โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จัก ‘ค่าเงิน’ เงินแข็งค่า-เงินอ่อนค่า เป็นอย่างไร ส่งผลอะไรบ้าง ? พร้อมทริคจำ

Dek-D.com

อัพเดต 05 พ.ย. 2567 เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2567 เวลา 03.59 น. • DEK-D.com
เงินแข็งค่า-เงินอ่อนค่า เป็นอย่างไร ส่งผลอะไรบ้าง ?

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า‘เงินบาทแข็งค่า’ หรือ ‘เงินบาทอ่อนค่า’ ในข่าวเศรษฐกิจกันมาบ้างส่วนใครที่เป็นสายเที่ยว หรือช้อปปิ้งในต่างประเทศก็คงจะคุ้นเคยกับการแลกเปลี่ยนสกุลเงินกันเป็นอย่างดี วันนี้ คอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ จะพาไปทำความรู้จักกับ ‘ค่าเงิน’ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุน มาดูไปพร้อมกันว่า ปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมทริคจำ และแบบฝึกหัดท้ายบทความ!

สกุลเงินคืออะไร?

สกุลเงิน หมายถึงชื่อเรียกเงินตราที่มีใช้ในแต่ละประเทศสกุลเงินจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนเงิน การซื้อของหรือบริการระหว่างประเทศที่ใช้สกุลเงินต่างกันจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเป็นเกณฑ์ในการอ้างอิง

Note :โดยทั่วไปสกุลเงินจะมีหน่วยสกุลเงินย่อย ส่วนมากจะเป็นอัตราส่วน 1/100 ของสกุลเงินหลัก เช่น 100 สตางค์ = 1 บาท หรือ 100 เซนต์ = 1 ดอลลาร์ แต่บางสกุลเงินจะไม่มีหน่วยย่อย เช่น สกุลเงินเยน (¥) ทั้งนี้ หลายๆ ประเทศยกเลิกการใช้สกุลเงินย่อยไป เนื่องจากเงินเฟ้อ

ค่าเงินแข็ง - ค่าเงินอ่อน คืออะไร?

ก่อนอื่นน้องๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า ถ้าทุกประเทศใช้สกุลเงินเดียวกันทั้งโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือบาท ก็จะไม่มีกลไกการเปลี่ยนแปลงการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินเกิดขึ้น แต่เนื่องจากประเทศต่างๆ มีการทำมาค้าขายระหว่างกัน และแต่ละประเทศก็ใช้เงินคนละสกุล จึงต้องมีการปรับสกุลเงินของตัวเองให้อยู่ในสกุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

เช่น ผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่จะใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลางในการค้าขายกับต่างชาติ ดังนั้น ในการขายสินค้าจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนราคาขายจากสกุล “บาท” ไปเป็นสกุล “ดอลลาร์” เพื่อให้พูดคุยต่อรองค้าขายกันได้

ซึ่งอัตราที่เอาไว้ปรับมูลค่าสกุลเงิน เรียกว่า “อัตราแลกเปลี่ยน” เป็นอัตราส่วนที่เป็นการเปรียบเทียบค่าเงินของสกุลหนึ่งเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง เพื่อใช้ในการแปลงสกุลเงินนั่นเอง เพราะฉะนั้นเวลาที่เราได้ยินว่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่านั้น ต้องดูว่า “เทียบกับเงินสกุลอะไร?” เช่น เงินบาทอ่อนค่า เมื่อเทียบกับเงินยูโร เป็นต้น มาดูไปพร้อมกันว่าค่าเงินแข็งตัวและค่าเงินอ่อนตัว เป็นอย่างไร

ค่าเงินแข็งคือ มูลค่าของสกุลเงินหนึ่งแพงขึ้นเมื่อเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง

ตัวอย่างค่าเงินแข็ง :จากเดิมเงิน 35 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่วันนี้เงิน 34 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์ ดังนั้น เงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท

ค่าเงินอ่อนคือ มูลค่าของเงินสกุลหนึ่งมีค่าน้อยลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง

ตัวอย่างค่าเงินอ่อน :จากเดิมเงิน 35 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่วันนี้เงิน 36 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์ ดังนั้น เงินบาทจึงอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท

ทริคจำ

เงินบาทแข็งค่า = เงินเราแพงขึ้น เงินเขาถูกลง

เงินบาทอ่อนค่า = เงินเราถูกลง เงินเขาแพงขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินแข็งตัว หรืออ่อนตัว

เงินแต่ละสกุลมีลักษณะเหมือนสินค้าที่ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด ถ้าความต้องการมาก เงินสกุลนั้นก็จะแข็งค่าเป็นพิเศษ แต่ในทางกลับกันถ้าเงินสกุลไหนไม่เป็นที่ต้องการ ก็จะทำให้เงินอ่อนค่าได้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ค่าเงินของแต่ละประเทศสามารถแข็งค่าหรืออ่อนค่าได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ตัวอย่างเช่น กรณีเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หากมีความต้องการซื้อเงินบาทมากขึ้นโดยเอาเงินดอลลาร์สหรัฐมาขาย เงินบาทก็จะแพงขึ้น (แข็งค่าขึ้น)ในทางกลับกันหากมีความต้องการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นโดยเอาเงินบาทมาขาย เงินบาทก็จะถูกลง (อ่อนค่าลง)

โดยจะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบทำให้ความต้องการของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้

1. อัตราดอกเบี้ย

การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยมักทำให้ค่าเงินแข็งตัวเนื่องจากดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มความต้องการสกุลเงิน เพราะได้ผลตอบแทนดีขึ้น ในขณะที่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยมักทำให้ค่าเงินอ่อนตัว เนื่องจากลดความน่าสนใจในการลงทุน และเพิ่มความต้องการขายเงินตราในระบบเศรษฐกิจ เพราะได้ผลตอบแทนน้อยลง

2. ดุลการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น ถ้าประเทศไทยส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้า (เกินดุลการค้า)ไทยก็จะมีเงินต่างประเทศมากขึ้น และเงินจากต่างประเทศก็จะถูกแลกเป็นเงินบาท ทำให้ความต้องการเงินบาทมากขึ้นดังนั้นหากเกินดุลการค้าเงินก็จะแข็งค่า

ในทางกลับกันถ้าไทยนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก (ขาดดุลการค้า)ต้องใช้เงินชำระค่าสินค้านำเข้า เงินบาทก็จะถูกแลกเป็นเงินต่างประเทศ ทำให้ความต้องการเงินบาทลดลงดังนั้นเมื่อขาดดุลการค้า เงินก็จะอ่อนค่าลง

รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนเมื่อมีเงินทุนเข้ามาในประเทศมาก จะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นเนื่องจากความต้องการสกุลเงินของประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศมากจะทำให้ค่าเงินอ่อนลงเนื่องจากความต้องการสกุลเงินลดลง

3. นโยบานการเงินของธนาคารกลาง

ธนาคารกลางมีหน้าที่ควบคุมปริมาณเงินให้เหมาะสมกับปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ด้วยเครื่องมือ 2 อย่าง ประกอบด้วย

1) อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง (Required Reserve Ratio) คือ อัตราส่วนเงินฝากขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันไว้เป็นเงินสำรอง

เช่น ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นควรว่าต้องลดปริมาณเงินบาทในระบบ ก็จะเพิ่มสัดส่วนเงินสำรองขั้นต่ำ ทำให้เงินแข็งค่าในทางตรงกันข้ามถ้าลดสัดส่วนเงินสำรองขั้นต่ำ ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้เงินอ่อนค่า

2) การซื้อขายเงินบาทผ่านตลาดการเงิน ธนาคารกลางสามารถเพิ่มหรือลดปริมาณเงินในระบบได้ด้วยการซื้อขายเงินผ่านตลาดการเงิน

เช่น ในประเทศไทยหากต้องการลดปริมาณเงินบาทในระบบก็จะนำสกุลเงินต่างประเทศในคลังไปแลกเป็นเงินบาท (ซื้อเงินบาทด้วยเงินต่างชาติ)ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะลดลง เงินบาทจะแข็งค่าแต่ถ้าต้องการเพิ่มเงินบาทในระบบก็จะนำเงินบาทในคลังไปแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศ (ขายเงินบาทแลกกับสกุลเงินต่างชาติ) ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะเพิ่มขึ้น เงินบาทจะอ่อนค่า

4. เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเติบโตสูงและมีเสถียรภาพส่งผลให้ค่าเงินแข็งขึ้นเนื่องจากดึงดูดการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเกินดุลการค้าและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในทางกลับกันถ้าเศรษฐกิจที่อ่อนแอถดถอย การขาดดุลการค้า และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือการเมือง มักส่งผลให้ค่าเงินอ่อนลงเพราะนักลงทุนอาจสูญเสียความเชื่อมั่นและย้ายเงินทุนออกจากประเทศ

ค่าเงินแข็ง – ค่าเงินอ่อน ใครได้ ใครเสีย?

ค่าเงินในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงค่าเงินบาทเท่านั้น แต่การแข็งค่า หรืออ่อนค่าในทุกสกุลเงิน ย่อมมีผลกระทบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มากก็น้อย เรามาดูกันว่าผลกระทบจากทั้งการแข็งค่า และอ่อนค่าของสกุลเงินมีอะไรบ้าง?

“ผู้ได้ผลประโยชน์” จากค่าเงินแข็ง

  • ผู้นำเข้าและนักลงทุนเพราะสามารถนำสินค้า เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ อุปกรณ์ต่างๆ จากต่างประเทศได้ในต้นทุนที่ถูกลง
  • ผู้ที่มีหนี้ต่างประเทศเพราะทำให้มูลค่าของหนี้ลดลง เมื่อเทียบกับเงินในประเทศ ทำให้สามารถจ่ายหนี้ด้วยค่าเงินที่ต่ำลง
  • ผู้ที่ไปศึกษาต่อ หรือไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายจะน้อยลง
  • ประชาชนทั่วไปที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ สามารถซื้อได้ในราคาถูกลง

