โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มากกว่าหนังตลก ‘ซองแดงแต่งผี’ เป็นหนังชีวิต ที่ชวนให้ทุกคนใจกว้างต่อคน ‘ทุกเพศ’ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

Mirror Thailand

อัพเดต 02 เม.ย. 2568 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2568 เวลา 09.16 น.
ภาพไฮไลต์

*มีเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

หากเลือกได้ เราคงอยากให้ผีเกย์อย่าง ‘ตี่ตี๋’ (พีพี กฤษฏ์) ในหนัง ‘ซองแดงแต่งผี’ ได้มีความสุขและปลดล็อกทุกความรู้สึกตั้งแต่เขายังมีชีวิตอยู่ อยากให้พ่อใจดีกับเขาตอนที่เขามีลมหายใจ อยากให้เขาได้อยู่กับอาม่าที่คอยอยู่ข้างๆ ให้ได้นานกว่านี้ อยากให้เขามูฟออนจากคนรักเลวๆ ไปเริ่มต้นใหม่กับคนรักดีๆ และอยากให้เขาได้รู้ว่ายังมีผู้ชายนิสัยชายแท้แบบที่เขาไม่ชอบ พร้อมกลับตัวเป็นคนใหม่อยู่บ้าง สังคมเรายังมีหวังเสมอ…แต่น่าเสียดาย ตี่ตี๋ ตายไปแล้ว

มากกว่าหนังตลก ‘ซองแดงแต่งผี’ (The Red Envelope) โดยผู้กำกับ ชยนพ บุญประกอบ ซึ่งรีเมกมาจากเวอร์ชันไต้หวัน Marry My Dead Body จึงเป็นหนังชีวิต ที่ชวนให้ทุกคนใจกว้างต่อคน ‘ทุกเพศ’ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ในบริบทสังคมไทย ผ่านตัวละครเกย์ที่อยู่ในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน โดยความตั้งใจของทีมเขียนบทคือการพาสำรวจมิติการถูกเหยียดกันไปมาของคนทุกเพศ อย่างที่ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ทีมเขียนบทกล่าวไว้ว่า “ทุกเพศโดนเหยียดหมด ไม่ว่าจะ LGBTQ+ ผู้หญิง หรือแม้กระทั่งชายแท้ อันนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญเลย ที่บทเวอร์ชันไทยต้องนำเสนอให้ได้”

เพราะสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ จริงๆ ง่ายมาก ถ้าทุกคนรู้จักเห็นอกเห็นใจกัน และใจกว้างพอที่จะ ‘รับฟัง’ กันมากขึ้น ซึ่งควรจะทำกันตั้งแต่ตอนมีชีวิตอยู่นะ เพราะมันคงน่าเสียดายที่เราเพิ่งมาใจดีต่อกันตอนที่จากกันไปแล้ว

ซองแดงแต่งผี ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘เม่น’ (บิวกิ้น พุฒิพงศ์) ชายแท้ลูซเซอร์ ที่จับพลัดจับผลูมาแต่งงานกับผีเกย์ ‘ตี่ตี๋’ เมื่อเขาดันไปหยิบซองแดงปริศนา ที่อาม่าของตี่ตี๋ใส่เส้นผมและเล็บของเขาไว้ เพื่อตามหาเจ้าบ่าวให้หลาน เพราะความฝันของตี่ตี๋คือการแต่งงาน แต่เขายังไม่ได้ทำ ดันเสียชีวิตไปก่อน เม่นที่ดวงซวยหนักกว่าเดิมเมื่อปฏิเสธที่จะแต่งงาน เลยยอมแต่งงานด้วย และพยายามช่วยตามหาคนร้ายที่ฆ่าตี่ตี๋ เพื่อที่จะได้ไปสู่สุคติ ทว่าระหว่างทาง ทั้งสองกลับได้พบเรื่องราวมากมาย ที่ทำให้ได้เรียนรู้ถึงความหมายของชีวิตมากขึ้น

ใครที่ใจดีกับเราทั้งตอนอยู่และตอนตาย? ใครที่แม้จะเคยไม่เข้าใจเรา แต่มาเข้าใจเรามากขึ้นตอนที่เราตาย? และใครที่แม้เขาจะไม่เข้าใจเรา เราก็ไม่เข้าใจเขา แต่เมื่อพยายามทำความเข้าใจกัน ก็พบว่า “เราเข้าใจเขาได้มากกว่าที่คิด” และถึงแม้จะไม่ได้เข้าใจได้ 100% แต่การพยายามที่จะทำความเข้าใจ นั่นอาจเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการมากที่สุดก็ได้

