NASHA แบรนด์กระเป๋าไทยที่ใช้แล้ว “คนต้องทัก” ตั้งแต่ทรงนวมจนถึงปิ่นโต ที่พาเอาความเป็นไทยไปโลดแล่นใน Vogue Italia และ Paris Fashion Week
เป็นเวลา 12 ปีครึ่งแล้ว ที่‘NASHA’ แบรนด์กระเป๋าหนังสัญชาติไทย ฝีมือดีไซเนอร์ไทย และช่างคนไทย ยืนอยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ด้วยการบอกว่าตัวเอง บ้า ตลก มั่นหน้า และมั่นใจ ไม่มีเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกยันวันนี้ โดยฝีมือ เตย-ณัชชา เมฆรักษาวานิช สาวผู้เรียนอินทีเรีย จากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร และบินไปเรียนทำรองเท้าต่อที่ประเทศอิตาลี ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของแบรนด์กระเป๋าซึ่งวางขายอยู่ทั้งในประเทศไทย และนอกประเทศอย่าง กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และประเทศอิตาลี เข้าตาบรรณาธิการใหญ่ในตำนานแห่ง Vogue Italia อย่าง Franca Sozzani และยังได้รางวัล Vogue Who's On Next 2014 จาก Vogue Thailand อีกด้วย
แม้ตอนแรกเตยจะเริ่มมันด้วยความคิดที่ว่า คงไม่ได้มีคนที่ชอบอะไรบ้าๆ แปลกๆ แหวกๆ เหมือนเธอมากเสียเท่าไหร่ แต่การอยู่มาได้นานหลายปีนี้ ก็บอกชัดว่า ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่เตยคิดว่ามันบ้าและสร้างเซอร์ไพรส์ให้คนมองแล้วต้องทัก แบบนี้แหละ หลายคนเขาชอบ!
กระเป๋าหนัง NASHA รุ่น Boxer ที่มีรูปทรงเหมือนนวมมวย และทรงกางเกงมวย ใครมองก็ต้องทักว่า “เฮ้ย เก๋จัง!” และไม่คาดคิดว่า กีฬามวยไทยบ้านเรา จะถูกจับเสน่ห์บางอย่างของมัน มาทำเป็นกระเป๋าใส่ของได้จริง ซึ่งเตยก็ได้รับแรงบันดาลใจในการทำมาจากอะไรง่ายๆ อย่างการที่เธอเห็นพี่ชายของเธอ ลงสตอรี่บนอินสตาแกรมตอนกำลังต่อยมวยอยู่ทุกวัน แค่นั้นเลย!
หรือลูกค้าบางคนถือกระเป๋าหนัง NASHA รุ่น Pinto ทรงปิ่นโต จนคนทักว่า จะไปตักบาตรเหรอ?! จะไปเข้าวัดเหรอ?! หรืออย่างตัวเตยเอง เธอก็กลายเป็นขวัญใจคนเดินถนนทั่วไป ที่หลายๆ คนต้องทักเธอตลอดว่า “พี่ๆ กระเป๋าอะไรอะ?!”
แม้แต่กระเป๋าหนังที่ดูจะมินิมอลที่สุดแล้วของ NASHA รุ่น Skin เอง ก็ยังคง “ดูมีอะไร” ด้วยการที่ด้านข้างของกระเป๋ามันโค้งบิดไปมาแต่เป็นทรง ที่เธอใช้เวลาถึง 2 ปี ในการทำมัน โดยได้แรงบันดาลใจจากปฏิมากรรมหินอ่อนต่างๆ ซึ่งเป็นลวดลาย organic shape ไม่ได้ปรุงแต่ง ก็เหมือนผิวหนังของมนุษย์ที่ไม่มีทางที่จะเรียบเนียนไปได้ทุกสัดส่วน
ความไทยในนิยามของ NASHA หมายถึงสิ่งที่ ‘คนไทย’ เติบโตมาและเห็นมันอยู่บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันอย่างข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งเตยบอกว่า นี่แหละ ความเป็นไทยที่ซื่อๆ และจริงใจสุดๆ สำหรับเธอ
สายเลือดความเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ บวกกับความรู้ด้านอินทีเรียของเตย ทำให้เธอใช้ทั้งสายตาของการออกแบบสถาปัตยกรรม และสายตาของการออกแบบเครื่องหนัง เบลนด์เข้าหากัน จนเกิดเป็น ‘Conversation Piece’ ที่เป็นมากกว่ากระเป๋าใส่ของ
คนไม่ทัก อย่าเรียกว่า NASHA!
