โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2025 Relationship Resolutions ชวนคนรักมา ‘ทำงานกลุ่ม’ ด้วยการตั้งปณิธาน ความสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มการรับฟัง และความเข้าใจ ที่หากพยายามฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จ

Mirror Thailand

อัพเดต 10 ม.ค. 2568 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2568 เวลา 06.11 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อนึกถึง New Year's resolutions หรือ ปณิธานปีใหม่ที่เราตั้งขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเล็กหรือใหญ่ ส่วนมากหลายๆ คนก็น่าจะพูดถึงการ ‘โฟกัสตัวเอง’ ทั้งโฟกัสร่างกาย และโฟกัสจิตใจ ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาตัวเองกันไปค่อนข้างเยอะแล้ว ซึ่งนอกเหนือจากงานเดี่ยวที่มีแค่เราเท่านั้นที่จะพาตัวเองไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ได้ เรายังอยากพูดถึง ‘ปณิธานงานกลุ่ม’ ที่ต้องอาศัยคนในความสัมพันธ์ช่วยพากันไปบรรลุเป้าหมายนั้นๆ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ และอาศัยการสื่อสาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราแค่คนเดียวอีกต่อไป เพราะนี่คือ‘Relationship Resolutions’ หรือการชวน ‘คนรัก’ มาทำการบ้านร่วมกัน ด้วยการจับเข่าคุยและดีไซน์ความสัมพันธ์กันเลยว่า ปีนี้อยากให้ความสัมพันธ์เติบโตไปในทิศทางไหน มั่นคงขึ้น แน่นแฟ้นขึ้น หรือช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหายิบย่อย และปัญหาใหญ่ๆ ให้ความสัมพันธ์เฮลตี้ ดีต่อใจมากขึ้นกันอย่างไรได้บ้าง

ในทุกๆ ปีที่เราอยู่ในความสัมพันธ์ใดความสัมพันธ์หนึ่ง ส่วนมากแล้ว ความสัมพันธ์นั้นๆ จะทำให้เราเรียนรู้และตกตะกอนอะไรบางอย่างในชีวิต แรกๆ ที่คบกัน บางคนอาจรู้สึกว่ารักครั้งนี้ช่างหวานหอม ชวนใจเต้นอยู่ตลอดเวลา ผ่านไปสักพัก บางคนอาจรู้สึกว่า ความหวานหอมไม่ใช่คำตอบที่ตามหาทั้งหมด หากเรายังไม่ได้รับความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ เวลาล่วงเลยไป จากมองเห็นเฉพาะสิ่งที่ชอบในตัวอีกฝ่าย บางคนอาจเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่ชอบในตัวอีกฝ่ายเยอะขึ้น หรือกระทั่งเริ่มมองเห็นสิ่งที่ไม่ชอบในตัวเองตอนอยู่ในความสัมพันธ์นี้ เรื่อยมาจนความสัมพันธ์สุกงอมได้ที่ บางคนอาจมองระยะไกลถึงภาพอนาคต ที่บางคู่อาจมองตรงกัน แต่บางคู่อาจมองกันไปคนละทิศคนละทาง ชนิดที่ว่าทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเอายังไงต่อดี? ที่ยกตัวอย่างมานี้ ล้วนเป็นงานกลุ่มที่ถ้าไม่ทำร่วมกัน หรือช่วยกันทำ ก็อาจไม่สามารถตีโจทย์การบ้านความสัมพันธ์ครั้งนี้ให้เสร็จลุล่วงไปได้ โดยที่ยังเดินเคียงข้างกันไปตลอดรอดฝั่งได้

ดังนั้น ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกันต่อ และคิดว่าคนนี้แหละคือคนที่เราอยากจะใช้ชีวิตด้วยกันไปอีกนานๆ งั้นมาลองดูกันสักตั้ง กับความพยายามที่จะไปต่อในความสัมพันธ์ แบบที่เราไม่ได้พยายามอยู่ฝ่ายเดียว แต่เป็นความพยายามที่ทุกฝ่าย พร้อมจะพยายามเพื่อมีกันและกันต่อไป

