โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต้อง ‘คิด-ทำ’ แบบไหน IT ไทย ไประดับโลก

Wealth Me Up

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

“หากไทยต้องการจะสร้างและปลดพันธนาการของ IT ก็ต้องสร้างให้กลุ่มที่ทำ Open Source ให้มีเยอะขึ้น แกร่งขึ้น ถ้าตรงนั้นไม่มีเงิน ไม่มีคนเก่งมาหรอก”

พัฒนาการของอุตสาหกรรม IT โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยักษ์ใหญ่ IT กำลังขยายการลงทุนไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังพยายามดึงดูดการลงทุนด้าน IT เข้าประเทศ เพราะมองว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่จะช่วยให้ไทยมี ‘จุดยืน’ ในวงการอุตสาหกรรม IT ระดับอินเตอร์

Wealth Me Up ได้พูดคุยกับคุณศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร CEO and Co-Founder MFEC เกี่ยวกับสถานการณ์ IT ของไทยในปัจจุบัน จุดอ่อนและจุดแข็ง และวิธีคิดต่างๆ เพื่อให้ IT ไทยก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างแท้จริง

คุณศิริวัฒน์พูดถึงตำแหน่งจุดยืนของ “ไทย” ในอุตสาหกรรม IT โลก โดยเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพชัดด้วยการยกตัวอย่างรถไฟไทย ที่ถือกำเนิดในยุครัชกาลที่ 5 หรือ 100 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้น ไทยเป็นประเทศต้นๆ ที่นำเข้าและสร้างระบบรถไฟ หลังจากนั้นก็มี “ญี่ปุ่น” ที่ทำแบบเดียวกัน แต่ปัจจุบัน ไทยยังต้องนำเข้าหัวรถจักรรถไฟ ต่างจากญี่ปุ่นที่สามารถพัฒนารถไฟ เช่น ชินคันเซ็น

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรม IT ที่ปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะใช้ ITมานาน แต่จะเห็นว่า ไม่มี Software Package และ IT Service ที่ไทยพัฒนาขึ้นมาและส่งออกไปขายต่างประเทศ

ถ้าพูดถึงPosition ของIT เราก็แข่งกับใครไม่ได้เพราะว่าเราไม่ได้เริ่มต้นแม้กระทั่งR&D หรือประดิษฐ์เราเป็นผู้ใช้ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆก็เหมือนรถไฟ

คุณศิริวัฒน์เน้นว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับปัจจุบันนี้โดยเฉพาะในสภาพที่ประเทศไทยฟื้นตัวช้าเติบโตต่ำและทุกคนExpect ว่าเราจะติดอยู่ที่Growth ประมาณ2-3% การที่จะTransform นี้IT เป็นส่วนสำคัญมากเพราะฉะนั้นตอนนี้เราจะเห็นว่าถ้าเราอยากจะTransform องค์กรTransform สังคมTransform ประเทศIT จะเป็นส่วนสำคัญมาก

------------------------------

“ถ้าเราอยากจะ Transform องค์กร Transform สังคม Transform ประเทศ IT จะเป็นส่วนสำคัญมาก”

------------------------------

พร้อมกับยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่า ธุรกิจของร้าน 7-11 ซึ่งปัจจุบันน่าจะเป็นปีที่ 35 และมีสาขาประมาณกว่า 14,000 สาขา เมื่อนำยอดขายของร้าน 7-11 ทั้งหมดรวมกันก็ยังไม่เท่ากับยอดขายใน TikTok ซึ่งเพิ่งเปิดธุรกิจในประเทศไทยประมาณ 2.5-3 ปี

นี่แปลว่าPower ของเทคโนโลยีและPlatform เปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจและสังคมได้ถ้าเรารู้อยู่แน่ๆว่าเรากำลังจะAging เรากำลังมีประชากรน้อยมีแรงงานน้อยIT นี่แหละที่จะเข้ามาชดเชยสิ่งที่เราขาด

IT ตอนนี้อยู่ในจุดที่ ‘เป็นพิษ’

สำหรับปมปัญหาสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังติดหล่มเป็น ‘ผู้ใช้ IT’ นั้น คุณศิริวัฒน์ได้อธิบายโดยอ้างอิงข้อมูลจาก CEO บริษัทขนาดใหญ่ว่า ตอนนี้เราใช้IT จนถึงจุดมันเป็นพิษ หมายความว่าเหมือนที่คนพูดว่าจริงๆแล้วยา กับยาพิษ เป็นสิ่งเดียวกันถ้าเราใช้ถูกที่ถูกเวลาถูกโดสเรียกว่ายาแต่ถ้าใช้ผิดที่ผิดเวลาผิดโดสเป็นยาพิษ

คุณศิริวัฒน์กล่าวว่า มี 3 เหตุการณ์ของ IT ที่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดคือ

1. ต้นทุนของ IT พุ่งเร็วเกินกว่าการเติบโตของกำไรสุทธิ

สมมติกราฟของCost พุ่งเร็วชันกว่าและตัดกับNet Proft แปลว่ากำไรเราจะถดถอยเรื่อยๆเพราะว่าCost ของIT”

2. ไม่เป็นไปตามแผนงาน

แทบทุกคนที่ใช้บอกว่ามันไม่เป็นไปตามความเข้าใจหรือแผนงานเช่นลิงก์ไปสู่Cloud ที่เคยคิดว่าEfficiency ดีกว่าประหยัดว่าปรากฏว่าไม่ใช่ทุกที่พูดเหมือนกันหมดว่าCloud แพงกว่าOn Premise”

