โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กว่าจะเป็น “Walmart” อาณาจักรธุรกิจรายได้สูงสุดในโลกต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

PPTV HD 36

อัพเดต 28 มี.ค. 2568 เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2568 เวลา 10.30 น.
เปิดเส้นทางอาณาจักรร้านค้าปลีกรายใหญ่ “Walmart” ที่ปัจจุบันครองตำแหน่งบริษัทรายได้สูงที่สุดในโลกต่อเนื่องเกิน 10 ปี!

ถ้าบ้านเรามี เซเว่น อีเลฟเว่น เป็นอาณาจักรร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ หรือมีกลุ่มเครือเซ็นทรัลเป็นอาณาจักรศูนย์การค้า ที่โลกฝั่งตะวันตกเอง ก็มีอาณาจักรร้านค้าที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และทุกคนต้องรู้จัก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ นั่นคือ “วอลมาร์ต” (Walmart)

วอลมาร์ตเป็นเครือร้านค้ารายใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นในสหรัฐฯ ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 10,700 สาขาทั่วโลก โดยเกินครึ่งอยู่ในสหรัฐฯ และที่เหลืออยู่ในอีก 18 ประเทศ

จุดกำเนิดของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ คือชายที่ชื่อ “แซม วอลตัน” ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นผู้เปลี่ยนโฉมธุรกิจร้านค้าในสหรัฐฯ ไปตลอดกาล

เชื่อมั่นในของที่ถูก

แซม วอลตัน เกิดเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 1918 ที่เมืองคิงฟิชเชอร์ รัฐโอคลาโฮมา ในครอบครัวที่ทำฟาร์ม แต่การทำฟาร์มไม่ได้สร้างรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว

ต่อมา แซมเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยฝึกนายทหารสำรอง เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1940

3 วันหลังจากสำเร็จการศึกษา แซมเริ่มทำงานเป็นพนักงานฝึกงานฝ่ายการจัดการให้กับ J.C. Penney ซึ่งเป็นเครือห้างสรรพสินค้าสัญชาติอเมริกันชื่อดังในยุคนั้นที่ดำเนินกิจการในสหรัฐฯ และปวยร์โตริโก

จากนั้นในปี 1942 ขณะอายุ 24 ปี แซมได้ลาออกจาก J.C. Penny เพื่อเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ ไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเขาเข้าร่วมกองทัพสหรัฐฯ ในหน่วยข่าวกรองของกองทัพบก โดยดูแลความปลอดภัยในโรงงานผลิตเครื่องบิน

แต่งงานกับ เฮเลน รอบสัน ในปี 1943 และเมื่อปลดประจำการในปี 1945 สองสามีภรรยาและได้ย้ายไปที่รัฐอาร์คันซอ

แซมเคยเล่าไว้ในหนังสือที่เขาเขียนเอง “Sam Walton, Made in America: My Story” ว่า เขาได้เรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กว่า การช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเขาในฐานะเด็ก ๆ ที่จะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เขาตระหนักในขณะที่รับราชการในกองทัพว่า เขาต้องการเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกและทำธุรกิจของตัวเอง

หลังออกจากกองทัพ แซมจึงได้ใช้เงินเก็บและเงินสนับสนุนจากพ่อตา เช่าร้านขายของเบ็ดเตล็ด Ben Franklin ในเมืองโรเจอร์ส รัฐอาร์คันซอ โดยดำเนินการภายใต้รูปแบบธุรกิจที่ไม่ค่อยเหมือนใครในยุคนั้น นั่นคือ “เน้นขายของถูก”

ในระหว่างทำธุรกิจร้าน Ben Franklin แซมมุ่งเน้นการทำให้ร้านของเขาสามารถแข่งขันได้โดยการซื้อสินค้าราคาถูกและนำมาขายในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ในทางทฤษฎี แม้ว่าจะมีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า แต่จะได้ความต้องการที่สูงขึ้นและปริมาณการขายที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถชดเชยกันได้

แนวคิดของแซมได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าถูกต้อง เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจาก 105,000 ดอลลาร์เป็น 250,000 ดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่เขาทำร้าน Ben Franklin