เหมือนอย่างคำกล่าวของ Lachlan Brown นักจิตวิทยา ที่พูดไว้ว่า “เมื่อคนสองคนแชร์วิสัยทัศน์ร่วมกันและเดินไปที่เป้าหมายนั้นด้วยกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็แข็งแรงมากขึ้นไปด้วย…นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันเชื่อว่าคู่รักที่มีความสัมพันธ์เฮลตี้จะใส่ใจเรื่องของการสร้างปณิธานร่วมกันเสมอ” ซึ่งลองคิดภาพตอนคุณเช็คลิสต์สิ่งที่ตั้งไว้ต้นปี แล้วพบว่าคุณทำมันกับแฟนได้หลายข้อมากๆ สิ การมีส่วนร่วมกันอย่างลึกซึ้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ของคุณให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างแน่นอน

จริงๆ ปณิธานของแต่ละคู่ นั้นมีอยู่หลายรูปแบบ แล้วแต่จะตั้งกันขึ้นมา ไม่มีสูตรตายตัวว่าทุกคู่ต้องตั้งมันเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างปณิธานซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนเผชิญกันอยู่ในความสัมพันธ์ และน่าเก็บเอาไปคิดต่อ หรือพิจารณาว่ามันเหมาะกับการตั้งปณิธานความสัมพันธ์ของตัวเองไหม เราก็พอมีตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ มาชวนให้อ่านกันอยู่บ้าง!

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้มาพยายามรับฟัง และเป็นที่พึ่งทางใจให้กันและกันมากขึ้นกันเถอะ

การรับฟังอย่างตั้งใจ นอกเหนือจะทำให้เราได้เข้าใจสิ่งที่คนรักกำลังเผชิญ รู้สึก ไม่ว่าจะเรื่องหนักใจ หรือเรื่องน่าดีใจ ยังทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้ว่า เรา ‘พร้อม’ ที่จะเป็นที่พึ่งทางใจให้กับเขาได้ ไม่ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เพิ่มความสนิทใจ และปลอดภัยที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังซึ่งกันและกัน อนึ่ง หากเราไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่แฟนพูด ความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจมีกำแพงทางจิตใจที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกค่อยๆ ห่างกันไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นไม่สนิท และอาจทำให้บางคนถึงขั้นเริ่มตั้งคำถามว่า…เราจะมีแฟนไปทำไม? ถ้าเขาคนนี้ไม่รับฟังอะไรเราเลย

บางคนอาจจะทบทวนดูแล้วว่า เราก็ฟังแฟนพูดอยู่ตลอดๆ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เราอยากชวนทบทวนอีกสักรอบว่า ที่รับฟังเขา เรารับฟังเขาแบบไหน ตั้งใจจริงๆ หรือเปล่า จนถึงรับฟังเขาโดย ‘ไม่ตัดสิน’ หรือไม่ ซึ่งหลายคนก็พลาดตรงนี้ และจากที่อยากฮีลใจซึ่งกันและกัน กลายเป็นทะเลาะกันก็มี

ทริคเล็กๆ คือ เวลาจะรับฟังคนรัก ให้คอยสังเกตว่าแฟนเราชอบให้เราฟังเขาแบบไหน บางคนอาจจะชอบให้เรารับฟังเฉยๆ อยากแชร์ความเศร้าให้ฟัง โดยไม่ได้อยากให้มาตัดสิน หรือคิดแทน ขอแค่อยู่ข้างๆ กันก็พอ แต่บางคนอาจต้องการความช่วยเหลือ ต้องการให้แนะแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ ดังนั้นการรับฟังอย่างตั้งใจ คือการที่เราไม่ควร ‘คิดแทน’ แฟนไปเลยว่า เขาอยากให้เราออกความคิดเห็น หรือแก้ปัญหาให้เขาทันที บางทีเขาอาจจะแค่อยากถูกรับฟัง และถูกโอบกอดเฉยๆ ในวันแย่ๆ ก็ได้ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องคอยเรียนรู้กันไปว่า แฟนเรากำลังต้องการอะไร หรือหากคุยกันได้ แทนที่จะรีบพูดแทรกระหว่างบทสนทนา อาจเปลี่ยนเป็นค่อยๆ ฟัง ให้คำปลอบโยน และหากแฟนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เราก็สแตนด์บายพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้เขา แบบที่คอยแนะนำได้ แต่ไม่ชี้นิ้วสั่งว่าเขาต้องทำตามแบบที่เราคิด