“NASHA เป็นแบรนด์กระเป๋าที่ส่วนใหญ่หน้าตามันจะไม่เหมือนกระเป๋าขนาดนั้น อาจจะเพราะมันไม่ใช่กระเป๋าที่คนเคยชิน แต่เราดันชอบทำสิ่งที่คนเห็นแล้ว เอ๊ะ กระเป๋าอะไรวะ มันคือการเฉลิมฉลองให้กับ attitude ของเรา ความมั่นหน้าของเรา เรามองมันเป็น conversation piece มากกว่าแค่กระเป๋าใส่ของ” เปิดมาก็รู้เลยว่า เตย ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ อยากให้ NASHA เป็นกระเป๋าที่คนถือรู้สึกสนุกไปกับมัน เธอเล่าให้เราฟังต่อว่า
“แทบทุกครั้งที่ถือกระเป๋าออกไป ไม่ว่าจะเพื่อน หรือคนแปลกหน้า ต้องทักตลอด เราเป็นคนที่โดนคนเดินถนนทั่วไปทักบ่อยที่สุดว่า กระเป๋าน่ารักจังเลย กระเป๋าของอะไรอะ เพราะแม้กระเป๋าของเราจะไม่ใช่สิ่งที่คนเห็นบ่อยๆ แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกมั่นใจ ไม่เขินที่จะเป็นตัวเอง และชัดเจนว่า เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร และกระเป๋าก็ไม่ได้มีความจำเป็นว่าหน้าตามันต้องเหมือนกระเป๋า เพราะเตยชอบมอง object ต่างๆ เลยทำกระเป๋าให้เป็น object ที่ใส่ของได้ในชีวิตประจำวันค่ะ”
คอลเล็กชันทั้งหมดของ NASHA ตอนนี้ จึงล้วนมีแต่สิ่งที่เตยใช้สายตามองมาตลอดการเติบโต ทั้งรุ่น ‘Boxer’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกางเกงมวยและนวมมวยของพี่ชาย ‘Pinto’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการเติบโตมากับการใส่กับข้าวกินในปิ่นโต ‘Skin’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปฏิมากรรมหินอ่อนตามพิพิธภัณฑ์ที่เธอชอบเดิน ‘Mist’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากก้อนเมฆที่เธอชอบนั่งมอง และก็ยังมีคอลเล็กชันก่อนๆ ที่คงคอนเซ็ปต์ เดินผ่านแล้วต้องหันมามอง อยู่อีกหลายแบบ
ซึ่งหากเจาะลึกลงไปให้ถึงดีเทลต่างๆ จะพบว่า กระเป๋าทุกใบ ไม่ได้แค่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้คนที่มองเข้ามาได้อย่างเดียว แต่ล้วนพิถีพิถันโดยใช้ความรู้ด้านอินทีเรียเข้ามาประกอบร่างสร้างมันขึ้นมา ก็อย่างว่า ดีไซเนอร์สาวคนนี้ เธอจบอินทีเรียมานี่นา!
