โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา: ประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์

The101.world

อัพเดต 26 พ.ย. 2567 เวลา 20.55 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2567 เวลา 13.55 น. • The 101 World

“…หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยที่ว่าด้วยสมัยรัตนโกสินทร์มาก หอจดหมายเหตุมีเอกสารราชการระดับสูงสุดที่เข้าสู่พระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์…”[1]

นี่คือคำกล่าวขึ้นต้นของ ศ.ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ในคราวประชุมกับเหล่านักวิชาการปัญญาชนทั้งไทยและต่างประเทศเมื่อปี 2520 หรือเมื่อ 47 ปีที่แล้ว ว่าด้วยเรื่องเอกสารจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อันแสดงถึงการเข้าถึงและความเข้าใจในประวัติศาสตร์ไทยจากเอกสารหอจดหมายเหตุอย่างลึกซึ้ง วิพากษ์อย่างทรงพลัง จนเราควรย้อนกลับไปศึกษาให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง

วิพากษ์ สำรวจเอกสารถ้วนทั่ว และจัดลำดับความสำคัญ

อาจารย์ฉัตรทิพย์ชี้ให้เห็นว่า ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2520 มีเอกสารที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้วดังนี้

เอกสารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 7 มีจำนวนประมาณ 2,000 กล่อง กล่องหนึ่งประมาณ 1,000 หน้า เท่ากับมีเอกสารรวมกันมากถึง 2,000,000 หน้า โดยมีเรื่องราวจากภาษาที่เขียนด้วยลายมือของเหล่าอำมาตย์ แม้จะมีลายมือที่งดงาม แต่เนื้อหาก็เข้าใจได้ยากมากเนื่องจากบริบทที่ต่างยุคต่างสมัย อันนำมาซึ่งความแตกต่างแห่งความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เรื่องราวนี้คืออะไรกันแน่?[2]

ถัดมายังมีเอกสารระดับรอง คือเอกสารระดับกระทรวงอีกหลายพันกล่อง เช่น เอกสารกระทรวงเกษตร 1,356 กล่อง และยังมีของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงนครบาล และกระทรวงมหาดไทยอีก[3] นั่นหมายความว่ายังมีเอกสารอีกหลายล้านฉบับ

เมื่ออาจารย์ฉัตรทิพย์ลองสำรวจจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทระหว่างปี 2505-2520 โดยมีวิทยานิพนธ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 40 ฉบับ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 30 ฉบับ รวมทั้งยังมีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร บวกกับวิทยานิพนธ์จากแหล่งอื่นๆ ทั้งของชาวต่างประเทศและชาวไทย อีก 15 ฉบับ รวมทั้งสิ้นเป็น 85 ฉบับ อาจารย์ฉัตรทิพย์พบว่าวิทยานิพนธ์เหล่านี้เกือบทุกฉบับเป็นเรื่องราวในสมัยรัตนโกสินทร์โดยเฉพาะช่วงก่อน พ.ศ. 2475 และมีเรื่องราวสมัยกรุงศรีอยุธยาเพียง 2 ฉบับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจารย์ฉัตรทิพย์สรุปว่าวิทยานิพนธ์แทบทุกฉบับได้ใช้เอกสารจากหอจดหมายแห่งชาตินี้

อาจารย์ฉัตรทิพย์จึงเห็นว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างหอจดหมายเหตุแห่งชาติกับการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่ปัญหาที่ว่านักประวัติศาสตร์รุ่นปัจจุบันไม่รู้จักหอจดหมายเหตุหรือไม่ใช้เอกสารในหอจดหมายเหตุ เขารู้จักกันดี เขาใช้กันอย่างมาก นอกจากนี้ปัญหาการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบันก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการไม่มีข้อมูล