คนอย่างตี่ตี๋

ก่อนที่ตี่ตี๋จะกลายเป็นผี เขามีพื้นที่ปลอดภัยเดียวในครอบครัวบ้านคนจีนนั่นคือ ‘อาม่า’ (ปุ๊ ปิยะมาศ) ที่คอยเข้าใจและซัพพอร์ตเขาทุกเรื่อง ตี่ตี๋ไม่พยายามปกปิดว่าตัวเองเป็นเกย์ เขาแสดงออกชัดเจน แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่ยอมรับ และพยายามเปลี่ยนเขาให้เป็นชายตั้งแต่เด็ก เช่น ซื้อหุ่นยนต์และของเล่นแมนๆ ให้ แต่ตี่ตี๋ก็เอาหุ่นยนต์นั้นมาใส่กระโปรง และโตมาเขาก็เป็นดีไซเนอร์ที่มีความเป็นตัวเองสูง ทำให้เขาดูจะมีปัญหากระทบกระทั่งกับผู้เป็นพ่ออยู่เรื่อยๆ

การเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่อาม่ามอบให้ตี่ตี๋ จึงเป็นการฉีกภาพจำของผู้สูงอายุ ที่หลายคนเคยคิดว่าคนเจนฯ นี้จะต้องไม่ค่อยเข้าใจ LGBTQ+ แน่เลย ยิ่งเป็นบ้านคนจีนด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่จริงๆ กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่พร้อมอยู่เคียงข้างเด็กๆ และมีความคิดเปิดกว้างทางเพศ ซึ่งตัวละครอาม่าทำให้เรานึกถึงคุณยายวัย 80 กว่าๆ ในชีวิตจริงที่อยู่ในด้อมแฟนคลับของบิวกิ้น-พีพี รวมถึงการที่อาม่ากับแก๊งเพื่อนสาวรุ่นราวคราวเดียวกันในเรื่อง รู้สึกจิ้น เม่น-ตี่ตี๋ และดู ‘ซีรีส์วาย’ ก็ทำให้เห็นว่า ซีรีส์วายของไทยสามารถเป็น Soft Power ที่ช่วยทำให้ผู้คนเข้าใจความหลากหลายทางเพศได้ในทางหนึ่งเหมือนกัน

ขณะที่อาม่าเป็นคนที่ไปร่วมเดินพาเหรดผลักดันสมรสเท่าเทียมกับตี่ตี๋ แต่เมื่อคนเป็นพ่อยังไม่เข้าใจที่ลูกเป็นเกย์ ทำให้ตี่ตี๋ยังคงมีแผลที่ติดอยู่ในใจในทุกๆ วัน และเมื่อมีความรัก เขาจึงทุ่มสุดตัวเพื่อความรัก เพราะหวังให้คนรักเป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเขาจากไป เขาก็ได้รู้ว่า รักทั้งหมดที่อีกฝ่ายมอบให้ มันเป็นของปลอม

ผีอย่างตี่ตี๋

ตี่ตี๋ที่มีความเป็นตัวเองสูงและยืนหยัดเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ เมื่อเจอกับ ‘เม่น’ ที่ติ๊กถูกทุกข้อของคำว่า ‘ชายแท้’ ก็ทำให้เขาถึงกับต้องออกปากด่าว่า “อีชายแท้แอทติจูดติดลบ!”

เม่นมีนิสัยชายแท้อย่างไรบ้าง? เขาเหยียดเพศ เรียกอีตุ๊ด เหมารวมว่า LGBTQ+ บ้าเซ็กซ์ หมกมุ่น รวมถึงยังทำท่าทีไม่เป็นมิตรกับเด็กๆ LGBTQ+ ที่อยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจสร้างแผลใจให้เด็กๆ ได้ง่ายๆ และยังมีความคิดที่ว่าอยากทำตัวให้มันแมนๆ โชว์สาว ปกป้องสาว ซึ่งสะท้อนความเป็นชายที่เปราะบาง