ศาสตร์อินทีเรียในกระเป๋า NASHA
เตยชอบงานออกแบบสารพัดสิ่ง เธอชอบจัดบ้าน ชอบอะไรสวยๆ งามๆ เธอชอบแต่งตัว ชอบงานคราฟต์ ชอบงานทำมือ และเธอก็ชอบที่จะไปมิวเซียมเพื่อไปดูไอเท็มต่างๆ ที่อยู่มานานหลายปี เพราะชอบความยูนีคของสิ่งนั้น
“เราเรียนอินทีเรีย เพราะชอบงานออกแบบ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ว่าเราชอบอินทีเรีย เราเลยเรียนอินทีเรีย แต่คำว่าการออกแบบ มันเป็นศาสตร์ที่ไปต่อได้ทุกทาง และอยู่ได้กับทุกอย่าง”
“ตอนปี 3 เราซื้อรองเท้ามาเยอะมาก เพราะชอบรองเท้า แล้วเราก็สงสัยว่า รองเท้าเขาทำกันยังไงนะ บวกกับตอนนั้นเราทำโปรเจกต์ร้านรองเท้าในการออกแบบอินทีเรียด้วย ก็เลยอยากที่จะลองทำรองเท้าดู พอเรียนจบ ก็ตัดสินใจไปเรียนทำรองเท้าที่อิตาลี แทนการทำงานอินทีเรีย คือเตยชอบอินทีเรียมากนะ แต่เตยมองว่าการทำสินค้าขาย มันก็เอาใจลูกค้า แต่มันเป็นการเอาใจลูกค้าในสเกลที่ต่างกันกับการตกแต่งภายใน เราอยากทำอะไรให้เขามา ‘เลือก’ สิ่งที่เราทำมากกว่า เหมือนเราแชร์ opinion ของเราให้คนมาเลือกซื้อได้”
แม้จะบินไกลไปเรียนทำรองเท้าถึงต่างแดน แต่สุดท้าย เตยก็ไม่ได้ทำแบรนด์รองเท้า แต่ทำแบรนด์กระเป๋าแทนซะงั้น เตยเล่าว่า “เราทำแพทเทิร์นรองเท้าผู้ชาย ผู้หญิง เรียนการคำนวณแบบสุดๆ นั่งตัดแพทเทิร์นจริงจัง พอเรียนเราก็จะรู้เทคนิคการทำรองเท้าต่างๆ ขณะเดียวกันก็รู้ข้อจำกัดด้วยว่า จะผลิตรองเท้าให้ได้ระดับเดียวกับอิตาลี มันเป็นการลงทุนที่ใหญ่ เราไม่ได้อยากเริ่มธุรกิจแบบนั้น แต่กระเป๋ามันมีความเป็นไปได้มากกว่า คือเรากำหนดไซซ์ที่เราอยากทำจริงๆ ได้เลย และมันเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ มันเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เราอยากให้เป็นได้มากกว่า เลยเป็นสิ่งที่เราแฮปปี้ที่จะออกแบบมัน”
ถึงอย่างนั้น ความรู้ที่ร่ำเรียนมาก็ใช่ว่าจะเสียเปล่า เตยบอกว่า ทุกสิ่งที่เรียนมา เธอได้ใช้กับการทำกระเป๋าด้วยกันทั้งนั้น “ทั้งเรื่องแพทเทิร์นการเย็บของการทำรองเท้า มันเป็นศาสตร์ที่ใกล้เคียงการทำกระเป๋ามาก แค่รองเท้ามันคำนวณเยอะมาก แต่เราจะรู้วิธีการเย็บ พับหนัง การดึงอันนั้นอันนี้ อะไรแบบนี้มันช่วยเราได้เยอะ”
