โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แฉกลโกงแก๊งหลอก ขรก.บำนาญ 5 แสน อ้างช่วยเหลือเงินบำเหน็จ จบที่แอปดูดเงิน

TNews

อัพเดต 21 ก.พ. 2568 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2568 เวลา 13.40 น.

21 ก.พ.68 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึงผบก.สอท.3 และ พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3 แถลงตำรวจไซเบอร์จับกุมแก๊งหลอกข้าราชการบำนาญอ้างช่วยเหลือรับเงินบำเหน็จดำรงชีพ สุดท้ายลวงติดตั้งแอปดูดเงิน สูญกว่า 5 แสนบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ.68 ได้มีสามีของผู้เสียหายวัย 66 ปี ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการSeniors' Community Cyber Police และได้ร่วมรับฟังบรรยายจาก ผบช.สอท. โดยได้ขอความช่วยเหลือเนื่องจากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลวงให้ติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน จนสูญเงินกว่า 540,000 บาท

โดยภรรยาวัย 66 ปี ได้รับโทรศัพท์ซึ่งโทรมาที่เครื่องของสามี โดยปลายสายเป็นหญิงแจ้งว่าเป็นอาจารย์ อ้างว่าสามีของตนยังไม่ได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพจากกองคลังของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง และจะช่วยลงทะเบียนให้เพื่อให้ได้รับเงินบำเหน็จก้อนนี้ ผู้เสียหายจึงอาสาทำแทนสามี จึงได้แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้คนร้าย จากนั้นคนร้ายได้ส่งลิงก์มาทาง SMS ให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ ชื่อ “กองบริหารการคลัง

ต่อมาได้มีการวิดีโอคอล แต่ไม่ได้แสดงใบหน้าให้เห็นภาพของคนร้าย จากนั้นคนร้ายได้ส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลด อ้างว่าเพื่อประสานกับกรมบัญชีกลางของกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดำเนินการต่อ ก่อนส่งอีกลิงก์ปรากฏรูปและข้อความว่า “Digital Pension - แอปพลิเคชันใน Google play ระบบบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล” ทำให้หลงเชื่อว่าเป็นแอปพลิเคชันของกระทรวงการคลังจริง จึงได้ติดตั้งลงโทรศัพท์ โดยระหว่างติดตั้งระบบค้างอยู่ที่ 20% ระหว่างนี้คนร้ายได้โทรไลน์มาพูดสายตลอด เป็นเวลาประมาณ 35 นาที เพื่อดึงดูดความสนใจ

ระหว่างนั้น สามีร่วมพูดคุยอยู่ด้วย คนร้ายจึงได้บอกให้ผู้เสียหายโอนเงินจากบัญชีของตนเข้าบัญชีธนาคารของภรรยา เพื่อสะดวกแก่การตรวจสอบ และคนร้ายยังสอบถามเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหาย จึงมั่นใจว่าเป็นมิจฉาชีพและได้กดวางสายไป ตรวจสอบพบว่าโทรศัพท์มือถือไม่สามารถทำรายการได้และไม่สามารถปิดเครื่องได้ ก่อนพบข้อความว่ามีเงินถูกโอนออกจากบัญชีภรรยา จำนวน 540,000 บาท

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของคนร้ายแถวที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง ชื่อบัญชี นายภูวนัยฯ เป็นจำนวนเงิน 540,000 บาทและมีบัญชีธนาคารที่รับโอนเงินจากผู้เสียหายอีกหลายบัญชี น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ล่าสุดวันที่ 20 ก.พ.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันจับกุม นายภูวนัย อายุ 34 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ในข้อหา "ร่วมกันลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน, โดยทุจริตหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน , เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบและข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน, ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เกิดยแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน

โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อกิจการของตนหรือกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตนโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น" โดยควบคุมตัวได้บริเวณริมถนนเทศบาล 7 หมู่ 3 ต.โพทะเล อ.โพทะเล จ.พิจิตร นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามผู้ต้องหา เบื้องต้นให้การว่าเมื่อช่วงต้นปี 2567 ได้รับการชักชวนจากเพื่อนแถวบ้านให้ไปเปิดบัญชีเพื่อให้เว็บพนัน เจ้าตัวได้ตกลงไปเปิดบัญชีที่ กทม. และ สระแก้ว รวม 6-7 บัญชี ได้รับค่าจ้างบัญชีละ 500-1,000 บาท

สำหรับผู้ต้องหาตามหมายจับอีกรายของเครือข่ายดังกล่าว คือ น.ส.เด่นณภาฯ พบว่าถูกจับกุมในพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน โดยได้หลอกลวงเงินผู้เสียหายกว่า 2 ล้านบาท โดยขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางจังหวัดสุรินทร์

ด่านผู้เสียหายระบุว่าที่ตนเองเข้ามาร่วมโครงการในครั้งนี้เนื่องจากตนเองถูกหลอกมาก่อน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีคนโทรเข้ามาหลอกว่าเป็นคนรู้จักเป็นเพื่อนรุ่นน้องเป็นคนสนิทและภายหลังเข้าร่วมโครงการจึงรู้เท่าทันมิจฉาชีพกลุ่มนี้ทำให้ตัวเองปลอดภัยจากการถูกหลอกอยากจะเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการนี้เพื่อ เป็นการป้องกันมิจฉาชีพ ไม่ให้มาหลอกเอาเงินที่ตัวเองเก็บมาทั้งชีวิตไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...