“เมื่อผู้คนโต้แย้งกัน พวกเขาใช้เวลาอย่างมากในการพยายามคิดถึงแต่คำตอบของตัวเอง จนพวกเขาได้พลาดอะไรไปมากมาย และอีกฝ่ายก็กลายเป็นไม่รู้สึกว่าถูกรับฟัง” Simone Bose ที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ กล่าวกับ Cosmopolitan และเธอก็พบว่ามีคู่รักหลายคู่มากๆ ที่มักจะขัดจังหวะการสนทนาซึ่งกันและกัน

เพราะหากระหว่างฟัง เราพยายามคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะตอบกลับแฟนอย่างไร แทนที่จะตั้งใจฟังจริงๆ ให้จบก่อน แน่นอนว่าประสิทธิภาพในการฟังอาจลดน้อยลง และทำให้คนรักของเรารู้สึกว่าไม่ถูกรับฟังจริงๆ ซึ่งการฟังอย่างตั้งใจ จะโน้มน้าวให้คุณอยากจะถามแฟนต่อถึงความรู้สึกของพวกเขา บางคนอาจจะถามในบางจุดที่ไม่แน่ใจเพิ่มเติมว่าเข้าใจถูกหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจแฟนจริงๆ มากขึ้น ซึ่งฝ่ายตรงข้ามก็จะรู้สึกได้ทันทีว่า คนคนนี้กำลังอยากจะฟังที่เขาพูดอยู่จริงๆ และเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเรา เมื่อเขารู้สึกอยากขอความช่วยเหลือ

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้มาระวังคำพูด ประชดกันให้น้อยลง และถนอมใจกันมากขึ้นกันเถอะ

“เลิกกันไปเลยมั้ยล่ะ!” บางครั้งประโยคแรงๆ แบบนี้ที่เราหรืออีกฝ่ายพูดใส่กันตอนอารมณ์เสีย หงุดหงิด หรือโกรธกันมากๆ (แม้จริงๆ จะไม่ได้อยากเลิกจริงๆ) ในช่วงที่เกิดสงครามประสาทในความสัมพันธ์ มันอาจค่อยๆ กัดกินความรักให้ลดน้อยลงไปด้วยได้

บางคนชอบประชดด้วยการบอกเลิก แม้จะไม่ได้อยากเลิกจริงๆ เพื่อหวังให้อีกฝ่ายมองเห็นถึงความสำคัญ จนกลับมาง้อ แต่อีกฝ่ายอาจรู้สึกได้ว่า คำบอกเลิกจากปากอีกฝ่าย ทำไมมันดูพูดง่ายถึงเพียงนี้ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ จนถึงค่อยๆ ด้านชาไปในท้ายที่สุด ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดโมเมนต์นั้น เพราะก็มีหลายคู่ ที่ประชดกันตอนทะเลาะ ด้วยการบอกเลิก จนสุดท้าย ก็ได้เลิกกันจริงๆ

ในครั้งแรกๆ ที่พูดแบบนั้น ฝ่ายคนพูดอาจได้เห็นว่าอีกฝ่ายกลัวที่จะเสียเราไปจนทำให้รู้สึกดีว่าเขาไม่อยากเสียเราไปจริงๆ แต่ในครั้งถัดๆ ไป ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่า อีกฝ่ายจะทนกับคำพูดไม่ดีของเราได้อีกนานแค่ไหน ดังนั้น การไม่มองแฟนเป็นกระสอบทราย ที่เราจะทำร้ายกันด้วยคำพูดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เปลี่ยนเป็นค่อยๆ พูด ค่อยๆ เจรจากันอย่างมีสติ เราเชื่อว่าจะทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงมากขึ้น