“อย่างเราเรียนอินทีเรียมาก่อน แรกๆ เราเขียนกระเป๋า และวางดีไซน์อะไหล่ ด้วย CAD และ SketchUp แบบเดียวที่ใช้ตอนทำอินทีเรียเลย (หัวเราะ) ซึ่งเตยว่าศาสตร์อินทีเรียมันช่วยในการออกแบบกระเป๋าได้หลายอย่างมาก ทั้งเรื่องสัดส่วน การมองภาพรวมว่าอยากให้กระเป๋าออกมาเป็นยังไง ตำแหน่งการตัดเย็บ ดีเทลหน่วยมิลลิเมตรที่เล็กที่สุดของอะไหล่ จนถึงการวางโครงสร้างข้างในที่มีรายละเอียดมากมาย ซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่รู้ มันก็ช่วยให้เรามีความละเอียดในระหว่างทำมากๆ”
“เช่น กระเป๋านวมมวย เราจะทำให้มันปูด หรือนูนขึ้นมา เราก็ต้องทำเครื่องมือสุดพลิกแพลงและวัสดุบางอย่าง เพื่อให้ใส่เข้าไปข้างในแล้วกลายเป็นทรงแบบนวมจริงๆ คนข้างนอกเขามองอาจจะไม่เห็นหรอกว่าทำไมถึงทำได้ มันต้องผ่าออกมาเลย ถึงจะเห็นโครงสร้างกระเป๋า เพราะเราออกแบบกระเป๋าโดยคิดตั้งแต่การวางโครงสร้างเลย”
“กระเป๋าทรงกางเกงมวย เราก็ต้องขึ้นโครงเป็นของกางเกง และขากางเกงมันก็ต้องย้วยๆ ไม่ตรงทื่อ ซึ่งเราก็ต้องบิดตอนเย็บเพื่อให้ได้ฟีลขากางเกงมวยจริงๆ ที่มันเป็นจังหวะความพริ้วของผ้าต่วน เราคิดว่าดีเทลข้างในที่เราทำมันสิ่งที่การเรียนอินทีเรียช่วยได้เยอะ”
ถ้าลองสังเกตกระเป๋าแต่ละคอลเล็กชันของเตย สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ เตยมักจะชอบทำกระเป๋าที่ ‘เป็นทรง’ เธอย้อนอดีตให้เราฟังว่า กระเป๋าใบแรกที่เธอลองทำ คือกระเป๋าคลัชที่เวรี่อินทีเรีย เพราะมันมีความเป็นเหล็ก เป็นฉาก ผสมผสานกัน หรือครั้งหนึ่งตอนปี 2014 เธอก็เคยเอาไม้วีเนียร์มาทำเป็นแพทเทิร์นกระเป๋า และยังเคยทำกระเป๋าที่ให้อารมณ์แบบเสาโรมันก็เคยทำมาแล้ว!
“มันไม่ได้ว่าแบบ ฉันตั้งใจให้มันดูเป็นอินทีเรีย แต่มันอยู่ในตัวเราเฉยๆ มันเลยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติมั้งคะ” เตยว่าแบบนั้น
Thainess by NASHA
ถึงจะโด่งดังในต่างประเทศ แบรนด์เคยไป Paris Fashion Week หรือจะเคยเข้าตาบรรณาธิการใหญ่ในตำนานแห่ง Vogue Italia อย่าง Franca Sozzani ที่พาลูกสาวอย่าง Sara Sozzani Mino เข้ามาดูกระเป๋าถึงโชว์รูม แต่เตยก็ได้บอกกับเราว่า หนึ่งในเสน่ห์ของแบรนด์ที่เธออยากสื่อสารออกมา จริงๆ แล้วมันคือ ‘ความไทย’ แต่เป็นไทยในรูปแบบของ NASHA
“ความเป็นไทย มันอาจจะอยู่ในชีวิตประจำวันของคนก็ได้ มันอยู่กับสิ่งที่เราโตมา สิ่งที่เราเห็น ที่เรามีวัฒนธรรมและประสบการณ์ร่วมจากการเป็นคนไทย เราว่ามันเป็นอะไรที่มีความ authentic ไม่ปรุงแต่ง เราก็เลยจะชอบมองข้าวของเครื่องใช้แบบไทยๆ แล้วจินตนาการเป็นกระเป๋าในแบบของเรา”