ในปี 1950 หลังจากที่ไม่สามารถต่อสัญญาเช่ากับ Ben Franklin ได้ แซมจึงเปิดร้าน “Walton’s 5&10” ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าราคาถูก ในเมืองเบนตันวิลล์ รัฐอาร์คันซอ ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์วอลมาร์ต

สุดท้ายในวันที่ 2 ก.ค. 1962 แซมได้เปิดร้าน “Wal-Mart Discount City” ในเมืองโรเจอร์ส รัฐอาร์คันซอ โดยชื่อวอลมาร์ตได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “FedMart” ซึ่งเป็นเครือห้างสรรพสินค้าราคาถูกที่ก่อตั้งโดย โซล ไพรซ์ ในปี 1954

แซมเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจาก โซล ไพรซ์ นักธุรกิจที่ยอดเยี่ยมซึ่งก่อตั้ง FedMart ขึ้นในซานดิเอโกเมื่อปี 1955 ผมชอบชื่อ FedMart ของโซลมาก จึงตัดสินใจใช้ชื่อ ‘วอลมาร์ต’”

Wal-Mart Discount City ได้รับการยอมรับว่าเป็นร้านค้าวอลมาร์ตสาขาแรกอย่างเป็นทางการ

เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการค้าปลีก

ภายในสิ้นปีแรกของการเปิดร้าน แซมได้เปิดร้านสองร้านภายใต้แบรนด์วอลมาร์ต ได้แก่ ร้านแห่งแรกที่โรเจอร์ส และอีกร้านหนึ่งในเมืองแฮร์ริสัน

รากฐานความสำเร็จของวอลมาร์ตนั้นมาจากแนวคิดการเลือกตั้งร้านในเมืองที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ ออกแนวชานเมืองหรือชนบท ซึ่งเขามองว่าเป็นพื้นที่ที่กำลังเติบโตและมักไม่ได้รับบริการจากผู้ค้าปลีกรายใหญ่อื่น ๆ

นั่นคือโอกาสที่แซมตั้งใจจะใช้ประโยชน์ และเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยในปี 1967 วอลมาร์ตมีสาขาเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20 สาขาทั่วอาร์คันซอ สร้างรายได้รวม 12.7 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงปีต่อมา แซมเปิดวอลมาร์ตนอกอาร์คันซอเป็นครั้งแรก ที่เมืองแคลร์มอร์ รัฐโอคลาโฮมา และเมืองไซเคสตัน รัฐมิสซูรี

ปี 1969 แซมได้จดทะเบียนวอลมาร์ตเป็นบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ Wal-Mart Stores, Inc. และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอีก 1 ปีต่อมา โดยเงินที่ระดมทุนมาได้ก็นำไปใช้ในการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1972 บริษัทได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ณ ปี 1980 วอลมาร์ตมีพนักงาน 21,000 คนจากร้านค้า 276 สาขาใน 10 รัฐทั่วสหรัฐฯ และทำยอดขายต่อปีได้ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

กลยุทธ์เด่นที่ทำให้วอลมาร์ตประสบความสำเร็จนอกจากเรื่องของทำเลที่ตั้งในช่วงแรกแล้ว ยังอยู่ที่การควบคุมราคาสินค้า โดยการสร้างคลังสินค้าให้อยู่ใกล้กับร้านค้าให้มากที่สุด เพื่อทำให้การจัดจำหน่ายง่ายและมีต้นทุนถูกกว่า

เมื่อร้านค้าเติบโตขึ้น ความปรารถนาของแซมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากจะนำแนวทางและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสู่การค้าปลีกแล้ว เขายังทดลองใช้รูปแบบร้านค้าใหม่ ๆ เช่น Sam's Club เปิดแห่งแรกในปี 1983 และ Walmart Supercenter เปิดในปี 1988

นั่นทำให้ในปี 1990 วอลมาร์ตกลายเป็นผู้ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และเริ่มขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยเปิดร้านแรกนอกสหรัฐฯ ในเม็กซิโกเมื่อปี 1991

