เมื่อนักวิทย์ช่วยนกฮูกมีแฟน ด้วยการเป็นแม่สื่อหาคู่ที่เหมาะสม
ควันหลงวาเลนไทน์ ความรักเป็นเรื่องลำบากแม้แต่กับนกฮูกเอง ทว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ทุ่มเทกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือนกฮูกผู้ผิดหวังให้ความรักเหล่านี้
เดือนกุมภาพันธ์นั้นเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูผสมพันธ์ของนกฮูกเบอร์โรวิ่ง (Burrowing Owl) ซึ่งมีจำนวนน้อยทว่ากำลังค่อย ๆ เติบโตขึ้นในเขตอ่าวซานฟรานซิสโก ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นช่วงที่สำคัญต่อการอยู่รอดและนักวิทยาศาสตร์หวังให้พวกมันได้ผสมพันธุ์อย่างเหมาะสมกันจริง ๆ
เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วประชากรสิ่งมีชีวิตที่มีจำนวนน้อยนั้นมักประสบปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ ความหลากหลายทางพันธุ์กรรม นกฮูกเหล่านี้ถูกบังคับกลาย ๆ ให้ต้องกับตัวที่ใกล้ชิดกับตนเองเพราะมีตัวเลือกน้อย (หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเลือดชิด) และทำให้สายพันธุ์อ่อนแอได้พร้อมกับมีโอกาสรอดน้อยลง
ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นักวิจัยจึงได้จัดตั้งโครงการที่ชื่อว่า Bird Genoscape Project ซึ่งเป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ ติดตาม ศึกษา และคัดเลือกพันธุกรรมของนกฮุกเบอร์โรวิ่งให้มีการผสมพันธุ์กันอย่างเหมาะสมที่สุด
นักวิทยาศาสตร์หวังว่าพวกเขาจะช่วยให้นกฮูกเหล่านั้นประสบความสำเร็จในความรัก เพราะหลายครั้งนกฮูกตัวเมียมักจะปฏิเสธของรางวัลจากตัวผู้ที่พยายามในการออกล่า ดำน้ำ และโฉบลงมาเสิร์ฟอาหารแสนอร่อยอยู่หลายครั้ง แต่ตัวเมียก็มักจะไม่สนใจแถมยังหนีไปอย่างไร้เยื่อใย
“มัน(ตัวเมีย)จะคว้าอาหารแล้ววิ่งลงไปใต้ดิน” ดร. Lynne Trulio ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานโฮเซ กล่าว “วิธีที่นกฮูกวิ่งไปตามพื้นดินนั้นน่ารักมาก”
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงพฤษภาคม ลูกนกที่น่าเอ็นดูก็จะเริ่มฟักออกมา และเมื่อพวกมันโตพอแล้วนักวิทยาศาสตร์ก็จะเข้ามาทำหน้าที่ พวกเขาจะจับลูกนกที่มีอายุถึงเกณฑ์และจากรังที่มีลูกมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปเท่านั้น หลังจากตรวจสุขภาพและร่างกายทั้งหมด ลูกนกฮูกเบอร์โรวิ่งจะใช้เวลาช่วงฤดูหนาวร่วมกันในที่กักขัง
การทำเช่นนี้ให้ประโยชน์มากมาย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ลูกนกมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น(ในธรรมชาติลูกนกมีโอกาสรอด 30%) แต่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีเวลาศึกษาพันธุกรรมนกแต่ละตัวเพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงคือ การจับคู่ทางพันธุกรรมที่ดีที่สุดให้กับพวกมันก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
“พวกมันต้องการอยู่ด้วยกันจริง ๆ ดังนั้นพวกมันจึงอยู่กับคู่ตัวหนึ่งนานกว่า 1 ฤดูกาล ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการจับคู่เพิ่มเติมหรืออะไรทำนองนั้น มันมีแน่นอนแต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกมันจะอยู่กับคู่ตัวเดียว” ดร. Trulio บอก
แต่ละคู่ที่ถูกจับจะได้อยู่ในรังเทียมที่สร้างขึ้นพร้อมกับอาหารจำนวนหนึ่ง โดยหวังว่าทั้งคู่จะวางไข่ที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมได้มากที่สุด แม้ว่าจนถึงขณะนี้ตัวชี้วัดภาคสนามในระยะสั้นเกี่ยวกับความสำเร็จของการจับคู่คของนกฮูกรวมถึงอายุขัยและจำนวนลูกจะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และจำเป็นต้องมีข้อมูลในระยะยาว
แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าการจับคู่บางส่วนประสบความสำเร็จ ลูกนกที่นักวิทยาศาสตร์จับคู่ให้นั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เทโลเมียร์’ ยาวขึ้น 2 เท่า (สำหรับมนุษย์ ส่วนประกอบนี้ช่วยปกป้องดีเอ็นเอและอาจบ่งบอกว่ามีสุขภาพดี) ซึ่งนี่อาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันโครงการนี้มีนกฮูกตัวเต็มวัยเกือบ 100 ตัวแล้ว และนกฮูกที่พร้อมผสมพันธุ์ก็เกิน 200 ซึ่งเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จที่น่าประทับใจ และที่สำคัญสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของนกฮูกนั้นก็ไม่มีปัญหาใด ๆ พวกมันจับหนูป่าได้ดี และเข้าใจว่าเสียงร้องของเหยี่ยวหางแดงก็หมายถึงต้องเฝ้าดูท้องฟ้า และซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
“การจับคู่ระหว่างทีมภาคสนามและทีมจีโนมิกส์ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ เราไม่สามารถบรรลุได้หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป” ดร. Trulio ทิ้งท้าย
ที่มา
https://www.birdgenoscape.org/burrowing-owl/
https://www.nationalgeographic.com/…/burrowing-owls…
Photo: Charles J. Sharp/sharpphotography.co.uk/commons.wikimedia.org