แต่ปัญหาการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยปัจจุบันคือปัญหาการสกัดข้อมูลที่มีความหมายออกจากหอจดหมายเหตุแห่งนี้ (เน้นโดยผู้เขียน) นั่นคือการไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของข้อมูลที่สกัดออกมาเพื่อให้เห็นภาพชีวิตด้านต่างๆ ของคนไทยได้

การปะเอกสาร เรียงข้อมูล: แนวทางเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว

อาจารย์ฉัตรทิพย์เห็นว่า วิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์การบริหารราชการและเรื่องประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยในบรรดาวิทยานิพนธ์ 70 ฉบับ เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับสองเรื่องนี้เสีย 55 ฉบับ ที่เหลือ 15 ฉบับเป็นเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและประวัติศาสตร์สังคม

วิทยานิพนธ์ที่ว่าด้วยการบริหารราชการนั้นมักมีเนื้อหาเช่น เรื่องว่าด้วยการปรับปรุงการปกครองสมัยนี้ เรื่องว่าด้วยบทบาทของเสนาบดีคนนั้นคนนี้ หรือการบริหารมณฑลนั้นมณฑลนี้ หรือเรื่องว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศนั้นประเทศนี้ ซึ่งลักษณะของเอกสารที่มีอยู่ในหอจดหมายเหตุก็มักตรงกับวัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์พอดี เพราะเอกสารจดหมายเหตุเกิดขึ้นจากการรายงานและสั่งการบริหารราชการทั้งภายในประเทศหรือจากการติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้ผู้วิจัยไม่ต้องสกัดหาข้อมูลและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เพียงแค่นำเอาข้อมูลมาเรียงๆ ต่อกันตามเวลาก็พอออกมาเป็นเรื่อง

แต่นี่เป็นแนวทางเก่าที่ใช้การไม่ได้แล้ว โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์โต้แย้งว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะ

ประการแรก วิธีปะเอกสาร เรียงข้อมูล ใช้กับการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองและสังคมไม่ได้ เพราะความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจก็ดี การเมืองก็ดี สังคมก็ดี โน้มเอียงที่จะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ทฤษฎี หรือหลักวิชา

ยกตัวอย่างเช่น ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ‘ดุลชำระเงิน’ และ ‘นโยบายงบประมาณ’ ย่อมสัมพันธ์กัน เป็นเหตุเป็นผลกัน โดยการมีงบประมาณที่เกินดุลจะทำให้เงินไม่เฟ้อ ทำให้ดุลการชำระเงินสมดุล ยังผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ และหากการค้าเป็นการผูกขาด จะต้องมีการจำกัดปริมาณสินค้าที่นำออกขายเสมอเพื่อเพิ่มกำไร ความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์เช่นว่านี้ไม่ใช่ว่าเราจะนึกเอาเองได้ เราต้องศึกษาจากวิชาสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ถ้าเราไม่รู้หลักหรือทฤษฎีเหล่านี้ เราจะละเลยข้อมูลมากมาย

สมมติว่าเรากำลังศึกษาเรื่องเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรงของไทยสมัยรัชกาลที่ 5 หรือศึกษาเรื่องการผูกขาดของพระคลังสินค้า แต่เราไม่รู้ทฤษฎีการเงิน ไม่รู้ทฤษฎีการผูกขาด ข้อมูลในหอจดหมายเหตุที่เราอ่านก็จะไม่ให้ความหมายแก่เราเลย[5]

ประการที่สอง วิธีปะเอกสาร เรียงข้อมูล เป็นวิธีการที่มีคุณค่าทางวิชาการน้อย การศึกษาประวัติศาสตร์ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อความเข้าใจชีวิตมนุษย์ในสังคมโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ วิธีการศึกษาก็ควรเป็นวิธีวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยความรู้ในหลัก ทฤษฎี การศึกษาเปรียบเทียบและใช้เครื่องมือเหล่านี้รวบรวมข้อมูล และทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูล วิธีการนี้จะทำให้เราได้ความจริง ความจริงเช่นนี้เป็นความจริงที่แท้ที่ผ่านการวิเคราะห์วิทยาศาสตร์มาแล้ว ไม่ใช่ความจริงเฉพาะตามเอกสารชุดหนึ่งชุดใดที่อาจหลอกลวงเราได้