เพราะบางที คำพูดแดกดัน ประชด เสียดสีแรงๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่กับตัวเอง มันอาจสร้างบาดแผลในใจของเขาและกลายเป็นปมใหญ่ๆ ที่ฝังใจไปตลอดก็ได้เหมือนกัน ซึ่งถ้าเราไม่อยากทำร้ายเขาทางอ้อม หรือไม่ได้คิดว่าจะเลิกกับเขาจริงๆ เป็นไปได้ คิดก่อนพูดเยอะๆ อาจจะดีกว่า

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้มาวางโทรศัพท์ลงบ้าง แล้วหันหน้าโฟกัสกับโมเมนต์ตรงหน้าให้มากขึ้นกันเถอะ

หนึ่งปัญหาโลกแตก ที่ทำให้หลายคู่ทะเลาะกันได้บ่อยๆ คือ ‘การติดโทรศัพท์’ จะเห็นได้ว่า หลายครั้งเวลาไปกินข้าว ออกไปข้างนอก หรือใช้ชีวิตด้วยกัน อาจมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นบ่อยๆ จนทำให้อีกคนรู้สึกไม่ได้รับความสนใจ และบางครั้งก็ระเบิดตู้ม ทะเลาะกันใหญ่โตเลยก็มี

การเล่นโทรศัพท์ระหว่างออกเดท แน่นอนว่าจะทำให้ปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารกันระหว่างคู่เราลดน้อยลง เหมือนเจ้าโทรศัพท์เป็นมือที่สามซึ่งมาคอยขัดจังหวะในความสัมพันธ์ และทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนมากขึ้น เพราะมันทำให้เราโฟกัสกับโมเมนต์ตรงหน้าและคนตรงหน้าน้อยลง ฉะนั้นแล้ว การตั้งกฎในความสัมพันธ์ไปเลยว่า อย่างน้อยๆ ต้องมีสักวัน สองวัน ที่ตอนอยู่ด้วยกัน เราจะไม่หยิบโทรศัพท์มาเล่น เพื่อให้ได้ใช้เวลาด้วยกันจริงๆ อย่างมีคุณภาพ อาจช่วยกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้ ซึ่งข้อตกลงร่วมกันที่จะเล่นโทรศัพท์ให้น้อยลงตอนอยู่ด้วยกันนี้ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ‘สำคัญ’ และไม่มองว่าตัวเองน่าเบื่อ หรือไม่น่าสนใจเท่าโซเชียลมีเดียที่แฟนเล่นอยู่อย่างนั้น จนพาลอารมณ์เสีย และทำให้โมเมนต์ตรงหน้าอ่อมและบูดไปโดยปริยาย

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้เรามาเปิดอก พูดกันตรงๆ เรื่องเซ็กซ์ เพื่อให้ต่างฝ่ายรับรู้ถึงความสุขที่อยากไปให้ถึงกันเถอะ

เราพูดอยู่เสมอว่า ‘เซ็กซ์’ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ที่ควรเปิดใจพูดคุยกัน แต่หลายๆ ครั้ง หลายคู่ก็ไม่กล้าเปิดประเด็นพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะ ซึ่งจริงๆ แล้ว การไม่พูดกันตรงๆ เนี่ยแหละ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวใด

เคยถามความต้องการของแฟนมั้ย? เคยถามแฟนบ้างมั้ย ว่าชอบเซ็กซ์แบบไหน? ไม่ชอบแบบไหน? เคยถามแฟนบ้างมั้ย ว่าเสร็จจริงหรือเปล่า? เพราะสุดท้ายแล้ว เซ็กซ์ที่เข้าใจกัน จะช่วยให้เกิดความสุขร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่สุขแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

Kate Mansfield ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์แนะนำว่า “ให้ถามคู่ของคุณไปเลยว่า พวกเขาชอบอะไร หรืออะไรที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์เขาได้” การกล้าถามตรงๆ จะสร้างความผูกพันในความสัมพันธ์ เพราะอีกฝ่ายจะเห็นว่าเรากำลังใส่ใจเขา และพัฒนาเซ็กซ์ให้ดียิ่งขึ้นไปด้วย

