โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

NETA ปักธงรบทุกแบรนด์อีวี “จากอนุบาล...สู่การเติบโตแบบยั่งยืน”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2566 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 00.10 น.
อเล็กซ์ เป่า จ้าวเฟย

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ถือเป็นแบรนด์รถยนต์จีนรายล่าสุดที่เข้ามาบุกตลาดบ้านเราอย่างจริงจัง และพร้อมแนะนำตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ รวมถึงเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก NETA V เจาะกลุ่มลูกค้าชาวไทย

วันก่อน “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ผู้บริหารจากบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด “อเล็กซ์ เป่า จ้างเฟย” ผู้จัดการทั่วไป ที่มีความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งมีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาพอสมควร ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยกับการเข้ามาทำตลาดในครั้งนี้ และเนต้าจะรุกคืบ เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดบ้านเราได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะความชัดเจนที่ประกาศว่า โปรดักต์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนตลาดประเทศไทยนั้น เป็น “เพียวอีวี”

แค่ 3 รุ่นกวาด 1.4 แสนคัน

สำหรับเนต้านั้น เป็นรถยนต์สัญชาติจีน ที่เราเริ่มต้นธุรกิจมาเมื่อปี 2014 ในการวิจัยและพัฒนาโปรดักต์ในประเทศจีน จนปี 2018 เริ่มแนะนำสินค้าออกสู่ตลาด มีรถยนต์ 3 รุ่น คือ U, S, V มียอดขายไปแล้ว 140,000 คันในปีก่อน และในปัจจุบันเนต้าขายเฉลี่ยในจีนอยู่ที่เดือนละ 12,000 คัน ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายที่ 150,000 คัน หรือหากสถานการณ์ดี เนต้ามองไปถึง 200,000 คันมีความเป็นไปได้ ขึ้นอยู่กับจะมีซัพพลายที่เพียงพอหรือไม่

มองไทยฐานผลิตใหญ่

สำหรับประเทศไทยนั้น ถือเป็นประเทศแรกที่เนต้าตัดสินใจออกมาทำตลาดนอกจีน เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจที่ไทยอย่างชัดเจน

เรียกว่า “เนต้าโฟกัสไทยเป็นประเทศแรก” ภายใต้นิยามที่เนต้าต้องการสรรค์สร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อทุกคน “Popularizer of Smart EV”

หากพิจารณาจะเห็นว่า กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีน หลัก ๆ นอกจากการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศไทยแล้ว จะมองไปที่ 2 ตลาดหลัก คือ “ยุโรป” และ “อาเซียน” ซึ่งเราจะเห็นว่า ทุกคนไปยุโรปเยอะแล้ว

แต่เรามองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความพร้อมทั้งด้านการผลิตและการจัดจำหน่ายที่จะเห็นว่า 2 ค่ายจีน ก็ตัดสินใจเข้ามาเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต แน่นอนเนต้ามองนี่คือโอกาสที่จะพัฒนารถยนต์พวงมาลัยขวาเช่นเดียวกัน

ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะซักเซสหรือไม่ แต่ตามแผนงานเนต้า ศึกษาตลาดและเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี

ผนึก “อรุณพลัส-โออาร์”

ตามแผนธุรกิจ เราตั้งใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ที่ผ่านมาใช้ระยะเวลาในการพัฒนาทดสอบรถยนต์พวงมาลัยขวา

ในช่วงเริ่มต้น เนต้าจะนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายก่อน (ซีบียู) และหลังจากนั้นจะมีการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งจะผลิตทั้งพวงมาลัยซ้าย-ขวา

โดยได้จ้างบริษัท อรุณ พลัส จำกัด ในเครือของ ปตท. ในการผลิตรถยนต์เนต้า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในปี 2566 เบื้องต้นมีสัญญาผลิตอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นคงต้องดูความเป็นไปได้ว่าจะจ้างผลิตต่อหรือขยายเป็นการลงทุนตั้งโรงงานผลิตเอง แต่นั่นต้องหมายความว่า มียอดขายในระดับ 50,000 คันต่อปีจึงจะมีความเป็นไปได้ ส่วนเซอร์วิสก็มองฟิตออโตของกลุ่มโออาร์

เล็งปีหน้าทะลุหมื่นคัน

ปีนี้หลังจากได้เริ่มทดลองตลาดและนำรถมาโชว์ในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ขณะนี้เรามียอดจองรถยนต์ NETA V ไปแล้วกว่า 1,000 คัน