อาจารย์ฉัตรทิพย์เห็นว่า มีผู้คัดค้านว่าเราใช้ทฤษฎีมาวิเคราะห์เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์หนึ่งๆ ในประวัติศาสตร์มีลักษณะเป็นเอกภูมิไม่เหมือนเหตุการณ์ไหนๆ จะใช้หลักหรือทฤษฎีซึ่งสร้างไว้ด้วยหลักเหตุผลหรือข้อเท็จจริงทั่วไปมาช่วยศึกษาอธิบายไม่ได้ แต่คำค้านนี้ไม่มีน้ำหนัก เพราะในเหตุการณ์ที่ดูผิวเผินว่าเป็นเรื่องเฉพาะนั้น หากวิเคราะห์โดยถี่ถ้วนลึกลงไปแล้วจะปรากฏว่าเป็นผลของปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเหมือนเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเราสามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิชาสังคมศาสตร์

สำนักประวัติศาสตร์สำนักหนึ่งค้านการใช้วิธีศึกษาแบบวิทยาศาสตร์มาก โดยอ้างว่าหากเราต้องการรู้และเข้าใจเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จะต้องใช้วิธีถอดจิตเราไปใส่จิตมนุษย์คนที่กระทำการในเหตุการณ์ที่จะศึกษา (เน้นโดยผู้เขียน) ไม่ใช่ศึกษาแบบที่เราเป็นบุคคลที่สามตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งไม่ใช้หลักทั่วไปที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ที่ค้นพบในระยะหลังไปวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีต แต่อาจารย์ฉัตรทิพย์คัดค้านแนวการศึกษาประวัติศาสตร์แนวนี้ อาจารย์เห็นว่ามันค่อนข้างมีลักษณะเป็นจิตนิยม คือเป็นการศึกษาและการเขียนประวัติศาสตร์แบบนึกคิดเอาเองมาก การถอดจิตเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวเกินไปที่จะเอามาใช้ทางวิชาการ และประวัติศาสตร์ไม่ใช่นวนิยาย[6] (เน้นโดยผู้เขียน)

สำนักประวัติศาสตร์จิตนิยมส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากเกออร์ค วิลเฮ็ล์ม ฟรีดริช เฮเกิล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel, ค.ศ. 1770-1831) นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ผู้ถือว่าประวัติศาสตร์เป็นประวัติการคลี่คลายของจิต เฮเกลเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กและมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ในเยอรมนี งานเขียนของเขาที่เกี่ยวกับปรัชญาประวัติศาสตร์โดยตรงคือ Reason in History และ Philosophy of History ในทัศนะของเฮเกลนั้น ความจริงแท้ของโลกคือ ‘จิต’ (spirit, mind, idea, God) และคุณสมบัติที่สำคัญของจิตคือ ‘อิสรภาพ’ ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวเองเท่านั้นและมีศูนย์กลางอยู่ในตัวเอง[8]

นอกจากนี้ยังมีนักประวัติศาสตร์คนสำคัญคนอื่นๆ ในสำนักนี้คือ วิลเฮ็ล์ม ดิลที (Wilhelm Dilthey, ค.ศ. 1833-1911) และ อาร์.จี. คอลลิงวู้ด (R.G. Collingwood, ค.ศ. 1889-1943)[7]