3. จุดที่ไม่มีทางเลือกในการย้ายระบบไปสู่ที่อื่น

มันถึงจุดที่ว่าไม่มีทางเลือกหมายความว่าเขาถูกซอฟต์แวร์เข้ามาพันธนาการCompletely Locked In ไม่มีทางเลือกที่จะย้ายระบบไปสู่อย่างอื่น

สำหรับข้อ 3 คุณศิริวัฒน์ได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและพบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

หากดูในปี2024 พบว่าผลประกอบการของบริษัทซอฟต์แวร์ไอทีในอเมริกาทำNew High โตขึ้นเรื่อยๆความสามารถในการทำกำไรหรือGross Profit โตขึ้นเรื่อยๆบางบริษัทมีGross Proft โตจาก50% เป็น60% และ70% บางบริษัทGross Profit แตะ80%”

คุณศิริวัฒน์บอกว่า วิธีการบริหารของซีอีโอใหม่ในปัจจุบันง่ายมาก เมื่อต้องการกำไรเพิ่ม ก็ขึ้นราคาสินค้าและบริการ เช่น ขึ้นราคาสินค้าและบริการในภูมิภาคนี้ 10% และวัดจำนวนเปอร์เซ็นต์คนที่เลิกใช้ซอฟต์แวร์เมื่อมีการปรับขึ้นราคา (Churn Rate)

เช่นขึ้นราคา10% มีChurn Rate 2% แปลว่ามีคนหนีไปแค่2% ส่วน88% ที่เหลือจากTopline ไปสู่Bottomline ทันทีเพราะว่าOperation ทุกอย่างเหมือนเดิมแค่ขึ้นราคาและเหตุการณ์นี้มีหลายๆซอฟต์แวร์ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมาบางตัว2-3 ปีที่ผ่านมาขึ้นราคา4 ครั้งๆละ10%”

คุณศิริวัฒน์ชี้ว่า ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การมีอำนาจเหนือตลาด สามารถทำอะไรก็ได้ สามารถขึ้นราคาได้

จุดนี้น่าห่วงเพราะIT สำคัญสำหรับการTransform สำหรับCompetitive Advantage ความสามารถในการแข่งขันแต่การที่เราRun ธุรกิจโดยที่เราบริหารต้นทุนไม่ได้ไม่รู้ว่าต้นทุนจะไปไกลแค่ไหนก็จะยากยกตัวอย่างเช่นแม้ธุรกิจกำลังดีเราลงทุนละกันเราเพิ่มพนักงานคุณก็ต้องเสียค่าซอฟต์แวร์เพิ่มเขาคิดต่อรายหัวนั่นหมายความว่าคุณใช้Data เพิ่มคุณเพิ่มพนักงานCost ต่างๆเพิ่มตามแต่ถ้าเกิดเวลาเราขาดทุนเขาไม่รับผิดชอบด้วย

ดังนั้น จึงเป็นความยากในการทำธุรกิจที่ไม่สามารถควบคุมได้ว่า ต้นทุนจะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด

ตอนนี้เป็นจุดที่เริ่มวิกฤตแล้วว่าอุตสาหกรรมIT เป็นพิษกับบางธุรกิจเพราะต้นทุนสูงและเราไม่มีทางหนีถูกพันธนาการไว้

------------------------------

“ตอนนี้เป็นจุดที่เริ่มวิกฤตแล้วว่า อุตสาหกรรม IT เป็นพิษกับบางธุรกิจ เพราะต้นทุนสูง และเราไม่มีทางหนี ถูกพันธนาการไว้”

------------------------------

คุณศิริวัฒน์ได้ยกคำกล่าวของคุณปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอของธนาคารทหารไทยธนชาต ว่า “Top ของ Value Chain จริงๆ คือ IT”

โดยอธิบายเสริมว่า ในการทำธุรกิจทุกรูปแบบจะมี Top Value Chain โดยธุรกิจธนาคารจะอยู่ในระดับบนๆ

คุณกำไรจากอสังหาฯกำไรจากโรงงานคุณก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แบงก์ส่วนแบงก์ต้องจ่ายIT อีกที

คุณศิริวัฒน์ชี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวมากๆ คือ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจธนาคารมีต้นทุนด้าน IT โตขึ้น 100% ดังนั้นจึงต้องผลักภาระไปที่อื่น

นี่คือข้อผิดพลาดที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันทุกที่ถ้าไม่มีใครConcern เรื่องของต้นทุนด้านIT เลยทุกคนไปตามธรรมชาติโดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นInfrastructure ธุรกิจที่มีRegulator เช่นUtility, Telecom แบงก์คือมีกฎหมายกำกับถ้าปล่อยให้Cost Run ไปแบบนี้เสมือนว่าเราใช้กฎหมายใช้Regulator และไปปล้นประชาชนทุกบ้านเลยเพราะCost สูง

คุณศิริวัฒน์เล่าว่า จากการสนทนากับคุณปิติ ผู้บริหารธนาคารทหารไทยธนชาต ตนเองก็ได้ไปหาคำตอบพบว่า สิ่งที่น่าตกใจมากคือ ต้นทุนธุรกิจแบงก์ไทยสูงกว่าประเทศจีนเยอะมาก