ด้วยความกล้าหาญของแซมในการเสนอสินค้าราคาถูก ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเขาในการให้บริการและส่งต่อคุณค่าที่ช่วยให้บุคคล ธุรกิจ และประเทศประสบความสำเร็จ ทำให้เขาได้รับเหรียญแห่งอิสรภาพจากประธานาธิบดี จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ในปี 1992 แต่ยังไม่ทันทีแซมจะได้เห็นวอลมาร์ตประสบความสำเร็จในตลาดโลกเต็มตัว เขาก็ได้จากไปเสียก่อนในปีเดียวกัน ขณะอายุ 74 ปี

แม้สิ้นแซมไปแล้ว แต่ลูกชายคนโตของเขาและทายาทได้กลายมาเป็นประธานคณะกรรมการของวอลมาร์ต ซึ่งยังคงนำพาวอลมาร์ตไปสู่ความรุ่งเรือง ทั้งการเปิดสาขาต่างประเทศเพิ่มเติมในสหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน และแคนาดา

ในปี 1999 วอลมาร์ตเติบโตจนยังกลายเป็นนายจ้างเอกชนรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และของโลกด้วย และยังคงรักษาตำแหน่งนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยจำนวนพนักงานทั่วโลกมากถึง 2.1 ล้านคน!

กฎการทำธุรกิจ 10 ข้อของ แซม วอลตัน

แซม วอลตัน เชื่อว่า การดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นอาศัยกฎง่าย ๆ เพียง 10 ข้อ และกฎเหล่านี้ได้ช่วยให้วอลมาร์ตกลายเป็นผู้นำระดับโลกในปัจจุบัน ได้แก่

1. มุ่งมั่นกับธุรกิจของคุณ

เชื่อมั่นในธุรกิจของคุณมากกว่าใคร ๆ หากคุณรักงานของคุณ คุณจะทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ทุกวัน และในไม่ช้าทุกคนรอบตัวก็จะรับรู้ถึงความหลงใหลในตัวคุณเหมือนติดเชื้อ

2. แบ่งปันผลกำไรของคุณกับเพื่อนร่วมงานทุกคน และปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนหุ้นส่วน

ในทางกลับกัน พวกเขาจะปฏิบัติต่อคุณเหมือนหุ้นส่วน และเมื่อรวมกันแล้ว คุณทุกคนก็จะทำผลงานได้เกินความคาดหวังสูงสุด

3. สร้างแรงบันดาลใจให้กับหุ้นส่วนของคุณ

เงินและความเป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ตั้งเป้าหมายที่สูง ส่งเสริมการแข่งขัน

4. สื่อสารทุกสิ่งที่ทำได้กับหุ้นส่วนของคุณ

ยิ่งพวกเขารู้มากเท่าไร พวกเขาก็จะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพวกเขาเข้าใจมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็จะใส่ใจมากขึ้นเท่านั้น เมื่อพวกเขาใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรหยุดพวกเขาได้

5. ชื่นชมทุกสิ่งที่เพื่อนร่วมงานของคุณทำเพื่อธุรกิจ

ไม่มีอะไรจะทดแทนคำพูดที่จริงใจและเหมาะสมเพียงไม่กี่คำได้อีกแล้ว คำพูดเหล่านี้ฟรี ไม่ต้องลงทุน แต่มีค่ามหาศาล

6. เฉลิมฉลองความสำเร็จของคุณ

อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป ผ่อนคลายบ้าง แล้วทุกคนรอบตัวคุณจะผ่อนคลายลง สนุกไปกับมัน แสดงความกระตือรือร้นอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้สำคัญและสนุกกว่าที่คุณคิด และมันหลอกคู่แข่งได้จริง ๆ

7. รับฟังทุกคนในบริษัทของคุณ

และคิดหาวิธีทำให้พวกเขาพูดคุยกัน หากต้องการลดความรับผิดชอบในองค์กรของคุณ และเพื่อบังคับให้เกิดความคิดดี ๆ ขึ้นภายในองค์กร คุณต้องฟังสิ่งที่เพื่อนร่วมงานของคุณพยายามบอกคุณ