ข้อเสนอของอาจารย์ฉัตรทิพย์

อาจารย์ฉัตรทิพย์เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์ไทยโดยใช้เครื่องมือของสังคมศาสตร์มากขึ้น โดยอาจารย์ได้เสนอประเด็นนี้มากว่าห้าทศวรรษแล้ว และเห็นว่าขณะนั้นเรามีงานวิจัยประวัติศาสตร์การบริหารและประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากพอแล้ว โดยแทบไม่มีการบริหารมณฑลไหนที่ไม่ได้รับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์กับประเทศไหนที่นักประวัติศาสตร์ของเราละเลย เราต้องมาหอจดหมายเหตุพร้อมด้วยทฤษฎี ซึ่งเอกสารด้านทฤษฎีหรือการเมืองไม่เหมือนด้านการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์ซ่อนเร้นกว่า[9] (เน้นโดยผู้เขียน)

ข้อสังเกตของอาจารย์ฉัตรทิพย์

อาจารย์ฉัตรทิพย์เห็นว่า เพื่อแสดงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมให้เห็นชัดเจนว่าทฤษฎีจะช่วยในการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้อธิบายถึงเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในส่วนเอกสารของกระทรวงที่มีผู้ใช้น้อยและไม่ค่อยมีคนระลึกถึงความสำคัญของมัน (ขยายความโดยผู้เขียน)

กระทรวงแรกคือ กระทรวงกลาโหม

ทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศถือว่าการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางอำนาจ (power politics) กำลังอำนาจของชาติจึงเป็นสิ่งกำหนดการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศหนึ่งใดมาก แต่ปรากฏว่าในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ผู้วิจัยค่อนข้างละเลยเอกสารกระทรวงกลาโหมมาก ใช้แต่เอกสารกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวกับก้อยของเหรียญเดียวกัน หากอ่านเอกสารของกลาโหมก็จะทราบแผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความสัมพันธ์ของไทยกับอังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ

กระทรวงที่สองคือ กระทรวงวัง

เอกสารกระทรวงนี้สำคัญมากสำหรับความเข้าใจวัฒนธรรมของสังคมไทยทั้งสังคม ไม่ใช่เกี่ยวพันเฉพาะกับองค์พระมหากษัตริย์กับเจ้านาย หากเราศึกษาทฤษฎีชนชั้นนำ (elite) ในวิชารัฐศาสตร์ จะทราบว่าชนชั้นนำคือบ่อเกิดวัฒนธรรมสังคม ฉะนั้นหากต้องการศึกษาวัฒนธรรมหรือประเพณีในสังคมไทยก็ควรอ่านเอกสารกระทรวงวัง ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์เห็นว่าอาจสำคัญกว่าเอกสารกระทรวงศึกษาธิการในแง่การศึกษาในเรื่องนี้

กระทรวงที่สามคือ กระทรวงการคลัง

ในส่วนกระทรวงนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์วิเคราะห์ไว้เรื่องเดียวคือว่า ถ้าเราอ่านเอกสารกระทรวงนี้ เราจะพบเรื่องของเจ้าภาษีนายอากรมาก ถ้าเราอ่านผ่านๆ เลยไป ก็ดูคล้ายๆ ว่านี่คือการเก็บภาษีประเภทหนึ่ง เป็นเรื่องธรรมดาซ้ำประจำ แต่ถ้านึกถึงทฤษฎีของเฟร็ด ดับเบิลยู ริกส์ (Fred W. Riggs) [10] ที่ว่าเมืองไทยเป็น ‘ระบบข้าราชการ’ (bureaucratic polity) หรือ ‘อำมาตยาธิปไตย’ ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือ Thailand : The Modernization of a Bureaucratic Polity (พ.ศ. 2509)[11] หรืองานของคาร์ล ออกุสต์ วิทโฟเกล (Karl August Wittfogel)[12] ว่าด้วย ‘นายทุนข้าราชการ’ ทฤษฎีเหล่านี้บอกว่าเจ้าภาษีไม่ได้เก็บภาษีอะไรเลย แต่ทำการค้าผูกขาดภายใต้ร่มเงาของขุนนางหรือระบบราชการในกระทรวงการคลังนี้มากกว่า ทั้งนี้วิทโฟเกลยังได้วิเคราะห์แนวมาร์กซิสต์ในความคิดของแม็ก เวเบอร์ (Max Weber) ในกรณีจีนและอินเดียว่าเป็น hydraulic-bureaucratic official-state และสร้างกรอบคิดที่มาจากความสงสัยแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ (Karl Marx) ในเรื่อง ‘วิถีการผลิตเอเชีย’ (Asiatic Mode of Production)[13]