โดยทั่วไปทุกแบงก์จะต้องลงทุนเพื่อดูแลInfrastructure ทางด้านIT สมมติมีลูกค้าที่ใช้Facility ต่างๆฟรีเช่นATM โอนเงินMobile Banking ฟรีแต่แบงก์ต้องจ่ายเงินและเวลาที่ลูกค้าจ่ายบัตรเครดิตโดยไม่ติดหนี้และจ่ายตรงเวลาแบงก์ก็จะไม่ได้กินดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยในธุรกิจนี้ค่าเฉลี่ยของแต่ละแบงก์จะมีลูกค้าประมาณ40-45% ของลูกค้าทั้งหมดที่แบงก์ขาดทุนและอีกประมาณ40% ที่แบงก์เท่าทุนแปลว่าแบงก์กำไรแค่10-20% ของลูกค้าทั้งหมด

จากสถานการณ์ดังกล่าว คุณศิริวัฒน์บอกว่า ภาระทุกอย่างตกที่กลุ่มลูกค้า 10-20% จึงเป็นเหตุผลว่าให้ Spread ดอกเบี้ยของประเทศไทยอยู่ในระดับสูง เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนต่างๆ

คุณศิริวัฒน์อธิบายต่อว่า กลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จาก Infrastructure ของแบงก์สูงสุดในประเทศไทย คือ ‘มิจฉาชีพ’ และ ‘คนที่ทำผิดกฎหมาย’

ถ้าเราไม่มีInfrastructure ของแบงก์ที่Powerful ขนาดนี้Fraud ไม่เติบโตรุนแรงขนาดนี้เราสามารถโอนเงินไป7 บัญชีในระดับวินาทีถ้าโอนไม่ได้แบบนี้ต้องเข้าแบงก์ไปเบิก(เงิน) มันจะยากและความเสียหายจะไม่ใหญ่ขนาดนี้

ขณะเดียวกันก็ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดเป็นประจำของทุกวันกลางเดือนและสิ้นเดือน วันหวยออก

หวยประกาศตอนบ่ายVolume ของแบงก์จะสูงจะไปถึง3 ทุ่มหรือPremier League จะมีการโอนเพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่มีบอลโลกบอลยูโรTransaction ที่เยอะขึ้นมาก็คือธุรกิจผิดกฎหมายแต่ใช้Infrastructure ฟรีแบงก์ต้องจ่ายเงิน

ต้นทุนแบงก์ไทย… สูงเกินไป

คุณศิริวัฒน์กล่าวว่า ต้นทุนเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องตระหนักตั้งแต่ระดับบน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย คนทำธุรกิจ และทุกคนจะต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงจะสามารถทำให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างถูกที่ถูกทาง เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้นก็จะทำให้คนจนที่กู้ต้องมาเป็นผู้จ่ายเงินอุดหนุนมิจฉาชีพ และคนรวย หรือคนที่มีวินัย ชำระหนี้ตรงไม่เคยค้าง

ต้นทุนเป็นสิ่งสำคัญมากต่อธุรกิจที่มีRegulator ที่Block การแข่งขันแต่เมื่อต้นทุนสูงมากก็เหมือนกับปล้นทุกคนยกตัวอย่างถ้าธุรกิจไฟฟ้าประปาและโทรคมนาคมจ่ายค่าIT สูงมากๆก็เปรียบเสมือนกับปล้นทุกคน

ส่วนในกรณีธุรกิจธนาคารนั้น คุณศิริวัฒน์อธิบายว่า แบงก์ชาติไม่เคยตระหนักถึงเรื่องต้นทุนแต่เขาตั้งกติกาเพื่อBlock ความเสี่ยงเพื่อCompliance ต่างๆทุกCompliance หมายถึงดอลลาร์เสมอสิ่งที่แบงก์ชาติคิดคือทุกคนต้องเป๊ะกับตรงนี้และที่เหลือจะโอเคพอคุณเป๊ะตรงนี้ต้นทุนมาที่แบงก์ก็อ้วกเลยทุกคนต้องรู้ว่าฉันซื้อสิ่งที่ดีที่สุดในโลกมา

คุณศิริวัฒน์เล่าประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทางไปจีนว่า ค่าดูแลระบบเพื่อให้บริการต่างๆ แก่เจ้าของบัญชี 1 บัญชีของธนาคารไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ Virtual Bank จีน ค่าดูแลระบบสำหรับ 1 บัญชีอยู่ที่ 2 หยวน หรือ 10 บาท หรือประมาณ 0.3 ดอลลาร์สหรัฐ และหากนับต้นทุนอื่นด้วยยอดรวมอยู่ที่ประมาณ 0.5 ดอลลาร์สหรัฐ แสดงว่า ไทยแพงกว่าจีนประมาณ 14 เท่า

ที่ทำแบบนี้ได้เพราะRegulator ของเขามองเห็นPain ตรงนี้ตั้งแต่10 ปีที่แล้วจะเห็นว่าTOR (Terms of Reference) ของแบงก์กำหนดว่าระบบต้องเป็นOpen Source ทั้งหมดเมื่อเป็นOpen Source ก็ไม่มีต้นทุนก็จะเหลือแต่ค่าแรงคนฮาร์ดแวร์ค่าไฟค่าสถานที่ทำให้ต้นทุนถูกขนาดนี้เขาเป็นOpen Source ตั้งแต่App Database และRun อยู่บนPC Server”

ดังนั้นหมายความว่าคนที่ตระหนักถึงต้นทุนที่สูงของ IT ต้องมี Mindset ว่าต้องการควบคุมต้นทุน เพราะแนวคิดของจีนคือ มีคนจนเยอะ ต้องให้บริการคนจนได้ คนจนต้องเข้าถึงบริการของธนาคารได้

