โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ให้ความมืดปลอบโยนจินใจ ทำไมท้องฟ้าดีต่อสุขภาพกายและใจ?

Environman

เผยแพร่ 09 พ.ย. 2567 เวลา 13.00 น.

ท้องฟ้ามืดช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและใจของเราดีขึ้น ความมืดและแสงจากทางช้างเผือกนั้นมีประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ตั้งแต่การซ่อมแซม DNA ไปจนถึงสุขภาพจิตที่แจ่มใสและสดชื่น

ช่วงเวลาสิ้นปีหวนกลับมาอีกครั้งโดยมาพร้อมกับฤดูหนาวที่มักจะมีท้องฟ้าสดใสทั้งในกลางวันและกลางคืน (แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยหนาวแล้วก็ตาม) ทำให้ท้ายเป็นจนถึงต้นปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งในการดูดาวตอนกลางคืนและบางครั้งก็อาจมองเห็นทางช้างเผือกได้ด้วย

ซึ่งนับเป็นความสุขที่หาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ประชากรโลกมากกว่า 1 ใน 3 ต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘มลพิษทางแสง’ ทำให้เราหลายคนไม่สามารถมองเห็นกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ แม้แต่ดวงดาวก็ยังมองไม่เห็นเช่นเดียวกัน อันเป็นผลมาจากแสงไฟที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเมือง

ทว่าแม้โลกจะ ‘สว่าง’ ขึ้นเพียงใดแต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงแสวงหาท้องฟ้าที่มืดมิดเพื่อดื่มดำกับธรรมชาติที่สวยงาม จนทำให้เกิด ‘เขตอนุรักษ์ฟ้ามืด’ มากขึ้นและกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหลีกหนีจากมลพิษทางแสงที่วุ่นวาย

แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากท้องฟ้ามืดมิดนั้นจะสวยงามแล้ว แต่ก็ยังดีต่อสุขภาพของเราด้วยและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันเช่นนั้น เราต่างได้รับประโยชน์จากความมืดหลังดวงอาทิตย์ลับตาไป

“การทำให้วันของเราสดใสและการทำให้คืนของเรามืดลง เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของเรา” Lynne Peeples ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Inner Clock: Living in Sync with Our Circadian Rhythms (แปลเป็นไทยคร่าว ๆ ว่า ‘นาฬิกาภายใน: ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตตามธรรมชาติ) กล่าว

“การหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างแสงสว่างและความมืดจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น”

#วิทยาศาสตร์แห่งความมืด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษทางแสงที่มีต่อสุขภาพมนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่ามันสร้างความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับ มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะการเจริญพันธุ์ไปจนถึงอัลไซเมอร์

แต่ด้านตรงข้าม(หรือด้านดี ๆ ของความมืด)ยังมีการศึกษากันน้อยมาก ทั้งนี้งานวิจัยหลายชิ้นก็ให้เบาะแสเบื้องต้นว่าความมืดตามธรรมชาติช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ โดยประโยชน์ที่รู้จักกันมากที่สุดคือมันจะไปกระตุ้นต่อมไพเนียลในสมองของเราปล่อยเมลาโทนิน

ซึ่งฮอร์โมนที่สำคัญนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ได้ด้วยการกำจัดสารอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสียหายจากการออกซิเดชัน และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมในเซลล์ของร่างกาย

นอกจากนี้งานวิจัยในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าสารประกอบที่ไปกระตุ้นตัวรับเมลาโทนินให้ทำงานนั้นสามารถลดการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดความวิตกกังวล และบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ด้วย ผลประโยชน์จากความมืดยังไม่หยุดแค่ร่างกาย แต่ยังส่งผลไปถึงจิดใจเช่นกัน

“การได้สัมผัสความมืดตามธรรมชาติจะกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกเกรงขามและอัศจรรย์ใจ ซึ่งอาจช่วยปกป้องสุขภาพของมนุษย์ได้” Ruskin Hartley กรรมการบริหารของ Dark Sky International องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่คอยติดตามงานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางแสงและความมืด กล่าว

ตามรายงานใหม่ที่เผยแพร่ในปี 2024 บนวารสาร Journal of Environmental Psychology แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิทและเต็มไปด้วยดวงดาวบนท้องฟ้า เราจะเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ และนั่นทำให้เกิดความสุขพร้อมกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

“ความรู้สึกเกรงขามเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับความลึกลับมากมายของชีวิต” Dacher Keltner ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าว ความรู้สึกดังกล่าวส่งผลต่อชีววิทยาอย่างล้ำลึก

กล่าวคือเมื่อเรารู้สึกเช่นนั้น ร่างกายของเราจะสงบลงและกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่าออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมความรู้สึกเชิงบวก พร้อมกันนั้นก็ลดการตอบสนองของไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ จากนั้นก็ปล่อยให้สมองของคุณได้โลดแล่นไปกับแสงสว่างของดวงดาว

#เราต้องการความมืดมากแค่ไหน?

มันอาจฟังดูน่ากลัวเพราะในอีกด้านหนึ่ง เราก็ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อเกรงกลัวในความมืดที่อาจมีอันตรายซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนไปหากเราอยู่ท่ามกลางแสงธรรมชาติจากทั้งทางเช้างเผือกและดวงดาวจำนวนมากบนท้องฟ้า แทนที่เราจะรู้สึกกลัว เราจะกลับรู้สึกผ่อนคลายแทน

แต่มากแค่ไหนล่ะจึงจะดีต่อสุขภาพของเรา? “การหรี่ไฟในช่วงเวลาหลายชั่วโมงก่อนเข้านอน รวมถึงหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งสำคัญในการผ่อนคลาย ซึ่งช่วยให้นาฬิกาชีวภาพของเราทำงานสอดประสานกัน และกระตุ้นให้ระดับเมลาโทนินของเราเพิ่มขึ้น” Peeples กล่าว

“เมื่อคุณขึ้นเตียงแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือต้องให้มีความมืดสนิทอยู่” แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควรสำหรับชาวเมือง เนื่องจากมีแสงสว่างอยู่เต็มไปหมดโดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ตก ดังนั้นหากต้องการความมืดจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้แผ่นปิดตาหรือไม่ก็ม่านแบบทึบแสง

แม้ความมืดจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทั้งในละคร ภาพยนตร์ เพลง นิยาย และแม้แต่บทกวีก็กล่าวถึงเรื่องนี้ซึ่งหยั่งรากลึกในตัวเราว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน

แต่อยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสท้องฟ้ามืดจริง ๆ สักครั้ง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วธรรมชาติจะคอยปลอบโยนร่างกายที่ถูกอาบไปด้วยแสงสว่างมาตลอดทั้งวัน

ที่มา

https://link.springer.com/article/10.1007/s11357-023-00932-0

https://www.nationalgeographic.com/…/dark-sky-health…

https://www.sciencedirect.com/…/abs/pii/S0889159119300996

https://www.sciencedirect.com/…/pii/S0272494423002463

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...