“ผู้ที่เสียผลประโยชน์” จากค่าเงินแข็ง

  • ผู้ส่งออกแม้ส่งออกของเท่าเดิม และจ่ายเงินเป็นสกุลเงินต่างประเทศเท่าเดิม แต่เมื่อนำรายได้มาแลกเป็นเงินในประเทศจะได้น้อยลง
  • ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวรับแลกสกุลเงินต่างประเทศเพราะสามารถแลกเป็นเงินในประเทศได้น้อยลง
  • ผู้ที่ทำงานในต่างประเทศ เพราะรายได้ที่หามาได้จากต่างประเทศ เมื่อโอนกลับหรือแลกเป็นสกุลเงินในประเทศลจะได้น้อยลง

“ผู้ได้ผลประโยชน์” จากค่าเงินอ่อน

  • ผู้ส่งออก เพราะสามารถนำรายได้จากการขายสินค้ามาแลกเป็นเงินในประเทศได้สูงขึ้น
  • ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวรับแลกสกุลเงินต่างประเทศเพราะสามารถนำมาแลกเป็นเงินในประเทศได้สูงขึ้นเช่นกัน
  • ผู้ที่ทำงานในต่างประเทศ เพราะรายได้ที่หามาได้จากต่างประเทศ เมื่อโอนกลับหรือแลกเป็นเงินในประเทศจะได้มูลค่าสูงขึ้น

“ผู้ที่เสียผลประโยชน์” จากค่าเงินอ่อน

  • ผู้นำเข้าและนักลงทุน เพราะจะทำให้ต้นทุนการซื้อสินค้า เช่น เครื่องจักร วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จากต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น
  • ผู้ที่มีหนี้ต่างประเทศเพราะต้องจ่ายหนี้ด้วยเงินซึ่งเป็นสกุลเงินในประเทศมากขึ้น
  • ผู้ที่ไปศึกษาต่อ หรือไปเที่ยวต่างประเทศเพราะจะมีค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น
  • ประชาชนทั่วไปที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ ต้องใช้เงินมากขึ้นในการนำไปแลกเป็นเงินต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ

เกร็ดความรู้ส่งท้าย

อัตราแลกเปลี่ยนยอดฮิต โดยส่วนใหญ่มักเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะเป็นสกุลเงินหลักของโลก เช่น

  • EUR : USD เงินยูโรเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น 1 EUR = 1.084 USD
  • USD : JPY เงินดอลลาร์สหรัฐฯเทียบเงินเยน เช่น 1 USD = 152.9 JPY
  • GBP : USD เงินปอนด์เทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น 1 GBP = 1.299 USD
  • USD : THB เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเงินบาท เช่น 1 USD = 33.68 THB

หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนกลางของตลาด ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2567

‘สกุลเงิน’ ที่ควรรู้ ก่อนแลกเงินไปเที่ยวต่างประเทศ

ประเทศ สกุลเงิน รหัสสกุลเงิน สัญลักษณ์ กัมพูชา เรียล KHR ៛ เกาหลีใต้ วอน KRW ₩ แคนาดา ดอลลาร์แคนาดา CAD C$ จีน หยวน CNY ¥ ญี่ปุ่น เยน JPY ¥ เดนมาร์ก โครเนอ DKK kr นิวซีแลนด์ ดอลลาร์นิวซีแลนด์ NZD NZ$ ฝรั่งเศส ยูโร EUR € พม่า จัต MMK K ฟิลิปปินส์ เปโซ PHP ₱ มาเลเซีย ริงกิต MYR RM ลาว กีบ LAK ₭ เวียดนาม ดอง VND ₫ สหรัฐอเมริกา ดอลลาร์สหรัฐ USD $ สิงคโปร์ ดอลลาร์สิงคโปร์ SGD S$ อังกฤษ ปอนด์ GBP £ ออสเตรเลีย ดอลลาร์ออสเตรเลีย AUD AU$ อินโดนีเซีย รูเปียห์ IDR Rp อินเดีย รูปี INR ₹ ฮ่องกง ดอลลาร์ฮ่องกง HKD HK$

มาทดสอบความรู้กัน!

ทำความเข้าใจเรื่องค่าเงิน และรู้ทริคการจำเงินแข็งค่า-เงินอ่อนค่ากันไปแล้ว มาลองทดสอบกันดีกว่าค่ะว่า น้องๆ เข้าใจเรื่อง ค่าเงิน กันมากน้อยแค่ไหน ถ้าพร้อมแล้วลุยเลย!

ถ้าประเทศไทยมีผลการดำเนินเศรษฐกิจที่เกินดุลการค้ามาก และมีความเชื่อมั่นจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ในเรื่องการลงทุนและการท่องเที่ยวแสดงว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ใดต่อไปนี้ (แนวข้อสอบสังคมศึกษา)

1. เงินบาทลอยตัว

2. เงินบาทแข็งค่าขึ้น

3. เงินบาทอ่อนค่าลง

4. เงินบาทคงที่อย่างมีเสถียรภาพ

5. เงินบาทแข็งค่าขึ้น และเงินบาทคงที่อย่างมีเสถียรภาพ

น้องๆ คิดว่าคำตอบข้อไหนถูกต้อง? พิมพ์มาในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ วิชาสังคมศึกษาฯ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...