บ้านเราไม่ได้Concern Cost ทุกคนต้องทำให้ระบบมีReliability สูงถ้าเป็นCIO (Chief Information Officer) หรือCTO (Chief Technology Officer) ก็จะต้องซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเพราะว่าต้นทุนเป็นหน้าที่ของCEO ดังนั้นจึงเลือกระบบที่เสถียรที่สุดเมื่ออยู่ในสังคมที่ไม่มีใครConcern Cost หรือKPI Cost เป็นตัวล่างๆมันก็เป็นแบบนี้

อย่างไรก็ตาม คุณศิริวัฒน์บอกว่า หากตอนนี้มีธนาคารไทยรายใดตัดสินใจไปใช้ Open Source ก็จะถูกธนาคารแห่งประเทศไทยปรับ เพราะเห็นว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับธนาคาร

คุณศิริวัฒน์ย้ำอีกครั้งว่า ตอนนี้Cost เป็นสิ่งที่สูงจนControl ไม่ได้เราต้องเริ่มว่าทำยังไงให้Cost เราคงที่เท่านี้ไม่สูงกว่านี้หรือCost เราสูงขึ้นในความชันเดียวกับNet Profit ที่สูงขึ้นเพราะฉะนั้นOpen Source หรือหากลุ่มเทคโนโลยีที่Cost ถูกลงเป็นสิ่งจำเป็นส่วนธุรกิจไหนที่กำไรยังพุ่งสูงอยู่คุณใช้ไปเหอะไม่มีใครว่าแต่ถ้าธุรกิจกำลังทรงหรือถดถอยต้องหาทางเลือก

นอกจากนี้ ยังบอกด้วยว่า ขนาดบริษัทที่รวยๆเขายังร้องเลยแล้วSMEs ที่มี3 ล้านกว่ารายจะไปเอาที่ไหนแปลว่าสภาพIT ของไทยกระจุกอยู่ที่2% หรือประมาณ9,000 กว่าบริษัทส่วนSMEs ไม่มีInfrastructure ไม่มีKnowhow ไม่มีIT เข้าไปTransform”

คุณศิริวัฒน์มองว่า เป็นไปไม่ได้ SMEs ที่มีกำไรปีละ 5 ล้าน จะซื้อระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ราคา 5-6 ล้านบาท

ต้นทุนจากการเปลี่ยนแปลงจะคุ้มหรือไม่?

เมื่อถามว่า หากธุรกิจตระหนักถึงเรื่องต้นทุน และตัดสินใจจะเปลี่ยนระบบ IT ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มเสียหรือไม่ คุณศิริวัฒน์มองว่า หากไม่มีการเตรียมตัว ไม่มีการลงทุน ก็แทบไม่มีทางเลือกใดๆ เพราะมีความเสี่ยงสูงมาก พร้อมยกตัวอย่างประกอบว่า สมมติว่ามียาตัวหนึ่งจะขึ้นราคายังไงก็ได้เป็นหน้าที่ของคนซื้อต้องหาตังค์มาจ่ายเพราะว่าเราไม่เคยคิดจะR&D คิดจะผลิตยาเพื่อเป็นChoice เลยดังนั้นคนจึงมีทางเลือก2 ทางคือตายหรือหาเงินมาจ่าย(ค่ายา) เหมือนกับIT ที่บางจุดเป็นแบบนั้นเพราะว่าไม่มีChoice”

คุณศิริวัฒน์มองว่า สถานการณ์ IT ของไทยในปัจจุบันยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ ‘ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง’

หากไทยต้องการจะสร้างและปลดพันธนาการของIT ก็ต้องสร้างให้กลุ่มที่ทำOpen Source Strong ขึ้นมีเยอะขึ้นแกร่งขึ้นถ้าตรงนั้นไม่มีเงินไม่มีคนเก่งมาหรอก

------------------------------

“หากไทยต้องการจะสร้างและปลดพันธนาการของ IT ก็ต้องสร้างให้กลุ่มที่ทำ Open Source ให้มีเยอะขึ้น แกร่งขึ้น ถ้าตรงนั้นไม่มีเงิน ไม่มีคนเก่งมาหรอก”

------------------------------

พร้อมกันนี้มองว่า เมืองไทยมีคนเก่ง และมีเยอะด้วย แม้ว่าหลายคนจะบอกว่า คะแนน PISA หรือการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากลของประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ ก็ตาม

มองภาพค่าเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆตลอด10 ปีแต่ถ้ามองตรงTop คนไทยประเทศไทยก็อยู่ตรงTop โดยทุกปีคนไทยที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยระดับTop ของโลกเข้าIvy League เพิ่มขึ้นทุกปีเราก็จะมีคนเก่งในสายIT เพิ่มขึ้นโดยทุกปีที่มีการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการคนไทยก็จะติดอันดับเพียงแต่คนกลุ่มนั้นจบมาทำงานให้ต่างชาติไม่ได้ทำงานให้ไทยเพราะไม่มีตลาดที่มีความสามารถจ่ายแพงให้Benefit เพราะฉะนั้นก็จะแพ้ทุนนิยม

คุณศิริวัฒน์แนะนำว่า หากต้องการแก้ปัญหา ต้องคิดแล้วแก้ทั้งวงจร

เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะไปด่าคนเก่งว่าคุณไม่กลับมาช่วยประเทศเพราะประเทศไทยไม่มีตลาดเลยจ่ายเงินก็น้อย

นอกจากนี้ ก็เล่าถึงความเก่งของคนไทยว่า จากสถิติคนที่เรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 4 ปีก่อน และไม่มีประสบการณ์ ได้รับข้อเสนอเงินเดือนเริ่มต้น 50,000 บาท ส่วนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้รับข้อเสนอเงินเดือนเริ่มต้น 75,000 บาท และเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้ ได้รับข้อเสนอเงินเดือนเริ่มต้น 100,000 บาท