ยกตัวอย่างตอนปี 2015 เธอคนนี้ก็เคยทำกระเป๋าไม้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากไม้ขีดไฟตราพญานาคที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน แต่หยิบเอามันมาทำเป็นกระเป๋าทรงกล่องไม้ขีดไฟ
“เรารู้สึกว่า การเอารูปทรงของข้าวของต่างๆ มาทำเป็นกระเป๋า มันเล่นกับความรู้สึกคนได้ค่อนข้างเยอะ มันจะแบบ อ้าว ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ เราชอบความเซอร์ไพรส์เวลาคนเห็นสิ่งๆ นึง มันอยู่ผิดที่ผิดทาง อย่างตอนคิดจะทำกระเป๋าทรงนวมมวย เราแค่เห็นพี่ชายเราต่อยมวยทุกวันผ่านทางไอจีสตอรี่ เห็นอยู่ได้ เห็นอยู่อย่างนั้น จนวันนึงก็คิดว่า ถ้าทำกระเป๋านวม มันน่าจะตลกดี”
ถึงรูปทรงจะสนุกแค่ไหน NASHA ก็ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของหนังเป็นอย่างมาก โดยในทุกใบจะเป็นหนังแท้ทั้งหมด มีทั้งหนังแพะจากฝรั่งเศสที่เป็นหนังฟอกฝาดพื้นผิวยูนีค และหนังวัวจากอิตาลี ประเทศที่รู้จริงเรื่องฟอกหนัง แต่ช่างฝีมือประจำแบรนด์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นช่างคนไทย ที่ตัดเย็บกับเธอด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก เพราะ “วิธีทำงานเราคล้ายกัน เราสเก็ตช์ส่งไป ก็ได้กระเป๋ากลับมาเลย มันรู้ใจกันเบอร์นั้น”
เธอแปลก ฉันแปลก เราจะแปลกไปด้วยกัน
เตยบอกว่าตัวเองเป็นคนตลกและแปลก เธอก็เลยคิดว่าลูกค้าที่ซื้อกระเป๋าของเธอ ก็เป็นคนตลกและแปลกด้วยเหมือนกัน
“เรามั่นใจในจุดยืน และมั่นหน้าประมาณนึง ถ้าคนจะมาวิจารณ์ตัวตนของเรา มันเป็นปัญหาของคนอื่น ไม่ใช่ปัญหาของเรา ถ้าถามว่าใครจะใช้กระเป๋าของเราบ้าง เราคิดว่าเราเป็นคนแปลกๆ แต่มันก็มีคนที่แปลกๆ แบบเราอีกมากมาย เราแค่ทำอะไรที่สปาร์กจอย และสนุกก็พอ”
“บางอย่างที่เราชอบมากๆ ตอนแรกเราก็จะคิดก่อนว่า คนอาจจะไม่ซื้อกันเยอะ เราเลยพยายามทำสีนิ่งๆ ที่คิดว่าใช้ง่ายออกมาด้วย พยายาม commercial ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ลูกค้าดันชอบสีที่เราคิดว่ายากที่สุดกัน เช่น สีเขียว-ชมพูนู้ดอ่อน หนังงูสีธรรมชาติ หรือสี Cactus เป็นสีที่ขายดีจนถึงทุกวันนี้ หรือคอลเลกชันที่เรารับทำงานเพนต์ ลูกค้าโหดมาก สั่งกระเป๋าทรงปิ่นโตหนังงูสีแดง เพนต์ลายเบญจรงค์!”
