โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (3)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ย. 2567 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2567 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร

ยุคต้นสงครามเย็น (3)

มหาวิทยาลัยศิลปากรถือกำเนิดขึ้นจาก “โรงเรียนประณีตศิลปกรรม” ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2476 ภายใต้สังกัดกรมศิลปากร ต่อมาได้รวมส่วนที่เป็นโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์เข้ามาไว้ด้วยกันโดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเป็น “โรงเรียนศิลปากร” แบ่งการศึกษาเป็น 3 แผนก คือ แผนกประณีตศิลปกรรม แผนกศิลปอุตสาหกรรม และแผนกนาฎดุริยางค์ ใน พ.ศ.2478

ด้วยผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายใต้การดูแลของ ศิลป์ พีระศรี ผนวกกับรัฐบาลคณะราษฎรให้ความสำคัญต่อการใช้งานศิลปะเป็นเครื่องมือปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยและชาตินิยมไทย โรงเรียนศิลปากรจึงได้รับการยกระดับครั้งใหญ่ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2486

มหาวิทยาลัยในยุคแรกคือส่วนหนึ่งของกรมศิลปากร อาจารย์ทั้งหมดคือข้าราชการกรมศิลปากร แม้แต่ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย (อธิการบดี) ก็ให้อธิบดีกรมศิลปากรเป็นควบโดยตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490 เป็นต้นมา กรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยเริ่มแยกขาดจากกัน หน่วยงานแรกยังดำรงสถานะการเป็นกลไกรัฐที่รับผิดชอบงานด้านวัฒนธรรม ดูแลรักษาโบราณวัตถุสถาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และหอสมุดแห่งชาติ

ส่วนหน่วยงานหลังรับบทบาทเชิงวิชาการ รับผิดชอบการผลิตบัณฑิตและสร้างองค์ความรู้ทางด้านทางด้านศิลปะไทย สถาปัตยกรรมไทย และโบราณคดี

ในส่วนบุคลากร แม้ยุคเริ่มต้นจะใช้ร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน แต่ไม่นานนักก็เริ่มการโอนย้ายถาวรมาจากกรมศิลปากร หรือใช้วิธีจ้างข้าราชการกรมศิลปากรที่เกษียณอายุราชการมาเป็นอาจารย์ เช่น หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (พ.ศ.2498), หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (พ.ศ.2507) และ พระพรหมพิจิตร (พ.ศ.2498) เป็นต้น

จุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงการแยกตัวออกมาของมหาวิทยาลัยศิลปากร คือ พ.ศ.2508 ที่มีการกำหนดให้อธิการบดีเป็นตำแหน่งที่แยกขาดออกจากอธิบดีกรมศิลปากร

ภายใต้กระบวนการแยกตัวออกมาเป็นหน่วยงานทางวิชาการดังกล่าว ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า การเริ่มต้นกระบวนการ “การทำให้เป็นวิชาชีพ” (professionalization) ขึ้นในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี

ในทัศนะผม ปรากฏการณ์นี้คือหัวใจของการถือกำเนิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “สำนักศิลปากร”

ความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีสมัยใหม่ในสังคมไทย แม้เริ่มขึ้นนานแล้วตั้งแต่ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 25 แต่งานเขียนยุคแรกก็ยังมีลักษณะลูกผสมของระเบียบวิธีการศึกษาที่ปนเปกันไประหว่างจารีตดั้งเดิมของการเล่าตำนานตามขนบแบบนักเลงของเก่า, การประเมินสุนทรียภาพตามอัตวิสัย และความรู้แบบสมัยใหม่ทางโบราณคดียุคแรกเริ่ม

แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2490 พร้อมกับการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยศิลปากร งานเขียนทางด้านนี้เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบใหม่

ซึ่งในแง่ของระเบียบวิธีการศึกษาจะเน้นการหาความรู้บนฐานการศึกษาที่อิง “กระบวนการทางวิทยาศาสตร์” แบบ “ประจักษ์นิยมเชิงตรรกะ”

ความรู้ทุกอย่างที่ถือว่าเป็นความรู้ที่แท้จะต้องเกิดจากการศึกษาที่เป็น “วัตถุวิสัย” มีกระบวนการสังเกตและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและพิสูจน์ด้วยเหตุผลหรือตรรกะเชิงประจักษ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่รับอิทธิพลมาจากวงวิชาการสหรัฐในขณะนั้น

กระบวนการนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสถานภาพของกลุ่มคนที่เข้ามามีบทบาทในสร้างงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะที่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ในยุคก่อน งานเขียนทั้งหมดคือผลผลิตของนักการเมือง นักปกครอง หรือชนชั้นนำระดับสูงที่ผลิตงานประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในลักษณะ “สมัครเล่น” เช่น รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 6, สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ หลวงวิจิตรวาทการ เป็นต้น (การใช้คำว่า “สมัครเล่น” มิได้ต้องการสื่อถึงคุณภาพงานนะครับ แต่ต้องการสื่อถึงการผลิตงาน ที่มิใช่ภาระหน้าที่หลัก และมิได้มีระเบียบวิธีศึกษาที่เป็นระบบ)

ในขณะที่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทจะเริ่มย้ายมาสู่คนกลุ่มใหม่ที่มีสถานะ “นักวิชาการ” ในสังกัดมหาวิทยาลัยศิลปากร

ซึ่งคนกลุ่มหลังแม้ไม่มีอำนาจการเมืองทางตรงแบบคนกลุ่มแรก แต่ก็ถือครองอำนาจทางอ้อมในรูปแบบใหม่ผ่านการอ้างความเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” (ดูเพิ่มในหนังสือ Making Art History : A Changing Discipline and its Institutions)

ความเป็นนักวิชาการและระเบียบวิธีการศึกษาบนฐานของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในด้านหนึ่งเป็นภาพสะท้อนทางอุดมการณ์ของอิทธิพลอเมริกันในการแสวงหาความรู้และความจริงในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่ขยายตัวขึ้นกลายเป็นบรรทัดฐานทางวิชาการไปทั่วโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หากมองอย่างผิวเผินจะเห็นเพียงการแสวงหาความรู้ที่เป็นสัจจะความจริง เป็นอิสระปราศจากอคติหรืออุดมการณ์ทางการเมือง

แต่โดยความเป็นจริงแล้วการอ้างถึงความเป็นอิสระทางวิชาการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกลับมีความเป็นการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่งที่สัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมของสหรัฐในโลกยุคสงครามเย็น

ในหนังสือ How the Cold War Transformed Philosophy of Science โดย George A. Reisch อธิบายไว้น่าคิดว่า ยุคสงครามเย็นได้ส่งผลทำให้เกิดแนวโน้มสำคัญในวงการวิชาการสหรัฐที่หันมาเน้นการให้คุณค่างานวิชาการว่าต้องปราศจากนัยยะใดๆ ทางการเมือง ซึ่งคนทั่วไปอาจคิดว่าแนวโน้มนี้เป็นเรื่องปกติสากลโดยเป็นผลพวงจากพัฒนาการทางความคิดในเรื่องการเข้าถึงความรู้และความจริงที่ต้องเป็นกลางแบบวิทยาศาสตร์

แต่คุณ Reisch กลับชี้ว่า แนวโน้มนี้มีแรงผลักสำคัญมาจากสงครามอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ โดยเป็นผลของอาการวิตกจริตรวมหมู่ของสังคมอเมริกันที่มีต่อภัยคอมมิวนิสต์ในทุกด้านที่ลามเข้ามาสู่ความระแวงต่องานวิชาการเป็นจำนวนมากว่าโน้มเอียงไปในทางที่สนับสนุนโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิชาการที่ใช้แนวคิดแบบสังคมนิยม (จริงๆ หลายชิ้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยซ้ำ) ถึงขนาดที่ FBI ได้เรียกตัวนักวิชาการเป็นจำนวนมากเข้าไปสืบสวนหาความเชื่อมโยงกับโซเวียต

บรรยากาศแห่งการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการดังกล่าวส่งผลสะท้อนนำไปสู่ทิศทางการศึกษาวิจัยในทุกศาสตร์สาขาที่พยามจะเขียนงานที่ “ปราศจากนัยยะการเมืองจนล้นเกิน” และจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับงานศึกษาที่เน้นแนวทางแบบ logical empiricism สุดโต่ง พร้อมกับการสร้างภาพความเป็นวิชาชีพภายใต้ปรัชญาในงานวิชาการที่ต้องปราศจากการประเมินเชิงคุณค่าใดๆ ทั้งสิ้น (a value-free philosophy of science)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากความหวาดกลัวการคุกคามของรัฐหรือการที่นักวิชาการบางกลุ่มมีแนวโน้มในแนวนี้เป็นทุนเดิมก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คืองานศึกษาในทัศนะดังกล่าวกลายเป็นกระแสหลักที่แพร่กระจายไปทั่ว เป็นงานวิจัยที่ทั้งปลอดภัยและได้รับทุนสนุบสนุนง่ายด่าย

