โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยจงระวังความทะเยอทะยานของเมียนมาที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์

The Better

อัพเดต 09 มี.ค. 2568 เวลา 08.39 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2568 เวลา 09.30 น. • THE BETTER

นี่ก็ 25 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ที่มีข่าวว่าเมียนมาจะซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กสำหรับโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในเมียนมา

ข่าว/โครงการนี้ประกาศเมื่อปี 2000 โดยตั้งเป้าจะซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก 10 MW รัสเซียจะช่วยฝึกเจ้าหน้าที่เมียนมา 200 - 250 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งเป้าว่าจะสำเร็จใน 5 ปี

แต่โครงการไม่เดินหน้าเอาเลย พอถึงปี 2010 โครงการก็ถูกพับไป โดยบอกเหตุผลว่าตัวเลขงบประมาณแพงเกินไป สูงถึง 200 - 400 ล้านยูโร ซึ่งเมียนมาเงินไม่พอจึงขอระงับไว้ก่อน แต่การฝึกเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของเมียนมาที่รัสเซียก็ยังดำเนินต่อไป
ตั้งแต่ปี 2000 ถึงปี 2025 เมียนมามีข่าวเรื่องนิวเคลียร์หลายครั้ง

เช่นหลังกรณี 9/11 ปี 2001 นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ปากีสถาน 2 คนลี้ภัยการตามล่าของสหรัฐฯ มาอยู่ที่เมียนมา เรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากการที่เมียนมาตกลงจะซื้อเครื่องปฏิกรณ์จากรัสเซีย หรือหมายความว่า เมื่อมีอุปกรณืแล้ว เมียนมาอาจจะใช้นักวิทยาศาสตร์จากปากีสถานมาช่วยพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ในปี 2003 มีรายงานว่าเรือของเกาหลีเหนือไปจอดเทียบมทรี่เมียนมา นั่นเป็นครั้งแรกๆ ที่เริ่มสงสัยกันว่าเกาหลีเหนือกำลังร่วมมืออะไรกับเมียนมาหรือไม่?

ครั้งที่แรงที่สุดคือปี 2009 มีข่าวว่าเมียนมาติดต่อกับเกาหลีเหนือเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ ในเวลานั้นสื่อตะวันตกประโคมข่าวกันใหญ่ว่าเรื่องนี้จะทำลายดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางแห่งถึงกับประเมินว่าเมียนมาจะลผิตอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จภายในปี 2014 และจะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ปีละลูกด้วยซ้ำ

แต่ข่าวนี้ก็ถูกปัดตกไป เพราะมีการประเมินกันว่าศักยภาพด้านการเงินของเมียนมาในตอนนั้นไม่พอที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ (ซึ่งก็เหมือนกับกรณีการซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของรัสเซียที่ต้องพับไปเพราะไม่มีเงิน)

แต่ในระยะหลัง รายได้ของเมียนมาเริ่มมากขึ้นจากการค้าขายทรัพยากรกับไทยและสมาชิกอาเซียนอื่นๆ (เช่นมาเลเซียและสิงคโปร์) รวมถึงการลงทุนจากจีน ทำให้เมียนมามีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ (ในการทำเรื่องจำพวกนี้และการซื้ออาวุธ) รายได้ที่มากขึ้นอาจเป็นส่วนสำคัญที่เมียนมาหันมาสนใจพลังงานนิวคเลียร์อีกครั้ง

ล่าสุด คือ มิน อ่อง หล่าย ไปพบปูตินและไปดีลเรื่องซื้อโครงการเครื่องปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก 110 MW และอาจขยายได้ถึง 330 MW

เรื่องอาวุธนิวเคลียร์อาจถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นอีกโดยเฉพาะจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร เพราะคราวก่อน (ปี 2009) ก็เป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหารนี่เองที่มีส่วนปล่อยข่าวเรื่องเกาหลีเหนืออาจจะช่วยเมียนมาผลิตอาวุธนิวเคลียร์

แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ แม้เมียนมาจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง International Atomic Energy Agency แต่ก็ไม่มีพลังงานนิวเคลียร์ใช้ และยังลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ปี 1992 กระนั้นก็ตาม สถานะพวกนี้ใช้การอะไรไม่ได้ ถ้าเมียนมาตั้งใจจะเป็น Rogue state (รัฐอันธพาล) ซะอย่าง

เช่น แม้จะเป็นสมาชิกก่อตั้ง IAEA แต่เมียนมาก็กลับไม่รับเงื่อนไขในการตรวจสอบอย่างละเอียดจากองค์กรนี้ในกรณีที่เมียนมามีโครงสร้างนิวเคลียร์ของตนเอง และแม้จะลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน

ดังนั้น เราจึงไม่อาจไว้ใจเมียนมาได้ง่ายๆ และแม้เมียนมาจะยังไม่แสดงท่าที่อยากจะมีอาวุธนิวเคลียร์ชัดเจน แต่ข้อมูลแวดล้อมทำให้อดคิดไม่ได้ว่าทหารเมียนมาซ่อนเจตนาอะไรบางอย่างเอาไว้

แอนดรูว เซลธ์ (Andrew Selth) รองศาสตราจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยกริฟฟิธและมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศและกิจการเอเชียและเมียนมามาหลายสิบปี กล่าวไว้ในหนังสือ Myanmar/Burma: Inside Challenges, Outside Interests ว่า "อาจกล่าวได้ว่าเมียนมาร์เป็นประเทศที่มียุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์" และ "นายพลเมียนมาบางคนรู้สึกดึงดูดใจอย่างชัดเจนต่อแนวคิดในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยเชื่อว่าการครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงจะทำให้เมียนมามีสถานะและอำนาจในการต่อรองเช่นเดียวกับที่พวกเขาเชื่อว่าเกาหลีเหนือมีอยู่ในขณะนี้ คำถามสำคัญคือ นี่เป็นเพียงความคิดปรารถนาหรือบ่งชี้ถึงความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการดำเนินโครงการอาวุธนิวเคลียร์" (หน้า 187)

เซลธ์ แสดงความเห็นว่าถ้าเมียนมามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ก็ย่อมต้องถูกขับออกจากอาเซียน แต่เท่ากับทำให้เมียนมาตกอยู่ในสภาวะเป็นรัฐอันธพาล หรือ Rogue state เหมือนในช่วงทศวรรษที่ 80 อีกครั้ง

แต่ต่อให้เป็น Rogue state อินเดีย ซึ่งเป็นมหาอำนาจนิวคเลียร์ที่อยู่ข้างๆ เมียมาคงไม่ยอมให้เมียนมามีอาวุธนิวเคลียร์ง่ายๆ เหมือนกัน อินเดียนั้นมองว่าการที่เมียนมามีข่าวเรื่องนิวเคลียร์พัวพันกับปากีสถานและเกาหลีเหนือ เกรงว่าจะเป็นภัยต่ออินเดียที่กังวลกับแนวพันธมิตรจีน-ปากีสถาน-เกาหลีเหนือ

ในรายงาน India's National Security: Annual Review 2010 ซึ่งออกมาในช่วงที่มีข่าวความพยายามถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวคเลียร์ของเกาหลีเหนือให้กับเมียนมาพอดี ได้อ้างทัศนของ เซลธ์ ที่ว่า "ได้โต้แย้งว่าเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่ผู้นำกองทัพเมียนมาใช้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ก็เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อปกป้องตนเองจากการแทรกแซงทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ เช่นในอิรักและอัฟกานิสถาน" และอ้างถึง เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ นักข่าวที่เชี่ยวชาญเรื่องเมียนมาที่กล่าวว่า "แม้ว่าเมียนมาอาจไม่มีระเบิดหรือแม้แต่ศักยภาพด้านนิวเคลียร์…แต่พวกเขาก็สนใจที่จะครอบครองอย่างแน่นอน"

