่สหรัฐฯ เคยหยิบยกไว้ในรายงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้แก่ การปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตนำเข้า กฎระเบียบด้านฮาลาล และข้อกำหนดตามกฎหมายอิสลามที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้า เป็นต้น

กัมพูชา:Reciprocal tariffs เสี่ยงกระทบการลงทุนกัมพูชาอย่างมากจากการพึ่งพาทุนจีนในระดับสูง และการส่งออกคาดหดตัว กระทบอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าสำหรับการเดินทาง

  • เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่พึ่งพาทุนจีนมากกว่า 50% อีกทั้งการสิ้นสุดของสิทธิประโยชน์ทางการค้าในฐานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country: LDC) ในปี 2029 ก็ทำให้แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศในกัมพูชาไม่ค่อยดีนักอยู่แล้ว เมื่อมี reciprocal tariffs จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 49% ยิ่งส่งผลให้กัมพูชามีความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงิน FDI ได้น้อยลง

    • การส่งออกกัมพูชา ปี 2025 คาดหดตัวมาอยู่ที่ -5.3% จากประมาณการเดิมที่ 11.9% โดยมีรายละเอียดดังนี้
  • ผลกระทบทางตรง: การส่งออกกัมพูชาไปยังสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัวที่ -9.2% ในปี 2025 จากความต้องการสินค้าที่ลดลงในกลุ่มสินค้าที่กัมพูชาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มาก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าสำหรับการเดินทาง เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ของเล่น เกมส์ และอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น

    [* **ผลกระทบทางอ้อม**ผ่าน \(1\) การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสัตว์ฟอก อะลูมิเนียมดิบ \(unwrought aluminum\) ทองแดงดิบ \(unrefined copper\) เป็นต้น \(2\) การส่งออกกัมพูชาไปยังตลาดอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นจากจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ ]
    • ความคืบหน้ารัฐบาลกัมพูชา ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. กระทรวงพาณิชย์กัมพูชาไม่เห็นด้วยกับ reciprocal tariff 49% โดยชี้แจ้งว่ากัมพูชามีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เฉลี่ยที่ 29.4% อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กัมพูชากำลังหาช่องทางเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) มีข้อกังวลเกี่ยวกับกัมพูชาในประเด็นปัญหาการคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

สปป.ลาว: ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นหลัก ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ต้องกังวลอยู่ในกลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า กาแฟ

  • การลงทุนจากต่างประเทศได้รับผลจำกัด อาจมีการชะลอการลงทุนเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศต้นทางชะลอตัว โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนและไทยที่ในสัดส่วนสูง 66% และ 18% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี สปป.ลาว ยังมีแรงดึงดูดในการลงทุนการผลิตพลังงานทางเลือก การผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรเพี่อส่งกลับไปสนับสนุนการบริโภคของจีนและประเทศใกล้เคียง

    • การส่งออกของ สปป.ลาว ปี 2025 คาดเสี่ยงหดตัวเป็นผลจากราคาพลังงานและผลทางอ้อมของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างไทยและจีนที่ชะลอตัว
  • ผลกระทบทางตรงจากการขึ้นภาษี Reciprocal tariffs ถึง 48% ส่งกระทบอย่างมากต่อการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก อาทิ รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และกาแฟ แต่การลดลงดังกล่าวส่งผลต่อการส่งออกในภาพรวมค่อนข้างน้อยเนื่องจากสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของการส่งออกของ สปป.ลาว

    [* **ผลกระทบทางอ้อมเป็นแรงฉุดสำคัญของการส่งออก สปป.ลาว โดยเฉพาะจีนและไทยที่เป็นคู่ค้าหลัก**สัดส่วนถึง 73% และมีแนวโน้มชะลอตัวหลังมีการประกาศ Reciprocal tariff ประกอบกับการส่งออกพลังงานที่เป็นสินค้าส่งออกหลักยังลดลงจากราคาสินค้าพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวลงจึงฉุดภาพรวม ขณะที่สินค้าอื่นๆ ก็มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาพเศรษฐกิจ อาทิ กระดาษ สินค้าเกษตร ไม้ ยางพารา และปุ๋ย ]
    • ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลลาวยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ตามรายงานของ USTR มีประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตยานยนต์ที่อยู่ในระดับสูง ความไม่โปร่งใสในกระบวนการศุลการ และเพิ่มความเข้มงวดด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการที่มีสินค้าปลอมวางจำหน่าย