เพราะเซ็กซ์นั้นสำคัญต่อความสัมพันธ์ และเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ไม่สามารถยึดเอาความสุขของเราแค่ฝ่ายเดียวได้ เราเสร็จ แต่เขาไม่เสร็จ นั่นก็หมายถึงเรามีความสุขฝ่ายเดียว เราชอบแบบนี้ แต่เขาไม่ชอบแบบนี้ นั่นก็หมายถึงเขาอาจกำลังทุกข์ใจ ท้ายที่สุด การสื่อสารกันตรงๆ ย่อมดีกว่าจริงๆ

หรืออย่างบางคู่ ความต้องการเรื่องเซ็กซ์ไม่เท่ากัน ก็ควรพูดตรงๆ ไปเลยว่า เรามีความต้องการเท่านี้ เธอมีเท่าไหน เพื่อหาแนวทางตรงกลางที่ทำให้ไปต่อในความสัมพันธ์ได้ เช่น บางคนยุ่งกับการทำงาน จนแทบจะไม่มีเซ็กซ์กันเลย จนทำให้อีกฝ่ายอาจรู้สึกห่างเหิน ซึ่ง Karen Aram นักบำบัดทางเพศ ก็บอกว่า ให้นึกถึงช่วงแรกๆ ที่คบกัน ซึ่งตอนนั้นเราอาจหาวิธีที่จะมีเซ็กซ์กันได้แม้จะยุ่งมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ “มันอาจจะดูเหมือนคุณไม่สามารถหาเวลามีเซ็กซ์กันได้อีกต่อไป แต่ตอนนั้นคุณก็ยังหาได้ หากคุณสามารถย้อนกลับไปรู้สึกกับคนรักเหมือนตอนนั้นได้ คุณก็จะกลับมารู้สึกใกล้ชิดเขามากขึ้นได้เช่นกัน”

ซึ่งถ้าปรับจูนกันไม่ได้จริงๆ การปรึกษานักบำบัดด้านความสัมพันธ์ก็อาจเป็นอีกทางออกหนึ่งที่ดี หากเรายังมั่นใจว่าอยากจะใช้ชีวิตกับคนรักคนนี้ต่อไปอีกนานๆ

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้เรามากล่าวชื่นชม ขอบคุณ และ ขอโทษกันและกันให้มากขึ้นกันเถอะ

คำชม คำขอบคุณ และคำขอโทษ ล้วนเป็นคำที่ไม่ว่าจะใช้กับความสัมพันธ์ไหนๆ ย่อมดีต่อความสัมพันธ์นั้นๆ เพราะมันสะท้อนถึงการที่เราให้ความสำคัญต่ออีกฝ่าย ลองคิดกลับกัน ตอนเราได้ยินคนชื่นชมในสิ่งที่เราทำ หรือสิ่งที่เราเป็น เรายังดีใจ และมีความสุข อีกฝ่ายเขาก็อาจรู้สึกแบบเดียวกัน หรือตอนที่เราได้ยินอีกฝ่ายขอบคุณ เวลาเราทำอะไรเล็กๆ ให้ เราก็ยังรู้สึกอิ่มเอมใจ อีกฝ่ายเขาก็อาจรู้สึกแบบเดียวกัน หรือจะตอนที่เขาขอโทษเราเมื่อทำผิด เราก็ยังรู้สึกอยากให้อภัยเขา และรู้สึกว่าเขายังแคร์เราอยู่ อีกฝ่ายเขาก็อาจรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน

คำชม คำขอบคุณ และคำขอโทษ สามารถเปลี่ยนมวลบรรยากาศความสัมพันธ์ในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของภาษารักที่ทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ เช่น เมื่อเราแบ่งปันเรื่องราวดีๆ หรือความสำเร็จให้เขาฟัง แล้วเราได้รับคำชื่นชมกลับมาว่า “เก่งมาก ทำได้ดีแล้วนะ” เราจะรู้สึกเหมือนมีสายซัพพอร์ตที่คอยอยู่เคียงข้าง ภูมิใจในตัวเรา และมีคนที่คอยยินดีไปกับความสำเร็จทั้งเล็กและใหญ่ของเรา ซึ่งมันย่อมดีกว่ามีคนที่เราพูดอะไรไป แล้วสารนั้นก็เข้าหูซ้าย ทะลุออกหูขวา และไม่ใช่แค่การชื่นชมความสำเร็จอย่างเดียว แต่อาจเป็นคำชมน่ารักๆ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่าย ที่บางคู่อาจใช้เพิ่มความหวานให้ชีวิต เช่น ชมอีกฝ่ายว่าน่ารัก แค่นี้ อีกฝ่ายก็อาจใจฟูขึ้นมาแล้วก็ได้

ถัดมาคือการแสดงความขอบคุณ เวลาแฟนเราทำอะไรให้ ให้หัดขอบคุณที่เขาทำสิ่งดีๆ ให้เรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเล็กน้อย แค่ช่วยผูกเชือกรองเท้า ช่วยเทน้ำให้ ช่วยขับรถไปส่งถึงที่หมาย หรือจะเป็นสถานการณ์ใหญ่ๆ ที่เขาได้ช่วยให้เราผ่านความยาก ความเครียด ความทุกข์ มาได้ ก็อย่าลืมที่จะขอบคุณเขาที่ยังอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด เพราะคนฟังจะรู้สึกใจฟู และรู้สึกถูกมองเห็นในความสำคัญ

การแสดงออกว่ารักผ่านการชื่นชมและขอบคุณนี้ Amy Smith ผู้เป็นนักบำบัด บอกว่า “แม้ว่าคุณจะรักคู่ของคุณแหละ แต่คุณอาจไม่ได้พยายามจะแสดงออกหรือโชว์ให้เห็นอย่างสม่ำเสมออยู่ตลอด ซึ่งการพูดออกไปว่ารักและชื่นชมแฟนของเรา แทนที่จะเก็บไว้ให้เป็นเพียงความคิด มันเป็น big impact จริงๆ ลองพยายามแชร์ความรักหรือคำชื่นชมตรงนี้กับแฟนอย่างน้อยๆ 2-5 ครั้งต่อสัปดาห์ดูก็ได้”

และสุดท้าย การหัดขอโทษให้เป็น เวลาทำอะไรผิดก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการที่เราพูดขอโทษออกมาง่ายๆ โดยที่ไม่แบกอีโก้ของตัวเองเอาไว้ จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความรู้สึกผิดของเราจริงๆ ซึ่งการมองคนรักเป็นคู่แข่งที่ต้องการเอาชนะกันด้วยสงครามประสาทที่ใครพูดขอโทษก่อนแพ้ มันอาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่รู้สึกว่าตัวเองสำคัญในความสัมพันธ์จริงๆ หากรู้ว่าตัวเองผิด การยอมรับผิด และกล่าวโทษ มันเท่ที่สุดแล้วทุกคน!

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้ถ้าไม่ชอบอะไรในความสัมพันธ์ อย่าปล่อยให้มันเรื้อรังจนแก้ยากกันเถอะ

ชอบอะไรให้บอก ไม่ชอบอะไรก็ควรบอกด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าการจะบอกว่า เราไม่ชอบอะไรในตัวอีกฝ่าย จะเป็นโจทย์ยากของใครหลายคน เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเสียใจ แต่หากไม่พูดอะไรเลย อนาคตเราเองก็จะเสียใจอยู่ดี ตลอดอาชีพนักบำบัดทางเพศและความสัมพันธ์ของ Cate Mackenzie เธอได้เห็นว่า “ฉันมักจะเห็นคู่รักหลายคู่ทะเลาะกันในประเด็นเดียวๆ กัน” ไม่ว่าจะทะเลาะกันด้วยเรื่องเพื่อนของแฟน ที่อาจจะไม่ค่อยเข้ากับเราได้ หรือชุดความคิดที่ต่างกัน และเรื่องการละเลยความรู้สึกกัน เช่นเดียวกับ Sara Nasserzadeh นักบำบัดทางเพศ ที่พบว่าหลายๆ คู่เข้ามาปรึกษาถึงความขัดแย้งในความสัมพันธ์บ่อยมาก นั่นแปลว่า แต่ละคู่มีเรื่องในใจเยอะแยะมากมาย ที่ไม่ยอมพูดกันต่อหน้าจริงๆ ซึ่งเธอก็แนะนำว่า การป้องกัน ‘รอยร้าว’ ในความสัมพันธ์แทนที่จะรอให้มันกลายเป็นหุบเขาลึกไปแล้ว จึงมาขอความช่วยเหลือ ย่อมดีกว่า เพราะความพยายามที่จะแก้ไขมันตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