อินเดียเลือกที่จะเชื่อตามข้อสรุปของ เซลธ์ ว่ายังไม่ชัดเจนเรื่องที่เมียนมากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ “ควันจำนวนมากปกคลุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของพม่ามาโดยตลอด ตั้งแต่เดือนมิถุนายน (2009) เป็นต้นมา ปริมาณควันก็เพิ่มมากขึ้น แต่ดูเหมือนไม่มีใครรู้ว่าควันเหล่านี้ซ่อนไฟจริงหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไป ความจำเป็นในการหาคำตอบสำหรับคำถามสำคัญนี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”

แต่ถึงจะยังคลุมเครือ แค่อินเดียก็ยังอุตส่าห์เสนอแนะแนวทางรับมือ โดยชี้ว่า "อินเดียจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งในแง่ของการปกป้องผลประโยชน์ในเมียนมาร์และในเวลาเดียวกันก็ต้องใช้ประโยชน์จากพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของความสัมพันธ์ของอำนาจภายนอก" และ "เนื่องด้วยสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเมืองที่ไม่แน่นอน ความคิดริเริ่มล่าสุดของรัฐบาลนิวเดลีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับเมียนมาจึงเป็นสิ่งที่ทันท่วงทีและจำเป็นอย่างยิ่ง"

นี่เป็นแนวทางการรับมือของประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาระยะนับพันกิโลเมตร ซึ่งมีอยู่เพียง 3 ประเทศ คือ อินเดีย ไทย และจีน โดยที่ไทยก็ควรจะขยับทำอะไรที่ชัดเจนบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้

คำถามสำคัญก็คือ จีนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่? เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่มีข่าวการเมียนมากับอาวุธนิวเคลียร์ ในตอนนั้นจีนไม่แสดงท่าทีในเรื่องนี้ เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ แสดงทัศนะว่าว่าจีนตระหนักดีถึงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเมียนมา โดยชี้ว่าการเยือนเกาหลีเหนือผ่านจีนของ ชเว มาน เสนาธิการกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ และผู้ประสานงานปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นบุคคลที่ทรงอำนาจเป็นอันดับสามของรัฐบาลเมียนมาในขณะนั้น (เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2008) แสดงให้เห็นว่าจีน "ไม่เพียงแต่รับรู้ถึงการเดินทางครั้งนี้… แต่ยังเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดด้วย… [และ] เห็นได้ชัดว่าจีนมีส่วนรู้เห็นในความร่วมมือครั้งใหม่ระหว่างเกาหลีเหนือและพม่า"

จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าเมียนมาร่วมมือกับเกาหลีเหนือเพื่อหวังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ หากเชื่อตาม เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ ก็ต้องเชื่อไว้ก่อนว่าเมียนมากำลังซุ่มทำอะไรบางอย่างอยู่ แต่หากเชื่อตาม เซลธ์ เรื่องนี้ยังคลุมเครืออยู่มาก

ในขณะที่ฝ่ายรัฐที่เป็นปฏิปักษ์กับเมียนมา คือ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีรายงานปี 2010 ที่ส่งถึงรัฐสภาเกี่ยวกับสถานะของการปฏิบัติตามสนธิสัญญาและข้อตกลงควบคุมอาวุธ มีการระบุว่าเมียนมามีสถานะ "น่ากังวล" เกี่ยวกับ "ความสนใจในการดำเนินโครงการนิวเคลีย ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับเกาหลีเหนือ" รายงานดังกล่าวเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะให้ความช่วยเหลือในการจัดตั้งศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ แต่ระบุว่าสหรัฐฯ "ไม่มีหลักฐานที่จะสนับสนุนข้อสรุปที่ว่าเมียนมาร์ละเมิดพันธกรณี NPT หรือมาตรการป้องกันของ IAEA"

จนกระทั่งในปีนี้ ความทะเยอทะยานเรื่องพลังงานนิวคเลียร์ของเมียนมากลายเป็นข่าวอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นการซื้อเครื่องปฏิกรณ์เพื่อการผลิตพลังงงานในเชิงสันติก็ตาม แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า การได้มาซึ่งเครื่องปฏิกรณ์จากรัสเซียอาจจะเป็นตัวเสริมปฏิบัติการลับที่เมียนมาซ่อนเอาไว้ในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่?