ทิศทางงานศึกษาทางวิชาการดังกล่าวซึ่งคุณ Reisch นิยามว่า เป็นงานวิชาการที่แห้งแล้งเย็นชา (the icy slopes of logic) ในเวลาไม่นานนักก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นอย่างแข็งแรงภายใต้วาทกรรมทางความรู้ที่เชื่อกันต่อๆ มาที่ว่า งานวิชาการต้องเป็นกลางจากอคติและจุดยืนทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดยืนทางการเมือง

แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ความเชื่อว่าด้วยงานวิชาการที่เต็มไปด้วยแบบแผนทางวิชาการ แห้งแล้ง ไร้การเมือง และปราศจากการประเมินในเชิงคุณค่าใดๆ สุดท้ายแล้วก็กลายมาเป็น “การเมือง” โดยตัวของมันเอง และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองวัฒนธรรมที่โจมตีโลกคอมมิวนิสต์

เป็นการสร้างคู่ตรงข้ามระหว่าง “การแสวงหาความรู้แบบโลกเสรี” ที่ปราศจากการเมืองที่สามารถเข้าถึงความจริงได้อย่างถูกต้อง เป็นกลาง ไร้อคติ กับ “การแสวงหาความรู้แบบโลกคอมมิวนิสต์” ที่มิใช่ความรู้ที่แท้จริงเพราะถูกควบคุมและชี้นำด้วยอุดมการณ์รัฐ ทั้งๆ ที่การแสวงหาความรู้ทั้งสองแบบต่างอยู่ภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น

ภายใต้กระบวนการนี้ มีความพยายามที่จะอธิบาย “การแสวงหาความรู้แบบโลกเสรี” ว่ามิใช่อุดมการณ์การเมือง แต่คือสัจธรรมของมนุษยชาติ เช่น งานเขียนของ Sydney Hook (นักปรัชญาอเมริกันที่มีชื่อเสียงและบทบาทในยุคสงครามเย็น) ที่เสนอไว้ในหนังสือ John Dewey : philosopher of science and freedom ว่า ความรู้ทั้งหลายในโลกที่ถูกต้องควรที่จะถูกศึกษาภายใต้การตระหนักถึงคุณค่า 2 แบบไปด้วยกัน

หนึ่ง คุณค่าในฐานะที่เป็นศาสตร์ที่แสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่การสร้างความเข้าใจความเป็นมนุษย์ในทางสากล

และสอง คือ ต้องนำพาไปมนุษย์ไปสู่โลกที่มีอิสรภาพ (free men) และเป็นสังคมเสรี (free societies)

คุณ Hook ยังเน้นย้ำด้วยว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน (ยุคสงครามเย็น) อันเป็นห้วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่กำลังทุกคุกคามด้วยระบอบเผด็จการ การสร้างความรู้เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ออกจากการเป็นทาสถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของวิชาการความรู้ด้านต่างๆ

ปรัชญาในการเข้าถึงความรู้และความจริงตามทัศนะเช่นนี้ได้ส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางในโลกวิชาการยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศโลกเสรีผ่านองค์กรวิชาการระหว่างประเทศมากมายเช่น Americans for Intellectual Freedom (AIF), Congress for Cultural Freedom (CCF) และ American Committee for Cultural Freedom (ACCF) ซึ่งได้รับทุนจากซีไอเอเพื่อสนับสนุนแนวคิดในการศึกษาหาความรู้แบบนี้ไปทั่วโลกเพื่อใช้ต่อสู้ทางอุดมการณ์กับโซเวียต

ในกรณีของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย “มูลนิธิเอเชีย” (Asia Foundation) คือหน่วยงานที่เข้ามาทำหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว

โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสนุบสนุนงานทางด้านวิชาการและวัฒนธรรมที่เน้น “คุณค่าแบบโลกเสรี”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (3)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...