ทำความรู้จักและ 5 เพลงฮิตของ “Steve Aoki” ก่อนไปเจอในงาน ‘SIAM Songkran Music Festival 2025’
LSA Thailand
อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2568 เวลา 09.00 น. • Lifestyle Asia Thailandเทศกาลดนตรี SIAM Songkran Music Festival 2025 กำลังจะกลับมาสร้างความสนุกสุดเหวี่ยงในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11 ถึง 14 เมษายน 2568 ณ Bravo BKK Arena Area, RCA พระราม 9 และหนึ่งในศิลปินเฮดไลน์ที่ทุกคนต่างรอคอยก็คือ Steve Aoki (สตีฟ อาโอกิ)
Related articles
ทำความรู้จักและลิสต์เพลงฮิตของ DJ SNAKE ก่อนได้เจอตัวจริงในงาน S2O Songkran Music Festival 2025
ทำความรู้จักและลิสต์เพลงฮิตของ “Alan Walker” ก่อนได้เจอตัวจริงในงาน S2O Songkran Music Festival 2025
ดีเจและโปรดิวเซอร์ชื่อดังระดับโลก สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับเจ้าพ่อแห่งวงการ EDM คนนี้ หรือเป็นแฟนคลับตัวยงที่อยากจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสนุกกับโชว์ของเขา วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเส้นทางชีวิตในวงการและเพลงฮิตของคุณลุงสตีฟ ที่จะทำให้คุณอยากแดนซ์ให้สุดเหวี่ยงในงานสงกรานต์ที่จะถึงนี้
คติประจำใจ “ผมจะนอนก็ต่อเมื่อผมตายเท่านั้น…!”
Steven Hiroyuki Aoki เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกชายของ Rocky Aoki (ชื่อเดิม Hiroaki Aoki) ผู้เป็นชาวญี่ปุ่นอพยพมายังสหรัฐอเมริกา อดีตนักมวยปล้ำ และผู้ก่อตั้งร้านอาหารเบนิฮาน่า (Benihana) ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ส่วนคุณแม่ของเขาคือ Chizuru Kobayashi นอกจากนี้เขายังมีพี่น้องหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Devon Aoki นางแบบและนักแสดงชื่อดัง การที่เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้เป็นพ่อที่สร้างอาณาจักรร้านอาหารระดับโลกขึ้นมานั้น อาจเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้เขาเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชื่อเสียงในเส้นทางดนตรีของตนเองเช่นกัน
ในช่วงวัยเด็ก Aoki เติบโตในเมือง Newport Beach รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาเข้าศึกษาที่ Newport Harbor High School และจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2538 โดยเป็นนักกีฬาแบดมินตันของโรงเรียนอีกด้วย ต่อมาเขาได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ University of California, Santa Barbara (UCSB) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีถึงสองสาขาในปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ สาขาสตรีศึกษา (Women’s Studies) และสาขาสังคมวิทยา (Sociology) การที่ Aoki เลือกศึกษาในสาขาที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรงนั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่หลากหลายและความคิดที่เปิดกว้างของเขา ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีแนวทางการทำดนตรีที่แตกต่างและสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การที่เขาเคยเป็นนักกีฬาแบดมินตันยังสะท้อนให้เห็นถึงความมีระเบียบวินัยและความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่ตั้งใจไว้
เริ่มต้นด้วยท่าไม้ตายของ Bruce Lee ?