และ Deborah Fox นักบำบัดทางเพศอีกคนก็เสริมคำแนะนำอีกว่า “การแก้ไขซ่อมแซมมันยังเป็นสิ่งที่ป้องกันได้มากกว่าการมารักษารอยที่มันแตกไปแล้วที่มันใช้เวลานานเหมือนกัน กว่าจะสร้างความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงต่อกันอีกครั้งน่ะ”

ถึงคุณแฟน…

ปีนี้เรามาซื่อสัตย์กับความรู้สึก และฝึกรักตัวเองให้เป็น ก่อนจะมอบความรักให้แก่กันกันเถอะ

ท้ายที่สุด เวลาเรารักใครสักคนมากๆ ก็อย่าลืมรักตัวเองด้วยนะ นี่เป็นสิ่งที่เราอยากบอกกับทุกคนมากที่สุด เพราะเวลาเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางครั้งเราก็รู้สึกอยากพยายามทำให้เขาพอใจมากที่สุดในทุกๆ เรื่อง จนบางคนอาจสูญเสียความเป็นตัวเอง ซึ่งถ้ารักครั้งนี้ทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเอง อาจถึงเวลาที่เราควรกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ว่ามันเฮลตี้ต่อเราในระยะยาวจริงไหม

ความสัมพันธ์ที่ดี จะต้องทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับมีความสุขที่ได้อยู่กับเขา ไม่เหนื่อย หดหู่ใจ ฝืนใจ อึดอัดใจ มากขึ้นเวลาอยู่กับเขา เพราะถ้าเกิดความรู้สึกแบบนั้น ไม่แน่ เราอาจกำลังยืนอยู่ผิดที่ผิดทาง

เราจึงอยากชวนตรวจสอบความรู้สึกตัวเองให้ชัดตลอดทั้งปี ว่าตอนนี้คุณรู้สึกกับเขาอย่างไร? และคุณรู้สึกกับตัวเองอย่างไร? แล้วค่อยๆ หาคำตอบให้ชีวิตไปทีละข้อ ชวนเขามาจับเข่าคุย พูดคุยถึงอนาคตที่มองร่วมกัน ถ้าเราและเขาอยากจะจับมือกันไปต่อ เราเชื่อว่า จะมีทางออกที่สวยงามรออยู่อย่างแน่นอน อย่าลืมนะคะ self-love is the best love รักตัวเองให้ได้ก่อนที่จะรักเขา เพราะถ้าเราไม่รักตัวเอง และไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเลย มันอาจทำให้เราไม่เห็นคุณค่าตัวเองตอนอยู่ในความสัมพันธ์ต่างๆ จนเกิดเป็นความท็อกซิกได้

อ้างอิง:

https://www.theknot.com/content/new-year-resolutions-for-couples

https://www.womanandhome.com/health-wellbeing/new-year-sex-tips/

https://www.cosmopolitan.com/uk/love-sex/sex/a25732674/sex-resolutions/

https://www.cosmopolitan.com/uk/love-sex/relationships/a25457073/relationship-resolutions/

https://edition.cnn.com/2019/12/30/health/resolution-relationship-sex-kerner-wellness/index.html

https://www.psychologytoday.com/intl/blog/healthy-communication-in-hard-situations/202412/5-new-years-resolutions-for-your-relationship

https://www.brides.com/gallery/new-years-resolutions-for-married-couples

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...