“ไทย” จะเป็นประเทศ ‘พัฒนาแล้ว’ ถ้าเปลี่ยน 5 สิ่งนี้
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
“ผมเชื่อว่า…ถ้าผมพยายามหายใจไปอีก 15 ปี ผมน่าจะได้เห็นประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว”
คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินที่คร่ำหวอดในวงการตลาดทุนไทยมาหลายทศวรรษ
ไทย = ประเทศพัฒนาแล้ว ถ้าเปลี่ยน 5 สิ่ง ใน 15 ปี
“เราเสียเวลาไปเยอะมากแล้วจากประเทศที่เคยถูกคาดหวังว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียหรือเป็น“เสือตัวที่5 แห่งเอเชีย” ….ถึงตอนนี้เป็นที่ชัดเจนว่า‘ประเทศไทย’ คงไม่ได้เป็นเสือตัวที่6 และตัวที่7 …แต่ไทยต้องพยายามรักษาตำแหน่งเสือตัวที่8 ไว้ให้ได้” นี่คือความคาดหวังของคุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินที่คร่ำหวอดในวงการตลาดทุนไทยมาหลายทศวรรษ ที่บอกชัดกับ Wealth Me Up ว่า เขายังมีความหวังกับ “ประเทศไทย”
“ผมเชื่อว่า…ถ้าผมพยายามหายใจไปอีก15 ปีผมน่าจะได้เห็นประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว”
แต่จะทำอย่างไร?…ประเทศไทยจึงจะหลุดพ้นจาก “ภาวะขาลงและความเสื่อมถอยในทุกมิติ” พลิกฟื้นกลับมาเดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง และก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จภายใน 15 ปี
[Now] ประเทศไทยในวันนี้เป็นอย่างไร?
ในโลกที่มีการแข่งขันสูง Productivity หรือผลิตภาพ คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง หาก “ประเทศไทย” ต้องการแข่งขันในเวทีโลก
แต่ในความเป็นจริงวันนี้ Productivity ของประเทศไทย ซึ่งเทียบผลผลิตที่ได้กับปัจจัยผลิตที่ใช้นั้น มีการเพิ่มขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดย Productivity Improvement ของไทยต่ำมากๆ ในหลายภาคส่วน
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่คุณบรรยงหยิบยกขึ้นมาไฮไลท์ก็คือ ในยุครัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมที่ชื่อ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง มีการทำวิจัยพบว่า Productivity Improvement ของธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นคนไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยที่ใช้ปัจจัยการผลิตเหมือนกันทั้งในแง่ของแรงงานที่ดินและทรัพยากรต่างๆ
จึงทำให้เกิดคำถามว่า…อะไรคือ “ความต่าง” ใน “ความเหมือน”?
แม้จะใช้แรงงานและปัจจัยพื้นฐานการผลิตที่เหมือนกันแต่ความต่างคือ“ทุนและเทคโนโลยี” ของต่างชาติซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญมากที่ช่วยเพิ่มProductivity แต่ธุรกิจคนไทยกลับขาด2 สิ่งนั้น
Productivity ที่ตกต่ำของประเทศ คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัศมีความน่าสนใจของประเทศไทยในเวทีกำลังอ่อนแสงลงเรื่อยๆ ขีดความสามารถการแข่งขันของหลายภาคส่วนถดถอยลง ในขณะที่การคอร์รัปชันเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้คือปัญหาที่กัดกร่อนประเทศไทยในทุกมิติ
Productivity ที่ต่ำของประเทศไทย ผลประกอบการของกิจการที่ลงทุนที่ถดถอยลงเรื่อยๆ มีส่วนทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดทุนไทย เพราะนักลงทุนต่างชาติมีทางเลือกอื่นในประเทศอื่นที่ดีกว่าให้ลงทุน
คุณบรรยงอธิบายว่า “ในช่วง10 ปีที่ผ่านมาเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดทุนไทยแต่เป็นการค่อยๆซึมออกจากที่เคยถือ65% ของFree float ตอนนี้เหลือ37% โดย20% กว่าที่ไหลออกคิดเป็นมูลค่ากว่า2.2 ล้านล้านบาทปัจจุบันเหลือเงินของกองทุนประมาณ3.5-4 ล้านล้านบาท”
จากสถานการณ์เหล่านี้เอง…หลายคนจึงตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตหรือไม่?
คุณบรรยงมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในขณะนี้ยังไม่เข้านิยามของคำว่า “วิกฤต” เพราะวิกฤตต้องหมายถึง ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตติดลบถดถอยติดต่อกัน 2 ไตรมาส แต่สถานการณ์ของไทยในตอนนี้คือ เศรษฐกิจเติบโตช้า…
ปัจจุบัน ยังไม่มีปัจจัยใดที่ชี้ให้เห็นว่าไทยเกิดวิกฤตในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวม แม้ว่าจะมีปัญหาด้านอื่นๆ คนบางกลุ่มเริ่มเผชิญกับความถดถอย อาทิ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ ที่มีการเติบโตเริ่มติดลบ ซึ่งสิ่งนี้จะไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่จะนำไปสู่วิกฤตสังคมโดยง่าย
ซึ่งคุณบรรยงฟันธงว่า “ปัจจุบันไทยไม่ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแต่เสี่ยงเกิดวิกฤตสังคม”
ขณะเดียวกัน ก็ฉายภาพให้เห็นชัดถึงความแตกต่างระหว่างสถานการณ์ตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 และสถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน โดยอธิบายว่า ตอนเกิดวิกฤตปีพ.ศ. 2540 ไทยโชคดีมากที่ไม่เกิดวิกฤตสังคม เพราะคนไทยตกงานก็กลับไปสู่ภาคเกษตรกรรม กลับไปอยู่กับครอบครัว ซึ่งหลังจากช่วงวิกฤตดังกล่าว ภาคเกษตรกรรมของไทยก็เติบโตต่อเนื่องมานับทศวรรษ
ต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ภาคเกษตรกรรมก็ไม่ดี ขณะที่คนจนเมืองมีจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง การเปรียบเทียบกันในสังคม มีโอกาสทำให้เกิดปัญหาสังคมได้มากกว่า โดยเฉพาะหากมีการจุดประเด็นการเมืองเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือ ถ้าเกิดวิกฤตสังคมขึ้นมาก็เสี่ยงจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมาด้วย
ตอนนี้ไทยกำลังเกิดวิกฤตคนจนหรือเปล่า?
แม้ว่าสถานการณ์จะไม่ดีนัก แต่คุณบรรยงยังไม่เรียกสถานการณ์นี้ว่า “วิกฤต” แต่มองว่าเป็น “ภาวะชะงักงัน” ที่ทุกสิ่งทุกอย่างชะงักไปหมด
บางคนเรียกสถานการณ์แบบนี้ว่า “ภาวะต้มกบ…ไม่ตาย…แต่ไม่โต…
ซึ่งคุณบรรยงเตือนว่า “การไม่ตายไม่ใช่ไม่อันตราย เพราะรู้ตัวอีกที ก็ตายไปแล้ว” แต่ก็ยังมองในแง่ดีว่า ไทยยังมีโอกาสปลดปล่อยตัวเองออกจากภาวะต้มกบได้!