แต่ชายแท้บางคนที่คิดว่าบ้งสุดๆ แล้ว อาจจะไม่ได้บ้งที่สุดหรือเลิกนิสัยชายแท้ไม่ได้เสมอไป เมื่อเม่นเรียนรู้ที่จะเข้าใจเพศอื่นๆ มากขึ้น เขาได้เห็นว่าคนเป็นเกย์ถูกกดทับอะไรบ้างในชีวิต ได้เห็นว่าการอยู่ในครอบครัวที่ไม่ยอมรับตัวตนมันน่าเศร้าเพียงใด ได้เห็นว่าการถูกฉวยโอกาสจากความรักมันเลวร้ายขนาดไหน ได้เห็นว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งอย่าง ก๊อย (ก้อย อรัชพร) จะถูกยอมรับในหน้าที่การงานมันยากกว่าที่คิด เมื่อเธอเป็นตำรวจหญิงในดงตำรวจชาย อยู่ในสายงานที่คนเขามองว่าเป็น ‘งานของผู้ชาย’ จึงต้องพิสูจน์ความสามารถให้ทุกคนเห็น เพื่อลบคำสบประมาทที่คนพูดกันว่า “ใช้เต้าไต่” ซึ่งคงทำให้หลายคนต้องหันกลับมาคิดว่า การพยายามปกป้องผู้หญิง เพราะคิดว่าผู้หญิงควรได้รับการปกป้องจากอันตราย มันเป็นแนวคิดที่ไม่เชื่อว่าผู้หญิงมีความสามารถหรือเปล่า? หรือคิดว่าผู้หญิงนั้นไม่เท่ากันกับผู้ชายหรือเปล่า? การให้โอกาสผู้หญิงได้ ‘มีอิสระ’ ในชีวิตโดยไม่มีการตัดสินกันด้วยเพศตั้งแต่แรกมันอาจจะดีกับพวกเธอในทุกเส้นทางมากกว่าหรือเปล่า?

เม่นเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้มากขึ้นเมื่อเจอตี่ตี๋ และตี่ตี๋ก็เปิดใจมากขึ้นว่า เขาไม่ควรตัดสินไปก่อนแล้วว่า ชายแท้ทุกคนจะเลวเหมือนกันหมด หรือจะไม่เปิดใจรับฟังอยู่เสมอ กระทั่งใช้วิธีเหยียดกลับด้วยถ้อยคำแรงๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์มันดีขึ้น และเมื่อทั้งคู่ต่างขอโทษและปรับความเข้าใจกัน มิตรภาพดีๆ ก็ก่อเกิดขึ้นมาอย่างสวยงามและน่าประทับใจ เม่นได้เห็นว่าคอมมูนิตี้ผู้มีความหลากหลายทางเพศมันเป็นมิตรและน่ารักกว่าที่เขาคิดมาก และคงจะใจร้ายไปหน่อย ถ้าเขายังจะเลือก ‘เหมารวม’ ทุกคนเหมือนอย่างในอดีต

สุคติของตี่ตี๋

แผลที่อยู่ในใจตี่ตี๋มาตลอด แท้จริงไม่ใช่การที่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขา แต่มันคือการที่เขายังหวังลึกๆ อยู่เสมอว่า ‘พ่อ’ จะเข้าใจที่เขาเป็น ‘เกย์’ บ้าง ตี่ตี๋บอกเม่นตั้งแต่แรกว่าจริงๆ เขาไม่ได้ติดใจอะไรเลยที่เขาต้องตายจากไป ไม่ได้อยากรู้ด้วยซ้ำว่าใครฆ่า เพราะคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาได้รู้ว่าใครฆ่า ก็ทำให้เขาได้พบความจริงหลายอย่าง ได้รู้ว่าแฟนหนุ่มที่คบหากันมานานเลวขนาดไหน รู้ว่าพ่อของเขาแท้จริงก็เป็นห่วงเขา แต่กลับไม่รู้วิธีสื่อสารผ่านทางคำพูดและการกระทำดีๆ จึงทำให้เรื่องออกมาแย่ลง ความรู้สึกลูกก็พังทลายลงเช่นกัน ซึ่งการพูดจาดีๆ ต่อกันในครอบครัวเป็นเรื่องที่ฟังดูง่าย แต่หลายครอบครัวกลับรู้สึกว่าทำได้ยาก ซึ่งสร้างปัญหาในความสัมพันธ์กันมาหลายบ้านแล้ว

ดังนั้น ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะหมดห่วง ตี่ตี๋จึงได้รู้ว่า พ่อก็รักเขา พยายามจะเข้าใจเขา วางอีโก้ และเลิกแคร์สายตาคนอื่นว่าใครจะมองว่ามีลูกเป็นเกย์มันไม่ดีอย่างไรทิ้งไป แล้วหันมาโฟกัสที่ ‘ความรู้สึกลูก’ ทว่ามันอาจจะช้าไป และน่าเสียดาย เพราะถ้าตี่ตี๋ยังอยู่ เขาคงจะกอดพ่อและดีใจได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยๆ การจากไปของตี่ตี๋ ก็ทำให้พ่อได้เปิดใจกับหลายๆ เรื่องในชีวิต และอาจทำให้หลายคนที่กำลังรับชมอยู่ฉุกคิดได้ว่า หลังจากนี้เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยการให้ความสำคัญกับความรู้สึก ‘คนใกล้ตัว’ มากกว่าความคิดเห็น ‘คนไกลตัว’ ไม่มากก็น้อย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...