โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ยาต้านโควิดดีมานด์พุ่ง ยาเถื่อน ขายเกลื่อนออนไลน์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ก.ค. 2565 เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2565 เวลา 23.48 น.

การกลับมาระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 รอบล่าสุด ที่มีจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวันเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ที่แต่ละสัปดาห์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อนอกโรงพยาบาลที่ตรวจด้วยเอทีเค ที่มีตัวเลขประมาณ 140,000 คน หรือเฉลี่ยประมาณวันละ 20,000 คน ไม่ต่างจากตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ในหลาย ๆ ประเทศที่กลับมาเพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงอย่างรวดเร็ว

สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในหลาย ๆ จังหวัด รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่ออกมาร้องหายาต้านไวรัสเพิ่มเป็นระยะ ๆ รวมทั้งเริ่มมีการยืมสต๊อกยาจากโรงพยาบาลในย่านใกล้เคียง ขณะที่โรงพยาบาลแม่ข่ายในการเบิกจ่ายยาก็ทวงถามไปยังส่วนกลางและองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตยาต้านไวรัสรายใหญ่เป็นระยะ ๆ และถี่ขึ้น ๆ เช่นเดียวกับชมรมแพทย์ชนบทที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเป็นระยะ ๆ ว่า ยาต้านไวรัสขาด ยาต้านไวรัสมีไม่เพียงพอ

ทุกครั้งที่มีเสียงร้องว่าฟาวิพิราเวียร์ขาด หรือยาต้านไวรัสขาด ทางฟากฝั่งองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยืนยันทุกครั้งว่าฟาวิพิราเวียร์ไม่ขาดและมีสำรองไว้มากพอ รวมทั้งได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติม และยังเตรียมจัดหายาต้านไวรัสอื่น ๆ เข้ามาอีก

ขายเกลื่อนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ อภ.จะออกมายืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจว่ามียาต้านไวรัสโควิดเพียงพอ แต่อีกด้านหนึ่งก็พบว่ามาร์เก็ตเพลซชื่อดังหลายแห่ง ร้านค้าออนไลน์ต่างมีความเคลื่อนไหวในการนำยาต้านไวรัสโควิดออกมาจำหน่ายกันอย่างคึกคัก จากปกติที่ยานี้จะมีจ่ายเฉพาะในโรงพยาบาล เนื่องจากยาต้านไวรัสจัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และจำเป็นต้องมีการติดตามอาการข้างเคียงและผลการรักษาระหว่างการใช้ยา

อาทิ การประกาศขายโมลนูพิราเวียร์ “Moluzen-200” ขนาด 200 มก. ขายในราคากล่องละ (40 เม็ด) 4,590 บาท และโมลนูพิราเวียร์ “Molnatris” 4,590 บาท พร้อมบริการจัดส่งฟรี

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า โมลนูพิราเวียร์ดังกล่าวเป็นยาที่มีแหล่งผลิตจากประเทศอินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศขายยาต้านไวรัสผ่านกรุ๊ปไลน์ โดยมีการระบุข้อความในลักษณะว่าราคายาต้านไวรัสโควิด (ใหม่) เช่น Paxlovid (Generic from India) ราคา 9,900 บาท (ค่าส่ง 100 บาท), Molnupiravir ราคา 2,200 บาท (ค่าส่ง 100 บาท) พร้อมระบุให้ผู้สนใจสั่งซื้อติดต่อได้ที่เบอร์มือถือหรือแอดไลน์

เช่นเดียวกับการประกาศขายยาโมลนูพิราเวียร์ Molacovir ที่คาดว่าจะมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศลาว ที่ได้ไลเซนส์การผลิตจาก Merck ด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการขายยาต้านไวรัสผิดกฎหมาย เมื่อย้อนกลับไปช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. 2564 ที่ขณะนั้นสถานการณ์โควิดกำลังร้อนแรง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินการจับกุมการลักลอบนำฟาวิพิราเวียร์จากประเทศเพื่อนบ้านมาจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. และมีการลักลอบเอายาฟาวิพิราเวียร์ “ฟาเวีย” ของ อภ.ออกมาขายผ่านออนไลน์ ในราคากล่องละ 4,000-8,000 บาท