แสดงว่าบางธุรกิจมีกำลังจ่ายผลตอบแทนและรู้ว่าคนกลุ่มนี้มีอิทธิฤทธิ์จึงRecruit คนพวกนี้ไปบริษัทไทยใครจะมีปัญญาต่อให้มีเงินจะจ้างมาแต่จะทำธุรกิจอะไรจึงจะบวกCost ตรงนี้บวกMarkup ไปและขายให้ลูกค้าที่ไหนธุรกิจโมเดลมันไม่ได้แปลว่าสภาพของสมองไหลปัจจุบันไม่มีBoundary แล้วWork from Home, Work from Anywhere พนักงานเป็นGlobal ใครที่ไหนจะจ้างใครก็ได้ไม่ได้เกิดเฉพาะวงการIT อย่างเดียว

คุณศิริวัฒน์อธิบายต่อว่า เดิมคิดว่าคนเก่ง IT มีโอกาสย้ายประเทศ ไปทำงานในต่างประเทศได้ง่ายที่สุด แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอีกอาชีพที่เหนือกว่า คือ ‘พยาบาล’ โดยเฉพาะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เช่น เยอรมนีมีความต้องการพยาบาลไทยมาก โดยมีการตั้งบริษัทรับสมัครพยาบาลไทยประมาณ 200-600 คนต่อปี ซึ่งจะมีการให้สถานะพลเมืองแก่พยาบาลไทยด้วย

พยาบาลไทยเก่งอัธยาศัยดีความสามารถดีอีกอียูเยอรมนีชอบมากมีบริษัทRecruit ถ้าเราไม่เท่าทันสถานการณ์นี้อีกสักพักเราจะเหลือแต่หมอส่วนพยาบาลหายหมดพยาบาลที่มีทักษะเยอะๆเราไปสอนใหม่เทรนใหม่ไม่ทัน

พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ภาพต่างๆเป็นGlobal ใครจากไหนจะดึงใครก็ได้ถ้าเราไม่มีความพร้อมในการเห็นภาพจริงแล้วก็ช่วยต่อให้เรามีวัตุดิบที่ดีคนอื่นก็แย่งไป

นับ 1 แก้ปัญหา IT ไทย

หากต้องการแก้ปัญหาวงการ IT ไทย คุณศิริวัฒน์แนะนำว่า การเริ่มต้นต้องอาศัยความร่วมมือกัน “เราไม่ต้องฉลาดเป็นอัจฉริยะถึงจะสามารถแก้โจทย์พวกนี้ได้ เราเห็นว่าคนทำที่ทำถูกต้อง ผลลัพธ์เป็นยังไง อะไรที่เราไม่ได้ทำก็ควรจะเริ่มทำ”

พร้อมกับยกตัวอย่างว่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อนได้เดินทางไปเวียดนาม ซึ่งตอนนั้นเวียดนามรู้ว่า หากต้องการพลิกโฉมประเทศ (Transform) จะต้องมีคนเรียน IT จำนวนมาก จึงมีการออกกฎหมายให้คนที่เรียน IT ในยุคนั้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตลอดชีวิต ตราบใดที่ยังทำงานด้าน Software Engineering ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง

ผลลัพธ์ที่เห็นคือInvestment ด้านIT ไหลเข้าประเทศนี้เยอะปัจจุบันเวียดนามผลิตSoftware Engineer มากกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัวซึ่งแม้จะไม่นับรวมการใช้ภายในประเทศก็พบว่าการส่งออกซอฟต์แวร์ของเวียดนามมีมูลค่าหลักแสนล้านบาทคิดดูว่าเราต้องปลูกข้าวขนาดไหนถึงจะมีรายได้ระดับแสนล้านบาท

คุณศิริวัฒน์ย้ำว่า สิ่งที่เล่าข้างต้นคือ การดำเนินการเชิงนโยบาย ซึ่งเมื่อรู้ว่า IT เป็นสิ่งจำเป็น ก็ต้องออกกฎหมายสนับสนุน อย่างเช่นกรณีของเวียดนามที่ออกกฎหมายให้คนที่เรียนด้าน Software Engineering ไม่ต้องเสียภาษีตลอดชีวิต ก็ส่งผลให้มีคนเรียนสาขาดังกล่าวจำนวนมาก

ขณะที่ประเทศไทยมองเห็นปัญหาและทางออก แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งคุณศิริวัฒน์ชี้ว่า “เมื่อมีวิกฤต เราต้องการ Spirit ต้องการ Contribution ต้องการการเสียสละของแต่ละคน เพราะฉะนั้น ในมุมมองของแต่ละปัญหา ถ้าทุกคน Contribute ในส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้อง เช่น Regulator ก็ Contribute คนที่เป็นลูกค้า คนที่เป็น User ก็ Contribute คนทำ IT ก็ Contribute มันถึงเกิด มันไม่ใช่มุมมองที่ว่ากันไป ว่ากันมา You ผิด I ไม่ผิดเลย”

คุณศิริวัฒน์ย้ำว่า ผมว่าถึงจุดที่เราต้องดึงSpirit ของวงการนี้มาร่วมกันที่จะแก้

SMEs ไทยน่าห่วง! ขาดความสามารถในการแข่งขัน

คุณศิริวัฒน์มองว่า SMEs ไทยขาดความสามารถในการแข่งขันในเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างว่า SMEs จะสามารถ Transform และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้ด้วยการใช้ IT เข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพ แต่กลับพบว่า ไม่มีคน แม้จะมีเงินซื้อซอฟต์แวร์ ก็หาคนดูแลซอฟต์แวร์ไม่ได้