ในเบื้องต้น Reciprocal Tariffsคาดส่งผลกระทบเชิงลบต่อ GDP เวียดนามและกัมพูชามากที่สุดที่ 1.5% และ 1.4% ตามลำดับ ส่วนสปป.ลาว และอินโดนีเซียได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดที่ 0.8% และ 0.6% ตามลำดับ Reciprocal Tariffs คาดส่งผลต่อศักยภาพในสถานะฐานการผลิตของเวียดนามและกัมพูชาค่อนข้างมาก และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงในระยะยาว ในขณะที่ ผลกระทบต่ออินโดนีเซียมีจำกัด เนื่องจากประเทศเป็นตลาดใหญ่พึ่งพาการส่งออกน้อย และมีแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง จึงยังเป็นแต้มต่อในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ การเรียกเก็บ Reciprocal Tariffs กับทุกชาติของสหรัฐฯ มองว่าเป็นเกมการเจรจาของสหรัฐฯ เพื่อนำมาสู่ข้อตกลงใหม่ จึงจำเป็นต้องติดตามผลการเจรจาที่จะออกมา เพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางการค้าการลงทุนและแนวโน้มเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่อไปในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชาและสปป.ลาว รวมมูลค่าส่งออก 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นสัดส่วน 12% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย การที่เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนชะลอตัวอาจส่งผลต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศดังกล่าว

การประเมินอุปสรรคทางการค้าโดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ต่อประเทศอาเซียน

ประเทศ ตัวอย่างอุปสรรคทางการค้าต่อสหรัฐฯ เวียดนาม · ลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ปรับปรุงกระบวนการศุลกากรให้เร็วขึ้นและโปร่งใสขึ้น

· ผ่อนปรนข้อจำกัดการนำเข้า

· ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงินดิจิทัล

· ปรับปรุงระบบขึ้นทะเบียนยา-เวชภัณฑ์ให้มีความโปร่งใส

· เพิ่มความชัดเจนในข้อกำหนดด้านการเก็บข้อมูล และไม่บังคับ Data localization สำหรับต่างชาติ

· บังคับใช้กฎหมาย IP อย่างเข้มงวด

· อนุญาตให้บริษัทต่างชาติให้บริการ Over-the-top (OTT) โดยไม่ต้องตั้งสำนักงานในประเทศ

· เปิดให้ต่างชาติลงทุนมากขึ้นในภาคส่วนธนาคาร โทรคมนาคม และ Cloud services

อินโดนีเซีย · ลดภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับ WTO และปรับปรุงกระบวนการศุลกากรให้โปร่งใส

· ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านปริมาณนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น น้ำตาล ข้าว เนื้อสัตว์

· เกี่ยวกับข้อบังคับฮาลาล โดยยอมรับผลการทดสอบจากต่างประเทศ

· ดำเนินการเชิงรุกในการบังคับใช้กฎหมาย IP

· เปิดตลาดบริการทางการเงินและการชำระเงิน ปรับปรุงกฎหมายไซเบอร์ให้มีความโปร่งใส

· เปิดเสรีการลงทุนมากขึ้นและยกเลิกข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น

· ยุติการจำกัดการห้ามส่งออกแร่ดิบที่ไม่สอดคล้องกับ WTO

กัมพูชา · การตีความด้านภาษีนำเข้าที่ไม่ชัดเจน

· เพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง

· ปฏิรูปกฎหมาย IP และบังคับใช้อย่างจริง

· ผ่อนคลายมาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ตที่กระทบอีคอมเมิร์ซ

· ปรับปรุงความชัดเจนในกระบวนการภาษีและการออกกฎหมาย

· ผ่อนคลายข้อจำกัดการถือครองทรัพย์สินและหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ

· บังคับใช้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มงวด

สปป.ลาว · ปรับลดภาษีและภาระภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะภาษียานยนต์

· ผ่อนคลายข้อกำหนดการแลกเงินตราต่างประเทศจากรายได้ส่งออก

· เพิ่มความโปร่งใส่ด้านระเบียบศุลกากรและปฏิบัติตามข้อตกลง WTO

· เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

ที่มา: 2025 National Trade Estimate Report on FOREIGN TRADE BARRIERS of the President of the United States on the Trade Agreements Program, March 2025

(เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...