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ว่าทำไมระบบนายทุนอุตสาหกรรมสมัยใหม่และประชาธิปไตยเสรีจึงเกิดขึ้นค่อนข้างยากในสังคมไทย ซึ่งหากเราไม่คุ้นกับทฤษฎี เราอาจผ่านเลยเอกสารสำคัญเหล่านี้ไป โดยต่อมาภายหลัง อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้พยายามพัฒนาความเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้จากการทำวิจัยของอาจารย์ร่วมกับลูกศิษย์ปริญญาโทจำนวนมาก ซึ่งอาจารย์ฉัตรทิพย์ให้ข้อมูลว่ามีทั้ง ผศ. พรเพ็ญ ฮั่นตระกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เป็นลูกศิษย์ปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์ให้เป็นคนแรก[14] นอกจากนั้นยังมีคนอื่นเช่น สิริลักษณ์ ศักดิ์แกรียงไกร[15] สังศิต พิริยะรังสรรค์[16] ศิวรักษ์ ศิวารมย์[17] ญาดา ประภาพันธ์[18] สุวิทย์ ไพทยวัฒน์[19] ชูสิทธิ์ ชูชาติ[20] ประนุช ทรัพยสาร[21] และนภาพร อติวานิชยพงศ์[22] จนนับเป็นสำนักคิดว่าด้วย ‘ทุนนิยมไทย’ ประยุกต์กับ ‘วิถีการผลิตแห่งเอเชีย’ [23] ซึ่งอธิบายเรื่องนายทุนนายหน้า (comprador) ระบบทุนนิยมขุนนาง บทบาททางประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ 2475 โดยคณะราษฎร ทั้งในเชิงความหมายทางประวัติศาสตร์และอุปสรรค เรื่อยมาถึงความหมายทางสังคมของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งในประเด็นหลังนี้ อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้จุดประกายความคิดไว้ตั้งแต่ปี 2517 ผ่านบทความเรื่อง ‘วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจไทย’[24]

สรุปที่ไม่สรุป

จดหมายเหตุที่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ชั้นต้นสำคัญยังมีความสำคัญแน่นอน แต่หลังจากที่อาจารย์ฉัตรทิพย์วิเคราะห์และเสนอแนะเรื่องเอกสารจดหมายเหตุและวิทยานิพนธ์ปริญญาโทจำนวนเป็นร้อยฉบับเมื่อเกือบห้าทศวรรษแล้ว วันนี้วิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษยังมีเนื้อหาซ้ำแบบเดิมๆ ที่อาจารย์เสนอแนะหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจและท้าทายทั้งวงวิชาการและนโยบายสาธารณะ ซึ่งผู้เขียนก็ยังไม่ทราบ แต่จะศึกษาและเรียนรู้ต่อไป และหากเป็นไปได้ย่อมอยากได้รับทราบความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนจากผู้รู้ที่กรุณาอ่านบทความสั้นๆ ชิ้นนี้ในไม่ช้า

ด้วยความเคารพอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา

[1] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา “หอจดหมายแห่งชาติกับการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย” คำบรรยายในรายการ “คุยกันเรื่องเก่า” ตามคำเชิญของกรมศิลปากรร่วมกับ Dr. David K. Wyatt และ Dr. Craig J. Reynolds ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถนนสามเสน 19 สิงหาคม 2520 ตีพิมพ์ครั้งแรก วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-กุมภาพันธ์ 2521 : 58.

[2] เพิ่งอ้าง : 58.

[3] เพิ่งอ้าง : 58.

