Netflix ความสัมพันธ์ที่ ‘บอกเลิกไม่ได้’
Reporter Journey
อัพเดต 19 เม.ย. 2568 เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2568 เวลา 10.22 น. • Reporter Journeyในขณะที่ภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังสร้างปัญหาในตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากพากันถอนทุนจากหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้า อย่างเช่นภาคการผลิตและเทคโนโลยี แต่ในทางตรงกันข้าม หุ้นของ Netflix กลับสวนกระแส เพิ่มขึ้นถึงกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ดิ่งลงกว่า 10% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเกินคาดของบริษัทที่ดูเหมือนจะกลายเป็น "Johnson & Johnson แห่งซิลิคอนแวลลีย์" เข้าไปทุกที
.
Netflix ในยุคเศรษฐกิจฝืด
เมื่อความบันเทิงกลายเป็นสิ่งจำเป็น
แม้ภาวะเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังคงวางใจใน Netflix ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่บริการสตรีมมิ่งทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก ในไตรมาสแรกของปีนี้ Netflix รายงานรายได้สูงถึง 10.54 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 384,710 ล้านบาท) และกำไรต่อหุ้นทะลุความคาดหมายที่ 6.61 ดอลลาร์ (ประมาณ 221 บาทต่อหุ้น) แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่คนดูยังไม่ลดลง และที่สำคัญคือผู้ใช้งานใหม่ยังคงสมัครเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากตลาดต่างประเทศที่หันมาใช้แพ็กเกจราคาประหยัดแบบมีโฆษณา
หนึ่งในเหตุผลที่ Netflix แทบไม่ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรของทรัมป์ ก็เพราะบริการของบริษัทไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจริง หากแต่เป็นบริการดิจิทัลที่ส่งตรงผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ต้องเสียภาษีโดยตรงแบบเดียวกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ การเปรียบเทียบนี้ชัดเจนเมื่อดูหุ้นของบริษัทอื่นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายภาษีของสหรัฐ เช่น Amazon หรือ Meta ที่รายได้จากโฆษณาผูกติดกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ผู้บริหารร่วม Greg Peters ให้ความเห็นว่า แม้เศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลง แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายด้านความบันเทิงตามปกติ เขายังระบุว่าแพ็กเกจราคาถูกที่มีโฆษณากลายเป็นทางเลือกสำคัญ โดยคิดเป็นกว่า 55% ของผู้สมัครใช้งานใหม่ในประเทศที่มีบริการนี้ ทำให้บริษัทมีฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นโดยไม่ลดรายได้ลงมากนัก ซึ่งถือเป็น “สูตรสำเร็จ” ที่ลงตัวในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง
นอกจากนี้ Paolo Pescatore นักวิเคราะห์จาก PP Foresight ยังเน้นว่า Netflix มีสถานะคล้ายเคเบิลทีวีในยุคที่ยังไม่มีคู่แข่ง กล่าวคือเป็นบริการที่คนส่วนใหญ่ "เลิกไม่ได้" แม้จะต้องตัดค่าใช้จ่ายในด้านอื่น โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาของ Netflix ครอบคลุมหลากหลายทั้งแนวสืบสวน ดราม่า เรียลลิตี้ และสารคดีที่ผลิตมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
.
Johnson & Johnson แห่งวงการบันเทิง
ทำไมนักวิเคราะห์เทใจให้ Netflix?
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นักวิเคราะห์เทใจให้ Netflix คือเป้าหมายระยะยาวของบริษัทที่ตั้งใจจะเพิ่มมูลค่าตลาดรวมเป็นหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 พร้อมกับเพิ่มรายได้เป็นสองเท่า ภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี เป้าหมายนี้ดูทะเยอทะยานมาก แต่หากมองย้อนกลับไป Netflix กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นบริษัทที่เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมบันเทิง
Dave Heger นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Edward Jones ถึงกับกล่าวว่า Netflix กำลังกลายเป็นเหมือน Johnson & Johnson ของซิลิคอนแวลลีย์ เพราะเป็นบริษัทที่มั่นคง มีความต้องการคงที่ และสามารถเติบโตได้แม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เช่นเดียวกับ J&J ที่ครองตลาดสินค้าทางการแพทย์และดูแลสุขภาพมานานหลายทศวรรษ Netflix ยังคงเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมของผู้ชม พร้อมโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่จำนวนผู้ใช้งานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากภาษีดิจิทัลที่บางประเทศตั้งภาษีเพื่อตอบโต้สหรัฐ แต่ Heger ชี้ว่า ณ ตอนนี้ Netflix ยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน และในทางกลับกันอาจได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
Brian Mulberry จาก Zacks Investment Management ก็เห็นด้วยกับแนวโน้มนี้ โดยชี้ว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งก่อน เช่นช่วงโควิด-19 Netflix ยังเติบโตได้ดี เพราะผู้คนหันมาหาความบันเทิงในบ้าน และเพราะคอนเทนต์จากหลากหลายประเทศก็ช่วยสร้างความหลากหลายที่ตอบสนองผู้ชมได้ทั่วโลก
สุดท้ายแล้ว แม้ Netflix จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมสตรีมมิ่ง แต่ Netflix ยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด การปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค และการขยายฐานผู้ชมทั่วโลก Netflix จึงไม่ได้เป็นแค่ผู้เล่นในวงการบันเทิงอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “สิ่งจำเป็น” สำหรับชีวิตประจำวันของผู้คนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
.