โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'กรุงอังวะ' เมืองประวัติศาสตร์ สำรวจความเสียหายโบราณสถานที่พินาศเพราะแผ่นดินไหว

The Better

อัพเดต 30 มี.ค. 2568 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2568 เวลา 06.30 น. • THE BETTER

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เมียนมาและไทยครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเมืองอังวะ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเมียนมา และตั้งอยู่ทางใต้ของเมือมัณฑเลย์ โดยทั้งสองเมืองอยู่ในแนวของรอยเลื่อนสะกายพอดี โดยมีเมืองสะกายตั้งยู่คนละฝั่งแม่น้ำอิรวดี

ตามประวัติศาสตร์ เมืองอังวะได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1365 โดยพระเจ้าตะโดมินพญา ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรอังวะ อันเป็นช่วงที่เมียนมาแตกเป็นอาณาจักต่างๆ จนกระทั่ง อังวะกลายเป็นเมืองหลวงของพม่าทั้งหมดในช่วงสมัยตองอูและโก้นบอง (ค.ศ. 1599–1613, 1635–1752, 1765–1783, 1821–1842)

เนื่องจากเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของเมียนมา อังวะจึงมีโบราณสถานมากมาย แต่ครั้งนี้โบราณสถานสำคัญเหล่านั้นพังทลายลงมาถึงขั้นยากที่จะซ่อมแซม สร้างความเศร้าสลดใจให้กับผู้ที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพราะโบราณสถานเหล่านั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา

หนึ่งในโบราณสถานที่พังถล่มลงมาจนพินาศ คือ

1. อารามเลทัตจีเตาว์ หรือ วัดสี่ชั้นเดิม เป็นอาคารขนาดใหญ่ แรกเริ่มสร้างในสมัยพระเจ้าญองย่าน เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์ตองอูครองราชย์เป็นพระเจ้าอังวะระหว่างปี ค.ศ. 1599–1605 พระองค์ถูกเรียกว่าเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู หรือ ราชวงศ์ตองอูยุคหลังหรือราชวงศ์ญองย่าน ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าบุเรงนอง ในรัชสมัยพระเจ้าจักกายแมงแห่งราชวงศ์โก้นบองในปี 1827 ได้มีการสร้างพระพุทธรูปศากยมุนีองค์ใหญ่ โดยหล่อด้วยส่วนผสมของทองคำบริสุทธิ์ เงินบริสุทธิ์ ทองแดงบริสุทธิ์ เหล็ก และทองคำ และมีน้ำหนัก 16,110 ปิซา พระเจ้าจักกายแมงทรงบริจาคเจดีย์อิฐขนาดใหญ่เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปบนที่ตั้งของวัดสี่ชั้นเดิม เรียกว่าวัดสี่ชั้น สร้างเสร็จและได้รับการบริจาคในปี 1835 พระพุทธรูปองค์นี้มีอายุกว่า 180 ปีแล้ว และวัดสี่ชั้นแห่งนี้ก็มีอายุกว่า 180 ปีเช่นกัน แต่ล่าสุด ตัววัดพังทลายลงมาจนแทบจะเรียกดได้ว่าไม่เหลือซาก

Photo - อารามเลทัตจีเตาว์ ภาพโดย Christophe95 (CC BY-SA 4.0)

2. อารามมะฮาอองมเยโบนซาน สร้างขึ้นโดยพระนางแมนุ พระอัครมเหสี ในปี 1828 อารามได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวใน 1838 แต่ได้รับการบูรณะใน 1873 โดยพระนางอเลนันดอ พระราชธิดาของพระเจ้ามินดง อารามแห่งนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมพม่าสมัยโก้นบอง เป็นสถาปัตยกรรมการจำลองอารามไม้ที่มีหลังคาหลายหลังคา และห้องสวดมนต์ที่มีโครงสร้างส่วนบนเจ็ดชั้น แต่ล่าสุด อารามนี้พังทลายลงมาเกือบหมด เหลือแต่ชั้นฐานอาคาร

Photo - อารามมะฮาอองมเยโบนซาน ภาพโดย Go-Myanmar (CC BY-SA 3.0)

3. หอคอยนันมยินต์ตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งของพระราชวังอังววะที่รกร้างว่างเปล่าในปัจจุบัน เป็นหอคอยสังเกตการณ์สูง 27 เมตร ที่สร้างด้วยอิฐ ซึ่งเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมพม่าในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หอคอยนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ของพระราชวังอันสง่างามที่พระเจ้าจักกายแมงทรงสร้าง ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์โก้นบอง ล่าสุดได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ทราบระดับความเสียหาย

Photo - หอคอยนันมยินต์ ภาพโดย - Hybernator (CC BY-SA 3.0)

4. เจดีย์โลกสรภู สร้างในสมัยพระเจ้าตะนินกันเหว่ โดยทรงเป็นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูของพม่าระหว่างปี 1714 - 1733 เป็นพระเจดีย์ที่สร้างอย่างปราณีตด้วยช่างหลวงมีขนาดที่ใหญ่โตระดับกลาง แต่มีการปรดิษฐานพระพุทธรูปแกะสลักจาหิอ่อนอันเป็นธรรมเนียมครั้งแรกที่กษัตริย์ของสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ ล่าสุดได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ทราบระดับความเสียหาย

Photo - เจดีย์โลกสรภู ภาพโดย - Mayor mt (CC BY-SA 4.0)

5. มิงกลาเจดีย์ สร้างในสมัยพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอังวะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1400 ถึงปี ค.ศ. 1422 จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1497 พระบรมสารีริกธาตุจึงได้รับการบรรจุไว้ในใจพระเจดีย์ ล่าสุดพระเจดีย์ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ทราบระดับความเสียหาย

รวมภาพความเสียหาย

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...