ในช่วงที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัย Aoki มีความสนใจในดนตรีแนวพังก์และฮาร์ดคอร์อย่างมาก เขายึดมั่นในแนวคิด “ทำด้วยตัวเอง” (Do-It-Yourself หรือ DIY) ของวงการพังก์ ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเริ่มต้นเส้นทางดนตรีของเขา ในขณะที่ศึกษาอยู่ที่ UCSB เขาได้เริ่มทำเพลงเองและจัดคอนเสิร์ตใต้ดินในหอพักของเขา ซึ่งต่อมากลายเป็นที่รู้จักในชื่อ “The Pickle Patch” นอกจากนี้ Aoki ยังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของนักศึกษา โดยเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม Revolutionary Anti-Imperialist League ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความคิดสร้างสรรค์ของ Aoki ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในวงการดนตรีในเวลาต่อมา
ในปี พ.ศ. 2539 ขณะที่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย สตีฟ อาโอกิ ได้ก่อตั้งค่ายเพลงของตัวเองชื่อ Dim Mak Records ชื่อ “Dim Mak” มาจากชื่อท่าไม้ตายในตำนานของ Bruce Lee ซึ่งเป็นบุคคลที่ Aoki ชื่นชม ในช่วงแรก ค่ายเพลง Dim Mak มุ่งเน้นไปที่การออกผลงานเพลงของวงดนตรีแนวพังก์และอินดี้ร็อก โดยผลงานแรกที่ออกกับค่ายคือแผ่นเสียงขนาด 7 นิ้วของวงฮาร์ดคอร์พังก์ชื่อ Stickfigurecarousel การเริ่มต้นค่ายเพลงของตัวเองในวัยเพียงเท่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเป็นผู้ประกอบการของ Aoki ที่ต้องการสร้างพื้นที่สำหรับดนตรีที่เขาชื่นชอบ
ต่อมา ค่ายเพลง Dim Mak Records ได้ขยายขอบเขตไปยังศิลปินในวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเติบโตขึ้น ตัว Aoki เองก็เริ่มทำงานเป็นดีเจและโปรดิวเซอร์รีมิกซ์เพลงต่าง ๆ โดยค่อย ๆ เปลี่ยนแนวทางไปสู่ดนตรีแนวอิเล็กโทรเฮาส์ (Electro House) ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาในที่สุด เขาเคยกล่าวถึงการแสดงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ครั้งแรกของเขาที่ Beauty Bar ในฮอลลีวูดประมาณปี พ.ศ. 2546 ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้การมิกซ์เพลงด้วยแผ่นเสียง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของ Aoki ในฐานะศิลปินและเจ้าของค่ายเพลงที่พร้อมจะเปิดรับแนวเพลงใหม่ ๆ ที่กำลังได้รับความนิยม
ก้าวสำคัญที่ทำให้ Aoki ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติคือการร่วมงานกับ will.i.am แห่งวง Black Eyed Peas ในเพลง “I’m in the House” ในปี พ.ศ. 2553 และในปี พ.ศ. 2555 นิตยสาร Pollstar ได้ยกให้ Aoki เป็นศิลปินดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำรายได้จากการทัวร์คอนเสิร์ตสูงสุดในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมอย่างล้นหลามของเขาในฐานะนักแสดงสด นอกจากนี้ Aoki ยังกล่าวถึงการแสดงของ Daft Punk ในงาน Coachella ปี พ.ศ. 2549 ว่าเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาหันมาสนใจดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาการแสดงบนเวทีของตัวเอง เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ Aoki จากศิลปินใต้ดินสู่การเป็นหนึ่งในดีเจและโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ทำไมต้อง ‘ปาเค้ก’ ในคอนเสิร์ต ?
its still caking szn #electronicmusic #cakedecorating #caketok
สตีฟ เริ่มปาเค้กใส่ผู้ชมในคอนเสิร์ตครั้งแรกในปี 2011 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมิวสิกวิดีโอเพลง “Turn Up the Volume” ของวง Autoerotique ที่อยู่ในค่าย Dim Mak Records ของเขา ในมิวสิกวิดีโอมีภาพเค้กหลากสีสันระเบิดใส่หน้าผู้คนหลังจากเป่าเทียน ซึ่งเขาชื่นชอบและมองว่าเป็นภาพที่สวยงามและน่าสนใจ
Aoki เริ่มนำไอเดียนี้มาใช้ในการแสดงสดของเขาเพื่อโปรโมทเพลงดังกล่าว โดยเค้กที่เขาใช้ในช่วงแรกจะมีข้อความ “Autoerotique, Turn Up The Volume” เขียนอยู่ ปรากฏการณ์นี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในการแสดงของเขาที่แฟน ๆ ต่างตั้งตารอและทำป้าย “Cake Me” ขอให้เขาปาเค้กใส่ Aoki เองก็เคยกล่าวว่าการปาเค้กเป็นวิธีที่สนุกในการมีปฏิสัมพันธ์กับแฟน ๆ และเป็นสิ่งที่ทำให้เขานึกถึงช่วงวัยเด็กที่เขาเคยกระโดดเวทีในการแสดงดนตรีพังก์
สงกรานต์นี้ลุงสตีฟจะพาเราโดดแบบ Non-Stop
พร้อมปาเค้กอัดหน้ากลางสายน้ำไปโลด
เพื่อเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปสนุกกับ Steve Aoki ที่งาน SIAM Songkran Music Festival 2025 นี่คือ 5 เพลงฮิตที่คุณต้องรู้จัก
Pursuit Of Happiness (Extended Steve Aoki Remix) (Kid Cudi)
