โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'มนต์รักทรานซิสเตอร์' ในรูปแบบละครเวที

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ก.ย 2565 เวลา 01.55 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2565 เวลา 23.00 น.

ความรักที่ต้องเผชิญอุปสรรคมากมายของ “แผน” หนุ่มคนซื่อผู้หลงใหลการร้องเพลง กับ “สะเดา” สาวน้อยผู้เดียงสา ท่ามกลางบรรยากาศชนบท คือเรื่องราวที่หลายคนยังตราตรึงใจจาก “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ซึ่งเป็นนวนิยายจากปลายปากกาของ วัฒน์ วรรลยางกูร ที่ตีพิมพ์ในปี 2524 โดย 20 ปีหลังจากนั้น เป็นเอก รัตนเรือง ก็ได้นำวรรณกรรมเรื่องนี้มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์และออกฉายในเดือนธันวาคม ปี 2544 ซึ่งประสบความสำเร็จไม่น้อย พร้อมสร้างชื่อให้กับคู่พระ-นางอย่าง ต๊อก-ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ และ อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นละครทีวีในปี 2561 ใน “มนต์ฮักทรานซิสเตอร์ สะออนซอนเด” กำกับโดย ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ในปีนี้ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบละครเวทีที่กำกับโดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีผู้คว้ารางวัลมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศจากสารคดีสั้นเรื่อง “ไกลบ้าน” ซึ่งเล่าถึงชีวิตลี้ภัยของวัฒน์ วรรลยางกูร ในประเทศลาว โดยธีรพันธ์ยังคลุกคลีอยู่ในวงการละครเวทีมานาน และได้โอกาสมากำกับละครเวทีเป็นครั้งแรกด้วยการสนับสนุนจากโครงการศิลปะการแสดงครั้งที่ 11 (Performative Art Project #11) โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และจัดแสดงโปรเจ็กต์ในฝันเรื่องนี้ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม จนถึงวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา

สำหรับ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ในรูปแบบละครเวทีทำให้ผู้ชมตื่นตาตั้งแต่ก้าวขาเข้าไปยังชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ด้วยฉากหลังขนาดใหญ่ที่เป็นรูปวาดคล้ายฉากในโรงลิเกที่แต่งแต้มบรรยากาศชนบทด้วยท้องนา ภูเขา ต้นไม้ กระต๊อบ ซึ่งดูสงบสุข สวนทางกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าที่จำลองฉากงานวัดท่ามกลางแสงนีออนอันวุ่นวายเพื่อเปิดตัวคู่พระ-นาง นักแสดงสมทบ และตัวประกอบที่ใส่เสื้อยืดสีดำสกรีนคำว่า “เอ็กซ์ตร้า” โดยมีถุงพลาสติกพองลมจำนวนมากเรียงรายอยู่บนพื้น

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เล่าไปตามนวนิยายถึงอุปสรรคของ “แผน” และ “สะเดา” ตั้งแต่ผู้ขัดขวางความรักอย่าง “ตาเฉย” พ่อของสะเดา และ “เสี่ยน้อย” ไปจนถึงวิทยุทรานซิสเตอร์ที่นำพาข่าวสารข้อมูลไปยังพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการเกณฑ์ทหาร สังคมในเมืองหลวง “ป๋า” หัวหน้าวงดนตรีที่แผนฝากชีวิตและความฝันไว้ ก่อนต้องหนีไปเป็นคนงานในไร่แล้วเจอ “เสี่ยว” เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ และ “หยอด” หัวหน้าจอมโหด ซึ่งแต่ละคน แต่ละปัจจัย ล้วนมีส่วนที่ทำให้ชีวิตของตัวละครนำทั้งคู่ต้องพลัดพรากและพลิกผัน

ตลอด 2 ชั่วโมงของการแสดง แม้จะพอรู้เรื่องราวอยู่แล้วแต่ก็ชวนติดตามว่าในฉบับละครเวทีนี้จะนำเสนอออกมาอย่างไร ซึ่งชื่นชมความตั้งใจของธีรพันธ์ในการถ่ายทอดประเด็นในเรื่องอย่างมีชั้นเชิงผ่านการนำเสนอที่มีการทดลองและมีการผสมผสานความเป็นภาพยนตร์-มัลติมีเดียลงไป ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบฉากที่คล้ายกับเฟรมภาพซึ่งมีทั้งภาพแคบโดยมีม่านมาบังเพื่อสื่อถึงสังคมเมือง การตีกรอบ ความอึดอัด ในขณะที่ภาพของชนบทจะเป็นภาพกว้างแบบพาโนรามาที่เปิดพื้นที่ให้พอหายใจได้มากกว่า รวมถึงการนำวิดีโอมาฉายขึ้นจอพร้อมพากย์เสียงมาช่วยเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ประกอบกับเสียงดนตรีที่แสดงสดโดย แอน-มณีรัตน์ สิงหนาท เพื่อสื่อถึงบรรยากาศชนบท และมี คานธี วสุวิชย์กิต นักดนตรีและนักแต่งเพลงฝีมือดี เป็นผู้กำกับเสียง