[4] เพิ่งอ้าง : 59.

[5] เพิ่งอ้าง : 61.

[6] เพิ่งอ้าง : 63.

[7] ฉัตรทิพย์ นาถสุภาและคณะ, “ความหมาย ความสำคัญ และการจำแนกสาขาของประวัติศาสตร์”, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคม, กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด 2537 : 12.

[8] ฉัตรทิพย์ นาถสุภาและคณะ, “ปรัชญาและวิธีการของประวัติศาสตร์”, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคม, กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด 2527 : 29.

[9] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติกับการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย : 64.

[10] Fred W. Riggs นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันและเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาบริหารรัฐกิจเปรียบเทียบ หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ Administration in developing countries : The theory of prismatic society, (Haughton Mifflin co. 1964) ผลงานเกี่ยวเกี่ยวกับไทยคือ Fred W. Riggs, Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity ที่มีอิทธิพลต่อวงการวิชาการมาก

[11] พิมพ์โดย Honolulu : East-West Center Press, 1966.

[12] เขาเป็นนักประวัติศาสตร์และจีนศึกษาชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน เขาสังกัดกลุ่มมาร์กซิสต์และเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน ผลงานโดดเด่นคือ Oriental Despotism : A Comparative Study of Total Power, 1957

[13] Wittfogel มาสรุปเป็น การกดขี่บูรพา (Oriental despotism) บางคนเรียกว่าบรมเดชานุภาพตะวันออก ซึ่งเน้นการชลประทาน โครงสร้างราชการต้องการรักษาสถานะของพวกเขาและก่อผลกระทบต่อสังคม ด้วยรัฐต้องเกณฑ์บังคับแรงงานเพื่อสร้าง การกดขี่โดยราชการหรือบรมเดชานุภาพตะวันออก (bureaucratic despotism)

[14] ข้อมูลจากอีเมลอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ถึงผู้เขียน วันที่ 13 พฤศจิกายน 2567

[15] ต้นกำเนิดชนชั้นนายทุนในประเทศไทย พ.ศ. 2398-2453

[16] วิทยานิพนธ์เรื่อง Thai Bureaucratic Capitalism 1932-1960, Faculty of Economic, Thammasat University, 1980

[17] วิทยานิพนธ์เรื่อง กระบวนการการแบ่งชนชั้นชาวนาในชนบท ศึกษาเฉพาะชาวนาภาคกลาง พ.ศ. 2485-2524 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2527

[18] ระบบเจ้าภาษีนายอากรสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น

[19] วิทยานิพนธ์เรื่อง วิวัฒนาการเศรษฐกิจชนบทในภาคกลางของประเทศไทย พ.ศ. 2394-2475 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2522

[20] วิทยานิพนธ์เรื่อง วิวัฒนาการเศรษฐกิจหมู่บ้านภาคเหนือของประเทศไทย พ.ศ. 2398-2475 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2523

[21] วิทยานิพนธ์เรื่อง วิวัฒนาการเศรษฐกิจหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. 2539-2475 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2525

[22] วิทยานิพนธ์เรื่อง The Development of Political Economy Thought in Thailand, 1932-1982, Faculty of Economic, Thammasat University 1986.

[23] อาจารย์ฉัตรทิพย์ใช้แนวคิดวิถีการผลิตแห่งเอเชีย ของคาร์ล มาร์กซครั้งแรกในการวิจารณ์งานวิจัยเรื่องศักดินากับพัฒนาการสังคมไทยของ ศ.ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่งานสัมมนาซึ่งจัดโดยสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย อ้างจาก อานันท์ กาญจนพันธ์, “สังคมไทยตามความคิดและความไฝ่ฝันในงานของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา” 60 ปี ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (ศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2544) : 137.

[24] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, “วิวัฒนาการระบบเศรษฐกิจไทย” อักษรศาสตร์พิจารณ์ ฉบับที่ 9 ปีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2517

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...