ธุรกิจIT ไทยเหมือนคนหัวโตโดย90% อยู่กรุงเทพถ้าหากไปอยู่ลำพูนลำปางหาIT ยากมากหากต้องการปรับตัวจะปรับยังไงแต่ก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยอะ

ขณะเดียวกัน คุณศิริวัฒน์ก็ตั้งคำถามว่า ทำไมฐานการเสียภาษีของ SMEs เข้าสู่ประเทศมีน้อย มีเศรษฐกิจนอกระบบเยอะ

“10 กว่าปีที่แล้วไทยเท่าๆกับเกาหลีใต้คือมีผู้ประกอบการเสียภาษีไม่เกิน15% ของบริษัททั้งหมดปัจจุบันเกาหลีใต้มีผู้ประกอบการเสียภาษีเกิน85% ประเทศจึงร่ำรวยแต่ไทยยังอยู่ประมาณเดิม

คุณศิริวัฒน์อธิบายต่อว่า SMEs ไทยส่วนใหญ่มีบัญชี 2 เล่ม คือ บัญชีต้นทุนจริง และบัญชีเพื่อหลบภาษี ซึ่งหากมองในมุมของธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่รู้ว่าตัวเลขจริงๆ ของบริษัทเป็นอย่างไร และไม่มีความโปร่งใส ดังนั้น ทำให้บริษัทระดับ SMEs ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ จะขอกู้เงินอัตราดอกเบี้ยถูกจากธนาคารก็ทำไม่ได้

จากโจทย์นี้ง่ายๆคือถ้ามีERP (Enterprise Resource Planning) ซอฟต์แวร์การวางแผนจัดการราคาถูกหรือให้ฟรีจากภาครัฐโจทย์ต่างๆเหล่านี้มีคำตอบทั้งหมดผมเปรียบเสมือนว่ารัฐถือหุ้นลมทุกบริษัทถ้ารัฐช่วยให้กลุ่มนี้แข็งแรงขึ้นมาก็จะเป็นการขยายฐานภาษีกลับมาสู่รัฐแต่ตอนนี้SMEs ยังใช้Gut Feeling หรือใช้ประสบการณ์การเดาแต่วัตถุดิบก็สวิงตลาดก็สวิงทุกอย่างก็สวิงคุณไม่มีData มาคุณจะบริหารให้โตได้ยังไง

คุณศิริวัฒน์บอกว่า หากภาครัฐแจก ERP ให้ใช้ฟรี มีการฝึกอบรมการใช้งานและให้บริการเพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ระบบได้ และหากภาคธนาคารสามารถเชื่อมกับระบบ ERP ได้ ก็จะสามารถให้เงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสมเหตุสมผล เพราะธนาคารสามารถดูข้อมูลของธุรกิจได้จาก ERP

หากธุรกิจกำลังขาขึ้นมียอดสั่งซื้อก็ให้ดอกเบี้ยน้อยเพราะความเสี่ยงต่ำจะมีการระดมทุนเพิ่มคนลงทุนก็สามารถทำได้หมดแต่คำถามคือเป็นหน้าที่ของใครโดยตอนนี้มีหอการค้าแห่งประเทศไทยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯอยากได้ธุรกิจที่แข็งแรงขึ้นเพื่อจะได้มีProduct เข้าตลาดส่วนสภาอุตฯและหอการค้าต้องการช่วยสมาชิกให้แข็งแรงขึ้นพวกนี้เป็นCommon Interest ถ้ารวมกันแล้วทำตรงนี้ก็ไม่ยากถ้าทุกคนเข้ามาเขาต้องเสียภาษีแน่ๆเพราะเหลือบัญชีเล่มเดียวแต่Efficiency เขาสามารถPredict Forecast Demand Supply ของต้นทุนของการเติบโตของธุรกิจได้ไม่ต้องใช้Gut Feeling และData ไม่เคยหลอกใครส่วนแบงก์ก็ลดต้นทุนในการปล่อยกู้ไม่ต้องไปเสี่ยงปัจจุบันยังใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่จะขอกู้และอนุมัติต่างๆ

คุณศิริวัฒน์บอกว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีของทุกธนาคารสามารถทำ Auto Banking ได้อยู่แล้ว หากมีข้อมูลเพียงพอ และปัจจุบันเป็นยุค AI สามารถใช้เทคโนโลยีดำเนินการเรื่องเหล่านี้ได้อย่างสะดวกง่ายดาย

แค่Movement นี้ก็จะทำให้ฐานเกือบ3 ล้านบริษัทมีโอกาสที่จะกระเตื้องและแข่งขันแค่ใช้ERP เพียงอย่างเดียว

คุณศิริวัฒน์เล่าประสบการณ์ของตัวเองว่า ได้เห็นร้านข้างถนนในประเทศจีนใช้ระบบ IT โดยให้ลูกค้าสแกนบาร์โค้ด จ่ายเงินค่าอาหาร ก่อนที่พนักงานจะนำอาหารไปส่งที่โต๊ะ

เขาบอกว่าระบบIT ง่ายและถูกใช้เวลา2 สัปดาห์ก็Implement ได้แล้ว

คุณศิริวัฒน์อธิบายต่อว่า การมี Infrastructure แบบนี้ ส่งผลให้การทำธุรกิจร้านเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเก็บเงิน เพราะลูกค้าจะจ่ายเงินด้วยการสแกนบาร์โค้ดเพื่อสั่งสินค้า ซึ่งเท่ากับลดจำนวนพนักงาน 1 คน

