ให้ความมืดปลอบโยนจินใจ ทำไมท้องฟ้าดีต่อสุขภาพกายและใจ?
ท้องฟ้ามืดช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและใจของเราดีขึ้น ความมืดและแสงจากทางช้างเผือกนั้นมีประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ตั้งแต่การซ่อมแซม DNA ไปจนถึงสุขภาพจิตที่แจ่มใสและสดชื่น
ช่วงเวลาสิ้นปีหวนกลับมาอีกครั้งโดยมาพร้อมกับฤดูหนาวที่มักจะมีท้องฟ้าสดใสทั้งในกลางวันและกลางคืน (แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยหนาวแล้วก็ตาม) ทำให้ท้ายเป็นจนถึงต้นปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งในการดูดาวตอนกลางคืนและบางครั้งก็อาจมองเห็นทางช้างเผือกได้ด้วย
ซึ่งนับเป็นความสุขที่หาได้ยากยิ่งโดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ประชากรโลกมากกว่า 1 ใน 3 ต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘มลพิษทางแสง’ ทำให้เราหลายคนไม่สามารถมองเห็นกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ แม้แต่ดวงดาวก็ยังมองไม่เห็นเช่นเดียวกัน อันเป็นผลมาจากแสงไฟที่เติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเมือง
ทว่าแม้โลกจะ ‘สว่าง’ ขึ้นเพียงใดแต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงแสวงหาท้องฟ้าที่มืดมิดเพื่อดื่มดำกับธรรมชาติที่สวยงาม จนทำให้เกิด ‘เขตอนุรักษ์ฟ้ามืด’ มากขึ้นและกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหลีกหนีจากมลพิษทางแสงที่วุ่นวาย
แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากท้องฟ้ามืดมิดนั้นจะสวยงามแล้ว แต่ก็ยังดีต่อสุขภาพของเราด้วยและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ยืนยันเช่นนั้น เราต่างได้รับประโยชน์จากความมืดหลังดวงอาทิตย์ลับตาไป
“การทำให้วันของเราสดใสและการทำให้คืนของเรามืดลง เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของเรา” Lynne Peeples ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Inner Clock: Living in Sync with Our Circadian Rhythms (แปลเป็นไทยคร่าว ๆ ว่า ‘นาฬิกาภายใน: ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตตามธรรมชาติ) กล่าว
“การหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างแสงสว่างและความมืดจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น”
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากมลพิษทางแสงที่มีต่อสุขภาพมนุษย์ โดยชี้ให้เห็นว่ามันสร้างความเสี่ยงในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการนอนไม่หลับ มะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะการเจริญพันธุ์ไปจนถึงอัลไซเมอร์
แต่ด้านตรงข้าม(หรือด้านดี ๆ ของความมืด)ยังมีการศึกษากันน้อยมาก ทั้งนี้งานวิจัยหลายชิ้นก็ให้เบาะแสเบื้องต้นว่าความมืดตามธรรมชาติช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ โดยประโยชน์ที่รู้จักกันมากที่สุดคือมันจะไปกระตุ้นต่อมไพเนียลในสมองของเราปล่อยเมลาโทนิน
ซึ่งฮอร์โมนที่สำคัญนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ได้ด้วยการกำจัดสารอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสียหายจากการออกซิเดชัน และกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมในเซลล์ของร่างกาย
นอกจากนี้งานวิจัยในปี 2020 แสดงให้เห็นว่าสารประกอบที่ไปกระตุ้นตัวรับเมลาโทนินให้ทำงานนั้นสามารถลดการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดความวิตกกังวล และบรรเทาอาการซึมเศร้าได้ด้วย ผลประโยชน์จากความมืดยังไม่หยุดแค่ร่างกาย แต่ยังส่งผลไปถึงจิดใจเช่นกัน
“การได้สัมผัสความมืดตามธรรมชาติจะกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกเกรงขามและอัศจรรย์ใจ ซึ่งอาจช่วยปกป้องสุขภาพของมนุษย์ได้” Ruskin Hartley กรรมการบริหารของ Dark Sky International องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่คอยติดตามงานวิจัยเกี่ยวกับมลพิษทางแสงและความมืด กล่าว
ตามรายงานใหม่ที่เผยแพร่ในปี 2024 บนวารสาร Journal of Environmental Psychology แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดสนิทและเต็มไปด้วยดวงดาวบนท้องฟ้า เราจะเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ และนั่นทำให้เกิดความสุขพร้อมกับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
“ความรู้สึกเกรงขามเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับความลึกลับมากมายของชีวิต” Dacher Keltner ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ กล่าว ความรู้สึกดังกล่าวส่งผลต่อชีววิทยาอย่างล้ำลึก
กล่าวคือเมื่อเรารู้สึกเช่นนั้น ร่างกายของเราจะสงบลงและกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่าออกซิโทซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งเสริมความรู้สึกเชิงบวก พร้อมกันนั้นก็ลดการตอบสนองของไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ จากนั้นก็ปล่อยให้สมองของคุณได้โลดแล่นไปกับแสงสว่างของดวงดาว
มันอาจฟังดูน่ากลัวเพราะในอีกด้านหนึ่ง เราก็ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อเกรงกลัวในความมืดที่อาจมีอันตรายซ่อนอยู่ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนไปหากเราอยู่ท่ามกลางแสงธรรมชาติจากทั้งทางเช้างเผือกและดวงดาวจำนวนมากบนท้องฟ้า แทนที่เราจะรู้สึกกลัว เราจะกลับรู้สึกผ่อนคลายแทน
แต่มากแค่ไหนล่ะจึงจะดีต่อสุขภาพของเรา? “การหรี่ไฟในช่วงเวลาหลายชั่วโมงก่อนเข้านอน รวมถึงหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ เป็นสิ่งสำคัญในการผ่อนคลาย ซึ่งช่วยให้นาฬิกาชีวภาพของเราทำงานสอดประสานกัน และกระตุ้นให้ระดับเมลาโทนินของเราเพิ่มขึ้น” Peeples กล่าว
“เมื่อคุณขึ้นเตียงแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดก็คือต้องให้มีความมืดสนิทอยู่” แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควรสำหรับชาวเมือง เนื่องจากมีแสงสว่างอยู่เต็มไปหมดโดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังดวงอาทิตย์ตก ดังนั้นหากต้องการความมืดจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้แผ่นปิดตาหรือไม่ก็ม่านแบบทึบแสง
แม้ความมืดจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายมาตลอดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทั้งในละคร ภาพยนตร์ เพลง นิยาย และแม้แต่บทกวีก็กล่าวถึงเรื่องนี้ซึ่งหยั่งรากลึกในตัวเราว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน
แต่อยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสท้องฟ้ามืดจริง ๆ สักครั้ง หายใจเข้าลึก ๆ แล้วธรรมชาติจะคอยปลอบโยนร่างกายที่ถูกอาบไปด้วยแสงสว่างมาตลอดทั้งวัน
ที่มา
https://link.springer.com/article/10.1007/s11357-023-00932-0
https://www.nationalgeographic.com/…/dark-sky-health…