“หรืออย่างเราที่ชอบทำกระเป๋าใบเล็ก เพราะมันพอดีตัวเรามากกว่าใบใหญ่ๆ เราก็พบว่า ใบที่ขายดี ก็มักจะเป็นใบเล็กที่ใส่ของไม่ค่อยได้ทั้งนั้น”
แต่ถามว่าจะให้ยึดถือแค่ความเป็นตัวเอง โดยไม่สนการตลาดเลยมันก็ไม่ได้ เพราะการทำกระเป๋ามันก็คือการทำธุรกิจให้อยู่รอด เธอบอกว่า ต้องรับฟังเสียงของลูกค้า และเทรนด์โลกด้วย
“ทั้งงานดีไซน์ หรือการมองลูกค้า เราก็พยายามปรับตัวประมาณนึง ให้เราทำกระเป๋าคลัชตอนนี้ อาจไม่มีคนซื้อ หรือเทรนด์กระเป๋าใหญ่มา เราที่ทำกระเป๋าเล็กจะทำยังไงดี เราก็ต้องมองตรงนั้นด้วย เพราะแฟชั่นสุดท้ายก็คือธุรกิจ แต่กระเป๋าใหญ่ที่เป็นเรามันจะหน้าตาเป็นยังไง เราคำนึงตรงนั้นว่าอะไรที่ไม่ใช่แบรนด์เรา เราก็จะไม่ก้าวไปทำ เรามองการทำแบรนด์ดิ้งเหมือนวิ่งมาราธอน ไม่ใช่ได้ตังค์มาก็จบไปแบบฉาบฉวย เราต้องการยืนระยะแบรนด์มากกว่า”
ปัจจุบัน NASHA มีวางขายที่ Siam Paragon และ Club21 Siam Discovery และยังมีขายที่อิตาลี และฝรั่งเศสอีกด้วย
“จริงๆ เราไม่ได้มองขนาดนั้นว่า ต้องเจาะกลุ่มตลาดคนต่างชาติ เพียงแต่สิ่งที่เราทำมันค่อนข้าง niche เพื่อให้คนหลายๆ คนได้เห็นมากขึ้น เราเลยอยากเอาแบรนด์ไปให้คนหลายๆ ประเทศได้เห็น เพราะเราทำจากความชอบของเราจริงๆ”
“เตยเริ่มจากไปหาโชว์รูมก่อน แล้วไปหา representative ต่างๆ แล้วก็เอาไปขาย แล้วเราก็มีโอกาสเอาแบรนด์ไปโชว์ที่ Paris Fashion Week ทำให้ buyer มาสนใจ ทีนี้ก็ยาวมาจนถึงตอนนี้ อยู่มา 12.5 ปีแล้วค่ะ”
เคล็ดลับการทำธุรกิจที่ทำให้ NASHA อยู่มาได้นาน เตยบอกว่าไม่ได้มีอะไรหวือหวา แค่ต้อง “อดทนค่ะ (หัวเราะ) เพื่อสิ่งที่ชอบ เพราะถ้าไม่ทำสิ่งที่ชอบ จะทำไม่ได้ และทนไม่ได้”
“ต่อมาต้องมีความสู่รู้ เผือกไปทั่ว ดูนู่น ดูนี่ เกาะติดสถานการณ์ เข้าใจบริบทโลก อย่างเราเป็นดีไซเนอร์ที่ดูข่าว ดูเสวนาวิชาการ เพราะมันช่วยทำให้เราเข้าใจคน และเราจะรู้ว่า ออกกระเป๋ายังไงให้คนตกใจอย่างไร (หัวเราะ)”
“และสุดท้ายสกิลเอาตัวรอดสำคัญ ต้องพร้อมปรับตัว เวลามีสถานการณ์ฉุกเฉิน นี่แหละค่ะสิ่งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้” เจ้าของแบรนด์กระเป๋าสุดจี๊ดทิ้งท้าย
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- NASHA แบรนด์กระเป๋าไทยที่ใช้แล้ว “คนต้องทัก” ตั้งแต่ทรงนวมจนถึงปิ่นโต ที่พาเอาความเป็นไทยไปโลดแล่นใน Vogue Italia และ Paris Fashion Week
- Jonathan Anderson ชายผู้รันวงการแฟชั่นยุคใหม่ให้ไม่จำเจ กับ 11 ปีใน LOEWE และการชิมลางคอสตูมดีไซน์ให้กับหนังเควียร์ของ Luca Guadagnino
- แบบใหม่! ร้านขายเสื้อผ้าในจีน ให้คนจริงๆ มาใส่ชุดโชว์แทนหุ่นในร้าน จะได้เห็นกันชัดๆ ว่าคนใส่ออกมาแล้วเป็นยังไง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com