สำหรับร้านเล็กๆสามารถลดต้นทุนได้เยอะเหลือแค่คนทำและคนส่ง(อาหาร) และสิ้นวันก็รู้ด้วยว่าขายไปแล้วกี่ชามวัตถุดิบอะไรหมดให้Supplier Connect ด้วยจะรู้ว่าต้องมาส่งวัตถุดิบเท่าไหร่เมื่อต้องการกู้แบงก์แบงก์ก็จะรู้ว่าFlow ธุรกิจเป็นยังไง

MFEC ส่งเสียงเตือนให้ตระหนัก

คุณศิริวัฒน์พูดถึงบทบาทของ MFEC ในการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาว่า ได้มองเห็นภาพความน่ากลัวในเชิงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่แย่ และจะแย่ลงเรื่อยๆ จึงมีการดำเนินการ ได้แก่

1. บอกปัญหาให้หลายฝ่ายได้ตระหนัก เช่น บอกกับ Regulator และลูกค้าให้ตระหนักถึงประเด็นปัญหา

2. ช่วยหาทางเลือกให้แต่ละวิกฤต โดยคุณศิริวัฒน์เปรียบเทียบว่า เหมือนกับมีคนป่วยและต้องได้รับยา ก็ต้องหายาอื่นหรือวิธีอื่น ที่ช่วยให้ไม่ต้องยึดติดกับยาตัวเดียว

“MFEC ก็ต้องหาทางเลือกเช่นถ้ายาจากต่างประเทศแพงก็ต้องหาทางเลือกอื่นเพราะว่าต่อให้สุขภาพหายก็จะกลายเป็นบุคคลล้มละลายเพราะว่าเงินหายหมดต้องมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

3. สนับสนุนบริษัทเล็กๆ ที่ทำ Open Source

ตอนนี้ผมบอกในตลาดว่าใครทำOpen Source ที่หาลูกค้าไม่ได้ใครมีปัญหาเรื่องCash Flow มีปัญหาเรื่องตลาดมีปัญหาเรื่องDeveloper มาคุยกันเราร่วมเป็นPartner โดยที่ผ่านมาMFEC มีทั้งลงทุนช่วยทำตลาดให้เพราะว่าเรารู้จักลูกค้าระดับHigh-end หรือมีแนะนำDeveloper คือCo-Develop กับเขาสิ่งเหล่านี้เรามองว่าเป็นContribution สำหรับคนที่อยู่ในวงการมานาน

นอกจากนี้ คุณศิริวัฒน์ยังแนะนำว่า SMEs ต้องส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน บางอย่างเราอาจจะVoice หรือบ่นในสิ่งที่เป็นผลลัพธ์บ่นว่าธุรกิจเราขาดทุนบ่นว่าเราแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้บ่นที่เป็นOutput แต่จริงๆเราควรจะบอกว่าเราทำยังไงถึงจะฟื้นสมมติร้านขายก๋วยเตี๋ยวมีระบบERP สามารถลดต้นทุนได้ครึ่งหนึ่งIT จะทำให้สิ่งต่างๆที่ไม่เคยทำได้ทำได้เร็วขึ้นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นไม่เคยเอ๊ะมันก็จะเห็น

------------------------------

“IT จะทำให้สิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยทำได้ ทำได้เร็วขึ้น”

------------------------------

คุณศิริวัฒน์บอกว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ถ้าไม่มีข้อมูลแบบเรียลไทม์ หรือออนไลน์ก็แทบจะไม่สามารถให้เท่าทันสถานการณ์ได้ และต่อให้มีโอกาสเข้ามา คนอื่นก็จะฉวยไปก่อน

ปั้น IT ไทยสู่ระดับ Global

หากต้องการให้ IT ประเทศไทย หรือคนไทยเปลี่ยนมุมคิดด้านจากการเป็น ‘ผู้ใช้’ เป็น ‘ผู้สร้าง’ จะต้องทำอย่างไร?

คุณศิริวัฒน์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันสิ่งต่างๆ เป็น Global ดังนั้นอย่าคิดจะจ้างเฉพาะ ‘คนไทย’

เราจะจ้างที่ไหนก็ได้เราอยากสร้างอันนี้เราจ้างใครก็ได้ให้SMEs ทั่วไปทำก็ได้บางอย่างติดที่ระบบราชการหรือกฎหมายติดที่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างคุณต้องมีReference Size คุณต้องเคยมีประสบการณ์พวกที่เกิดใหม่ไม่มีโอกาสเลยซอฟต์แวร์ที่Mature มากๆที่แพงมากๆเขาก็เอาFeature พวกนี้มาล็อกสเปค

คุณศิริวัฒน์กล่าวว่า ภาคราชการมีซอฟต์แวร์หลายตัว ที่บริการดูแลบำรุงรักษา (Maintenance Service Agreement) เพิ่มราคา จนปัจจุบันค่าใช้จ่ายดังกล่าวอย่างเดียวแพงกว่าการลงทุนครั้งแรก และเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่าย

การที่คุณไม่Protect เขาก็ขึ้นราคาไปเรื่อยๆคุณก็ไม่มีทางออกความเสี่ยงมันเยอะเกินไป