ไม่เพียงเฉพาะการเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับการลักลอบขายยาต้านไวรัสเท่านั้น อย.ยังเตือนประชาชนเป็นระยะ ๆ ไม่ให้ซื้อยาต้านไวรัสมารับประทานเอง เพราะอาจเป็นยาปลอมที่ไม่มีตัวยาสำคัญในการรักษาโรค หรือได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ทำให้เสียโอกาสในการรักษาและอาจได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อน นอกจากนี้ การใช้ยาในผู้ป่วยบางกลุ่มจะต้องคำนึงถึงประโยชน์และความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาโดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์

ที่สำคัญ การใช้ยาไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่าย

ไม่มีอาการไม่จ่ายฟาวิฯ

ขณะที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่กลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้น และทำให้ความต้องการยาต้านโควิดมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่การปรับแนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ด้วยการใช้นโยบาย “เจอ แจก จบ” ที่เริ่มเมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นโรคระบาดใหญ่ (pandemic) เป็นโรคประจำถิ่น (endemic) แต่ก็ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้รับยาต้านไวรัสทุกคน

เนื่องจากกรมการแพทย์ได้วางแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข (ฉบับปรับปรุง 1 มีนาคม 2565) กำหนดให้ “เจอ แจก จบ” เป็นการรักษาดูแลผู้ป่วยโควิดเหมือนกับการรักษาผู้ป่วยนอกของโรคทั่วไป

โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ที่แนวทางเวชปฏิบัติฯกำหนดให้แยกกักตัวที่บ้าน หรือสถานที่รัฐจัดให้ ดูแลรักษาตามอาการตามดุลพินิจของแพทย์ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายเองได้ อาจพิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรตามดุลพินิจของแพทย์

ขณะที่ผู้ป่วยอีก 3 กลุ่มเข้าข่ายที่จะสามารถรับยาต้านไวรัสได้ คือ ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง/ไม่มีโรคร่วมสำคัญ อาจพิจารณาให้ยาฟาวิพิราเวียร์โดยเริ่มให้ยาเร็วที่สุด, ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ แนะนำให้ใช้ยาต้านไวรัส 1 ชนิด และผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบ แพทย์จะพิจารณาให้รักษาในโรงพยาบาล และให้ยาต้านไวรัสตามความเหมาะสม

ล่าสุดแนวทางเวชปฏิบัติฯ ฉบับปรับปรุง (ครั้งที่ 24) วันที่ 11 ก.ค. 2565 ที่กำหนดกลุ่มผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม ก็ยังกำหนดให้ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี ให้การรักษาแบบผู้ป่วยนอกและให้ดูแลตามอาการตามดุลพินิจแพทย์ และไม่ให้ยาฟาวิพิราเวียร์เนื่องจากส่วนมากหายเองได้

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ และผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงแต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง การให้ยาต้านไวรัสขึ้นอยู่กับดุลพินิจแพทย์

อย่างที่รับรู้กันว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยาต้านไวรัสโควิด 4 ตัวประกอบด้วย ฟาวิพิราเวียร์, เรมเดซิเวียร์,โมลนูพิราเวียร์ และแพกซ์โลวิด

และล่าสุด อย.เพิ่งอนุมัติขึ้นทะเบียนยา Evusheld ยาฉีดเพื่อป้องกันโควิดของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ภายใต้การอนุญาตแบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565

ล่าสุดที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติงบฯ 3,995 ล้านบาท ในการซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ โมลนูพิราเวียร์ และเรมเดซิเวียร์ เพื่อรับมือโควิดระบาด

ขณะเดียวกัน สธ.ยังมีแผนจะเตรียมขยายให้คลินิกเอกชนจัดซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เองได้เหมือนโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยา โดยอนาคตอาจขยายให้ร้านขายยาจ่ายยาได้ด้วย

สิ่งที่ สธ.ย้ำมาอย่างต่อเนื่องว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย ส่วนกรณีมีอาการที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสจะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ตามแนวทางและข้อบ่งชี้ของกรมการแพทย์เป็นสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...