สรุป - แม้จะมีทรัพยากรให้ผลิตไฟฟ้าได้มากมายแต่ก็ขายให้ไทยเสียเยอะ อีกทั้งเมียนมามีปัญหาไฟฟ้าไม่พอใช้อย่างหนัก ไฟดับติดๆ กระทั่งในเมืองใหญ่และเมืองหลวง ดังนั้น มันก็มีเหตุผลให้เข้าใจได้ว่าเมียนมาต้องการสิ่งนี้เพราะความจำเป็น

แต่การเมืองโลกมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นโปรดจับตาดูให้ดี อย่างกรณีมิน อ่อง หล่าย ไปรัสเซียครั้งนี้แม้จะมีกำหนดการณ์ชัดเจน แต่ก็คล้ายกับเป็นการดึงรัสเซียมาถ่วงดุลจีนที่เริ่มมีอิทธิพลต่อกองทัพเมียนมาและชนกลุ่มน้อยมากขึ้น

แม้ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน ลินท์เนอร์ จะเชื่อว่าจีนรู้เห็นเป็นใจกับการติดต่อระหว่างเมียนมากับเกาหลีเหนือ แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันในเชิงประจักษ์ ตรงกันข้าม หลักฐานเชิงประจักณ์เรื่องความเกี่ยวพันกับเกาหลีเหนือและรัสเซียในเรื่องนิวเคลียร์มีอยู่มากมาย แต่จีนกลับไม่มีอยู่เลย ดังนั้น เราก็อาจจะอนุมานย่อนกลับได้เช่นกันว่า จีนไม่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเมียนมา (เช่นเดียวกับอินเดีย)

จีนสามารถแผ่อิทธิพลต่อกองทัพเมียนมาได้โดยอาศัยสงครามกลางเมืองกับชนกลุ่มน้อย ไม่จำเป็นต้องติดอาวุธนิวเคลียร์ให้เมียนมา ตรงกันข้าม การทำแบบนั้นจะเป็นภัยต่อจีนเองและเป็นภัยต่ออาเซียน ซึ่งจีนเริ่มจะมีแต้มต่อในการแผ่อิทธิพลเข้ามา

ในขณะที่รัสเซียมีเหตุผลมากมายที่จะใช้เมียนมาเป็นฐานที่มั่นในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก และการที่เมียนมาจะตั้งโรงงานนิวเคลียรร์ที่ทวายพร้อมๆ กับเชิญรัสเซียเข้ามาลงทุนที่ท่าเรือทวาย ก็ย่อมทำให้หลายคนรู้สึกว่า นี่คือการเชื้อเชิญที่มีนัยด้านความมั่นคงมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ

ในเวลานี้จีนสามารถยึดหัวหาดได้ที่ท่าเรือเจ้าก์ผิ่ว ในรัฐยะไข่เอาไว้ได้ ส่วนท่าเรือทวายยังไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปลงทุกอีกหลังจากเจ็บหนักไปหลายรายประเทศแล้ว ในแง่การลงทุนมันย่อมไม่คุ้มสำหรับประเทศที่มุ่งทางเศรษฐกิจ (เช่น ไทยหรือประเทศอื่นๆ ในอาเซียน) แต่ถ้าในแง่ความมั่นคง สำหรับรัสเซียแล้วคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ในแง่นี้ ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในเวทีเมียนมา ณ เวลาที่สายลมการเมืองโลกกำลังเปลี่ยนทิศ มันน่าสนใจกว่าอีก

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo by Pavel Bednyakov / POOL / AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...