ดังนั้นเพื่อสิ่งที่ควรทำเพื่อให้ภาค IT มีทางเลือก คุณศิริวัฒน์แนะนำว่า สิ่งที่ควรทำคือตั้งแต่เจ้ากระทรวงและหน่วยงานต่างๆช่วยกันทำให้มีIT Service ในประเทศไทยและทำให้เหมือนกับเวียดนามเพื่อให้มีคนอยู่ในIndustry เยอะๆเมื่อมีคนอยู่ในIndustry เยอะซอฟต์แวร์ที่ภาครัฐลงทุนหรือซอฟต์แวร์Open Source ก็จะมีต้นทุนถูกลง

คุณศิริวัฒน์ชี้ว่า ประเทศที่ใช้ระบบ Open Source ได้มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก คือ จีน รวมไปถึงเวียดนาม ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดจาก Open Source ไปเป็นแพ็กเกจของประเทศตัวเองได้ จึงมีทางที่จะเติบโต

ไทยมีOpen Source ต่ำมากเพราะไม่มีเงินอยู่ตรงนั้นคนที่ทำOpen Source ไม่รู้จะทำมาหากินยังไงไม่มีคนซื้อ

ความหวัง IT ไทย ทำยังไงให้แข่งขันได้

คุณศิริวัฒน์มองในด้านบวกว่า คนไทย ‘เก่ง’ แต่ไม่ได้อยู่บริษัทไทย

การที่วงการIT ไทยจะแข็งแรงขึ้นมาได้พื้นฐานที่จำเป็นคือต้องมีธุรกิจที่หล่อเลี้ยงคนเก่งเป็นไปไม่ได้ที่คุณบอกว่าจ่ายน้อยๆและให้คนเก่งกลับมาหรือคนเก่งมาช่วยคนเก่งก็จะอยู่บริษัทต่างชาติหมด

ดังนั้นจึงต้องมีโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม มีการลงทุน พร้อมกับอธิบายว่า หลายๆ ประเทศมีการดำเนินการต่างๆ เพื่อส่งเสริมธุรกิจ IT แต่ไทยไม่ได้คิดแบบนั้นเลย

เวียดนามเคยออกกฎหมายลดภาษีส่วนบุคคลอินโดนีเซียเคยออกกฎหมายBlock ไม่ให้คู่แข่งเข้ามาเพื่อให้ภายในสามารถพัฒนาได้ทันจีนBlock ทุกอย่างผลของการBlock จีนก็มีความสามารถในการแข่งขันสมมติถ้าจีนปล่อยตอนนี้จีนก็เหมือนเรา

คุณศิริวัฒน์แนะนำว่า หากไทยจะเปิดให้ต่างชาติลงทุนในไทย ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขบางอย่างเพื่อทำให้ส่งผลดีต่อไทยจริงๆ

เช่นคุณต้องมีLocal Content ต้องมีTechnology Transfer คุณต้องสร้างR&D ในประเทศไทยคุณต้องมีการจ้างงานในประเทศไทยเหมือนกับที่มาเลเซียกำหนดว่าต้องมีLocal Partner เกิน50%”

คุณศิริวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสู้ต่างประเทศไม่ได้ จำเป็นต้องให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน แต่ก็ต้องมีกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาที่ประเทศไทย และมีคนไทยได้ประโยชน์

สำหรับปัจจุบันที่มีบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาลงทุนในไทยในส่วนของ Data Center และ Cloud คุณศิริวัฒน์มองว่า ในความเป็นจริงCloud และData Center มีส่วนช่วยGDP ประเทศไทยน้อยมากถ้าคุณอยู่ในวงการIT คุณก็จะเข้าใจว่าที่เขาลงทุนเยอะทุกอย่างImport หมดทุกอย่างในData Center เป็นการImport หมดแม้แต่สายเคเบิ้ลทุกอย่างในการทำData Center เป็นConfidential ไม่มีทางที่เอาคนไทยมานั่งดูแสดงว่ามีการImport และทำธุรกิจอาจใช้สถานที่ใช้ไฟประเทศไทยแต่Generate Revenue ไม่มี

แม้ว่าการที่มี Cloud หรือ Data Center ในไทยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าปล่อยไปก็จะเป็น ‘ยาพิษ’ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เช่น สัดส่วน Local Content แนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย รูปแบบธุรกิจที่ต้องมีผู้ร่วมทุนเป็นคนไทย

การที่เราไม่มีความสามารถในการแข่งขันจริงๆเวลาที่เราเปิดประตูแบบนี้และเขาเข้ามามีอำนาจเหนือตลาดเขาจะเพิ่มราคายังไงก็ได้เขาจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ยังไงก็ได้เราก็ต้องตามสภาพตอนนี้ของเราก็แย่แล้วแต่มันจะแย่กว่านี้เรื่อยๆเราต้องคิดดูแล้วกันว่าหมู่มากเราจะทำยังไงให้SMEs แข็งแรงขึ้นให้บริษัทใหญ่ๆมีทางออก

คุณศิริวัฒน์มองว่า ประเทศไทยก็มีกฎหมาย เช่น กฎหมาย Anti-Trust กฎหมายป้องกันการผูกขาด แต่ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม คุณศิริวัฒน์ยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ผมเชื่อว่าถ้าเราดึงSpirit ของพวกเรากลับมาและContribute ในส่วนที่เราเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นลูกค้าคู่ค้าหรือรัฐบาลเมื่อนั้นเราก็จะมีทางตีตื้นแล้วกลับมาแข็งแรงเราเห็นแก่ตัวไม่ได้เราต้องช่วยกันอยู่ในเป้าเดียวกัน

#WealthMeUp

https://youtu.be/k73QPBLsOLA?si=uuwXLf8Dz0iRrCqG

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...