8. ทำทุกอย่างให้เกินความคาดหวังของลูกค้า

ให้สิ่งที่พวกเขาต้องการ และมากกว่านั้นอีกเล็กน้อย แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งหมดของคุณ และอย่าหาข้อแก้ตัว แต่ลงขอโทษ ยืนหยัดอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่คุณทำ

9. ควบคุมค่าใช้จ่ายของคุณให้ดีกว่าคู่แข่ง

นี่คือจุดที่คุณจะสามารถค้นพบข้อได้เปรียบในการแข่งขันได้เสมอ คุณอาจทำผิดพลาดหลายครั้งแต่ยังคงฟื้นตัวได้หากคุณดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ หรือคุณสามารถเป็นคนเก่งแต่ยังคงต้องเลิกกิจการหากคุณไม่มีประสิทธิภาพมากเกินไป

10. ว่ายทวนกระแสน้ำ

ลองไปทางอื่น ไม่สนใจความคิดแบบเดิม ๆ หากทุกคนทำแบบเดียวกัน มีโอกาสดีที่คุณจะพบช่องทางของตัวเองได้หากเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม

บริษัทที่มีรายได้มากที่สุดในโลกต่อเนื่องเกิน 10 ปี

วอลมาร์ตนั้นไม่ใช่เพียงบริษัทที่มีพนักงานมากที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังครองตำแหน่งบริษัทที่มีรายได้มากที่สุดในโลกด้วย และไม่ใช่เพิ่งได้ แต่อยู่ในตำแหน่งนี้มานานมากกว่า 10 ปีติดต่อกันแล้ว! โดยตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา วอลมาร์ตอยู่ในตำแหน่งนี้มาตลอด

โดยในปีงบประมาณ 2024 วอลมาร์ตมีรายได้รวม 648.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 2.2 หมื่นล้านบาท) ซึ่งจากการจัดอันดับของ Fortune Global 500 นี่คือบริษัทที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 11 ติดต่อกัน

ส่วนอันดับที่ 2 เป็นของ แอมะซอน (Amazon) ทำรายได้ไป 574.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.94 หมื่นล้านบาท) ส่วนบริษัทดังขวัญใจใครหลายคนอย่าง แอปเปิล (Apple) นั้น อยู่ในอันดับที่ 7 จากรายได้ 383.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.3 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม เฉพาะไตรมาสที่ 4/2024 เป็นครั้งแรกที่แอมะซอนมีรายได้ต่อไตรมาสแซงหน้าวอลมาร์ตสำเร็จในรอบ 12 ปี โดยรายงานรายได้ 187.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.36 พันล้านบาท) มากกว่ารายได้ของวอลมาร์ตซึ่งอยู่ที่ 180.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.12 พันล้านบาท)

ตั้งแต่ปี 2012 วอลมาร์ตได้รับการยกย่องให้เป็นผู้สร้างรายรับสูงสุดรายไตรมาส โดยได้รับตำแหน่งนี้หลังจากแซงหน้ายักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันอย่าง Exxon Mobil

เรียกได้ว่า นี่คือการเดินทางจากร้านขายของราคาถูกในเมืองเล็ก ๆ ที่วิวัฒนาการจนกลายเป็นอาณาจักรร้านค้าปลีกหมื่นล้านที่ยังไม่มีใครแซงหน้าได้ และมันเกิดขึ้นจากฝีมือของชายที่ชื่อว่า “แซม วอลตัน”

เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“Lotus Arts de Vivre” จากงานอดิเรกแก้เหงา สู่แบรนด์หรูระดับโลกสัญชาติไทย

“คูโบต้า” แทรกเตอร์-รถไถคู่ใจเกษตรกรไทย ประวัติยาวนานกว่า 130 ปี

“MIXUE” อาณาจักรของหวานที่มีสาขาแซงหน้า McDonald’s-Starbucks ไปแล้ว!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กว่าจะเป็น “Walmart” อาณาจักรธุรกิจรายได้สูงสุดในโลกต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...