Neta V

ปีนี้คาดว่าจะมียอดขายที่ 3,000 คัน สำหรับ NETA V รถยนต์อีวีโมเดลแรกที่จะทำตลาด วางตำแหน่งสินค้าให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาตีตลาดอีโคคาร์

ส่วนปีหน้าคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000-12,000 คัน สำหรับการจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งเริ่มส่งออกในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2565 โดยจะเริ่มส่งออกไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษอาฟตาก่อน

ทุ่ม 200 ล้านขยายตลาดในไทย

ปีนี้เนต้าได้ลงทุนในประเทศไทยเป็นมูลค่า 200 ล้านบาท โดย 100 ล้านบาทแรก ได้มีการลงทุนไปแล้ว สำหรับการจัดตั้งบริษัท รวมทั้งเรื่องของระบบโอเปอเรชั่นต่าง ๆ ส่วนอีก 100 ล้านบาท จะมีการเพิ่มทุนในเร็ว ๆ นี้

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจว่า งบฯการลงทุนของเราจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ การใช้สร้างแบรนด์ การขยายเครือข่าย ไม่ใช่เป็นการลงทุนเพื่อผลิตและจำหน่าย เพราะในส่วนนั้น เราจ้างอรุณ พลัส เป็นผู้ดำเนินงาน

เสริมทัพดีลเลอร์เน็ตเวิร์ก

ปัจจุบันเนต้ามีตัวแทนจำหน่าย 21 ราย ถึงสิ้นปีนี้น่าจะมีเพิ่มเป็น 28 ราย โดยปักธงในจังหวัดใหญ่ ๆ และกระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งเชียงใหม่ อุบลราชธานี อุดรธานี หาดใหญ่ และจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลด้วย มีมากถึง 50% ของดีลเลอร์ในปัจจุบัน

สำหรับโชว์รูมของเนต้านั้น เป็นโชว์รูมมาตรฐาน 3S มีครบทั้ง sales, service และ spare parts โดยเบื้องต้นดีลเลอร์ใช้งบประมาณลงทุนรวม ๆ 20-30 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการรีโนเวตโชว์รูมเดิม

นอกจากนี้เรายังมี NETA SPACE ศูนย์คอมมิวนิตี้ของเนต้าและลูกค้า ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัล พระราม 2 เพื่อเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างเนต้ากับลูกค้าด้วย

นอกจากนี้ยังได้จับมือกับ FIT Auto เพื่อเข้ามาดูแลส่วนงานบริการหลังการขายซึ่งมีอยู่ 77 สาขา ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนของบางพื้นที่ที่ไม่มีดีลเลอร์ อย่างล่าสุดเรามีทีม ASS (Automatic System To Success) ออกไปคุยกับดีลเลอร์ ทำ nontech training ที่ ปตท. และคาดว่าปีหน้าจะขยายศูนย์บริการหลังการขายเป็น 100 แห่ง ซึ่งรวมถึง FIT Auto และดีลเลอร์

ส่วนแผนการขยายรถยนต์ออนไลน์นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำ ทุกอย่างมีข้อดี-ข้อเสีย และเราต้องไม่ลืมว่า รถไฟฟ้ามีความแตกต่างเรื่องเทคโนโลยี ลูกค้าอยากลองขับ มาชี้แจงให้ลูกค้า เราต้องทำ customer education ถ้าไม่เพียงพอ ไม่มีคนดูแล อาจจะทำให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้น และจะมุ่งเน้นการจัดโรดโชว์เพื่อเข้าหาลูกค้าก่อน

ไม่เน้นสงครามราคา

สำหรับสิ่งที่บริษัทมุ่งเน้นคือ ไม่ใช้นโยบาย “ราคา” แต่จะเน้นการทำตลาดผ่านระบบ wholesales retails เนื่องจากเรามองว่าแต่ละระบบมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งเนต้าจะบาลานซ์การทำตลาด เพราะการทำสงครามราคา มีแต่จะทำให้กำไรของผู้ประกอบการลดลง เจ้าที่ดีเล่นเป็น ก็โตขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าอ่อนแอก็ตายไป

แต่ถ้าเป็นนโยบาย “ราคาเดียว” ดีลเลอร์ก็ไม่โต ซึ่งเนต้าจะผสมผสานตรงนี้ เรามี internal policy กำหนดมาตรการภายในให้กับดีลเลอร์ต้องทำตาม เราคุมอยู่ให้เล่นกันแรงมากไม่ได้ เนต้ายังถือว่าเป็นเด็กอนุบาลในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งจะต้องเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...