อย่างไรก็ตาม ในรอบที่ไปดูถือเป็นรอบแรกๆ ของการแสดง หลายอย่างอาจยังไม่ลงตัว เช่น จังหวะการแสดง จังหวะการเปลี่ยนฉากซึ่งกินเวลานานจนทำให้เรื่องขาดช่วงกันเป็นห้วงๆ ซึ่งอาจส่งผลให้อารมณ์ของผู้ชมไม่ต่อเนื่อง นอกจากนั้น การวางไดเร็กชั่นให้เรื่องราวดู “fluid” มีความลื่นไหลทางเพศจากการให้นักแสดงสลับบทบาทเป็นทั้งชายและหญิงคล้ายละครไทยสมัยก่อน รวมถึงความลื่นไหลทางด้านเวลา จากการไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ในฉากเดียวกันบางครั้งเสื้อผ้าและภาษาพูดดูเหมือนจะอยู่คนละยุคกัน หรือการที่ตัวละครใส่เสื้อผ้าที่ดูใหม่มีรอยจีบเหมือนเพิ่งแกะออกมาใช้ตลอดเวลา ก็อาจทำให้ผู้ชมสงสัยและตั้งคำถามระหว่างชมได้เช่นกัน

สำหรับการแสดง ณัฐพงศ์ รัตนเมธานนท์ ที่มารับบท “แผน” ก็ดูมีเสน่ห์น่าติดตามในทุกช่วงอารมณ์ ร้องเพลงเพราะ ส่วน “สะเดา” ที่แสดงโดย อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ที่เพิ่งมาแสดงละครเวทีครั้งแรก ก็ดูเข้ากับบทบาทและร้องไห้เหมือนสั่งได้ แม้จะยังดูไม่คุ้นกับการแสดงรูปแบบนี้นัก แต่เชื่อว่าถ้าแสดงไปหลายๆ รอบน่าจะไหลลื่นยิ่งขึ้น ซึ่งพอทั้งคู่มาแสดงฉากกุ๊กกิ๊กกันก็ดูน่ารักดี แต่ด้วยจังหวะของเรื่องทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงความรักที่ลึกซึ้งของตัวละครทั้งสองเท่าไร

นอกจากนั้น หนึ่งในความสนุกของการดูละครเรื่องนี้ก็คือการติดตามว่านักแสดงประกอบที่มีเพียง 4 คน จะออกมาในบทไหนอีก โดย สายฟ้า ตันธนา โดดเด่นเป็นอย่างมากกับการแสดงถึง 6 บทบาท ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคของตัวละครหลักในหลากวัยหลายอาชีพ ขณะที่ นวลปณต ณัฐ เขียนภักดี ก็มีเสน่ห์มากกับบทนักร้องสาวผู้ตั้งคำถามถึงความฝันอันบริสุทธิ์ รวมถึงการสวมบทตัวละครที่เป็นเพศชาย ส่วน เสฎฐวุฒิ จันทร์เพ็ญสุข ก็เอาอยู่ทั้งบทฮา จริงจัง และซึ้ง ได้ใจไปเต็มๆ กับบทเซลส์ขายยาคารมดี ด้าน สกาว กานต์กรกมล และกานต์ธิดา กระตุดเงิน ก็แสดงได้น่าจดจำในทุกบทบาทเช่นกัน

หลังชม “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ในรูปแบบละครเวทีจบ นอกจากจะทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความกดทับทางชนชั้น ยังทำให้เห็นเส้นทางชีวิต “แผน” ชัดเจนขึ้น ว่าเขาความพยายามทำสิ่งที่คิดว่าดีซึ่งอาจจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนรักและครอบครัว แต่กลับต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย จนต้องระหกระเหินไปไกลกว่าจะได้กลับบ้านอย่างบอบช้ำทั้งกายและใจ ซึ่งดูไม่ต่างจากหลายคนที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่กลับเผชิญอุปสรรคจนต้องจากไปไกลบ้านและไม่รู้ว่าอีกนานเพียงไหนถึงจะสู่ฝั่งฝัน


แก้วตา เกษบึงกาฬ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...