รีมิกซ์สุดมันส์ของเพลงฮิตของ Kid Cudi ที่กลายเป็นเพลงชาติของวงการ EDM และทำให้ Aoki โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยจังหวะที่ทรงพลังและดรอปที่ติดหู ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่ขาดไม่ได้ในคลับและเทศกาลดนตรีต่าง ๆ
Just Hold On (with Louis Tomlinson)
เพลงที่ Aoki ร่วมงานกับ Louis Tomlinson อดีตสมาชิกวง One Direction ซึ่งเป็นการผสมผสานดนตรี EDM เข้ากับกลิ่นอายของเพลงป๊อปได้อย่างลงตัว เมโลดี้ที่ให้กำลังใจและเสียงร้องที่สื่ออารมณ์ทำให้เพลงนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในวงกว้าง
Waste It On Me (feat. BTS)
การร่วมงานกับวง K-pop ระดับโลกอย่าง BTS ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตระดับโลกอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ Aoki ในการทำงานร่วมกับศิลปินจากหลากหลายแนวเพลงและตลาดเพลงนานาชาติ จังหวะที่ติดหูและเนื้อเพลงสองภาษาทำให้เพลงนี้มียอดสตรีมมิ่งสูงมาก
Steve Aoki & Laidback Luke ft. Lil Jon – Turbulence
เพลงอิเล็กโทรเฮาส์สุดมันส์ที่ได้เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lil Jon มาเติมเต็ม “Turbulence” เป็นเพลงที่แสดงถึงสไตล์อันโดดเด่นของ สตีฟ ได้เป็นอย่างดี ด้วยซาวด์ที่หนักแน่นและพลังที่ล้นเหลือ ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่แฟน ๆ ชื่นชอบในคลับและเทศกาลดนตรีต่าง ๆ
BTS (방탄소년단) ‘MIC Drop (Steve Aoki Remix)
“Mic Drop” เป็นเพลงที่ สตีฟ อาโอกิ นำเพลงเดิมของวง BTS มารีมิกซ์ใหม่ โดยเพิ่มจังหวะ EDM และ Trap ที่หนักแน่น 1 เพลงนี้มีท่อนแร็ปจาก Desiigner ศิลปินชาวอเมริกัน 1 เนื้อเพลงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จอันมากมายของ BTS 1 มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมากจากแฟน ๆ ทั่วโลก 2 รีมิกซ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับการรับรองระดับ Gold จาก RIAA
จากจุดเริ่มต้นในวงการดนตรีพังก์ฮาร์ดคอร์ สู่การเป็นไอคอนแห่งวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เส้นทางของ สตีฟ อาโอกิ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่ไม่ย่อท้อ จิตวิญญาณของนักธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ค่ายเพลง Dim Mak Records ของเขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันศิลปินที่มีอิทธิพลมากมายให้ก้าวเข้าสู่วงการ ทำให้ Aoki มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมดนตรี ความเต็มใจที่จะร่วมงานกับศิลปินจากหลากหลายแนวเพลงและทั่วโลกยังช่วยให้เขาเข้าถึงผู้ฟังจำนวนมากและหลากหลาย นอกจากนี้ การที่เขามักจะปรากฏตัวในเทศกาลดนตรีในประเทศไทยหลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมของเทศกาลดนตรีแนวนี้ในประเทศไทย รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Aoki กับแฟนเพลงชาวไทยอีกด้วย แม้ว่า Aoki จะเป็นทายาทของเจ้าของธุรกิจร้านอาหารเบนิฮาน่าที่มีชื่อเสียง แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความสำเร็จในวงการดนตรีของเขานั้นมาจากการทำงานหนักและความมุ่งมั่นด้วยตัวเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด DIY ในยุคเริ่มต้นของเขาในวงการพังก์
นอกจากผลงานเพลงที่โดดเด่นแล้ว เขายังมีชื่อเสียงในด้านการทำงานร่วมกับศิลปินจากหลากหลายแนวเพลงทั่วโลก ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยขยายฐานแฟนเพลงและสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ และที่สำคัญ Aoki ยังมีบทบาทในการทำงานเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิ Steve Aoki Charitable Fund และการเป็นทูตให้กับโครงการ Best Buddies ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้อื่นนอกเหนือจากงานดนตรีของเขา
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับประสบการณ์สุดมันส์กับ สตีฟ อาโอกิ ที่งาน SIAM Songkran Music Festival 2025 ในวันที่ 13 เมษายนนี้ ซึ่งเขาจะขึ้นแสดงแบบ B2B สุดพิเศษกับ “Dimitri Vegas” เตรียมพบกับจังหวะที่เร้าใจ การร่วมงานสุดเซอร์ไพรส์ และอาจจะได้เห็นการโยนเค้กอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาด้วย ก่อนที่จะไปร่วมงาน อย่าลืมฟังเพลงฮิตทั้ง 5 ที่กล่าวมาข้างต้น และลองสำรวจเพลงอื่น ๆ ในผลงานของเขาเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการแดนซ์สุดเหวี่ยงในเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ได้เลย!
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Main, Hero and Featured images: by Steve Aoki via Facebook
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.