Thailand Next (Move)
จากปัญหาที่สั่งสมและกัดกินความแข็งแกร่งของประเทศ ทำให้ประเทศอ่อนแรงราวกับคนป่วยที่อาการทรุดลงเรื่อยๆ มานับสิบปี การกอบกู้และฟื้นฟู “ร่างพัง” ให้กลับมาเดินหน้าต่ออย่างแข็งแรงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่ภารกิจที่จะทำให้สำเร็จได้ในเร็ววัน
“ระยะสั้นแทบไม่มีทางเลยที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจแต่ก็มีโอกาสที่จะบรรเทาสถานการณ์ได้” คุณบรรยงบอกกับ Wealth Me Up พร้อมกับแนะนำ “5 ปัจจัยปลดล็อกประเทศไทย” เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่
1. ความเป็นประชาธิปไตย
2. แก้ระบบการศึกษา
3. ลดการคอร์รัปชัน
4. ความเป็นทุนนิยมที่ดี
5. มาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
โดยคุณบรรยงบอกว่า “5 ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและทั่วถึง” พร้อมกับขยายความรายละเอียดโดยเริ่มจากปัจจัยที่มองว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขและปรับปรุงปัจจัยอื่นๆ ให้เดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ความเป็นประชาธิปไตย
คุณบรรยงชี้ชัดว่า หากต้องการปลดล็อกประเทศไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว จะต้องเริ่มจาก “ประชาธิปไตย”
“ต้องแก้รัฐธรรมนูญเพราะพิสูจน์แล้วว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้มาตรฐานสากลรัฐธรรมนูญเป็นแกนหลักของทุกอย่างหลังจากทำแล้วก็ต้องทำทุกเรื่องต่อซึ่งทุกเรื่องทำยากเพราะถูกขัดขวางจากคนที่ได้ประโยชน์ในปัจจุบันที่เกรงว่าตัวเองจะเสียประโยชน์ที่เคยมีด้านประชาชนก็จะได้ประโยชน์อย่างช้าๆทำให้ไม่ได้รับรู้อย่างทันทีจึงไม่มีแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”
2. แก้ระบบการศึกษา
คุณบรรยงอธิบายว่า ระบบการศึกษาเป็นตัวอย่างของ “รัฐ” ที่ใหญ่เกินไป การศึกษาไทยยังเป็นระบบสังคมนิยมและรวมศูนย์ กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณปีละกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีงบประมาณมีงบประมาณปีละ 1.6 แสนล้านบาท รัฐเป็นผู้ให้บริการการศึกษาส่วนใหญ่ ทำให้สถาบันการศึกษาเอกชนอยู่ไม่ได้ และมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ เด็กไทยต้องเรียนโรงเรียนรัฐ หลักสูตรรัฐ
“ระบบราชการทำให้การแข่งขันการให้บริการทางการศึกษาเกิดขึ้นไม่ได้”
ลดรัฐ = ปลดล็อกระบบการศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย
หากต้องการลดบทบาทของรัฐก็จำเป็นต้อง “ลดรัฐ” ซึ่งทั่วโลกได้พิสูจน์ได้เห็นแล้วว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว รัฐมีบทบาทจำกัดเท่าที่จำเป็น เพราะหากรัฐเป็นผู้ผูกขาด (Monopoly) มีอำนาจในกิจการใดก็มักทำให้ Productivity Improvement ต่ำ นั่นก็เพราะการผูกขาด ไม่มีแรงกดดันให้องค์กรจำเป็นเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง เพราะไร้คู่แข่ง ด้วยเหตุนี้ ทั่วโลกจึงพยายาม “ลดรัฐ” ทั้งในแง่ของขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐ ที่ล้วนเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
ลด…ขนาด
คุณบรรยงอธิบายประเด็นนี้ว่า ปัจจุบัน งบประมาณของรัฐไทยคิดเป็น 24% ของรายได้ประชาชาติต่อปี ขณะที่งบประมาณของรัฐในยุโรปมีสัดส่วนประมาณ 50% แต่เมื่อเจาะลึกลงในรายละเอียดก็จะเห็นว่า 80% ของงบประมาณรัฐยุโรปเป็นสวัสดิการ แต่ 80% ของงบประมาณรัฐไทยเป็นงบการดำเนินงาน เช่น เงินเดือน ค่าใช้จ่ายประจำ
“งบประมาณรัฐไทยไหลเข้าไปสู่ภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพต่ำทำให้เกิดรั่วไหลได้ง่าย”
นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณของรัฐวิสาหกิจที่มีมากถึง 56 แห่ง ซึ่งมีงบประมาณรวมกันปีละ 6 ล้านล้านบาท หรือ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งคุณบรรยงกล่าวว่า มีปัจจัยเชิงประจักษ์ว่า รัฐวิสาหกิจของไทยเกือบทุกแห่งมีประสิทธิภาพและ Productivity ต่ำ!
ลดรัฐ = แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
แปรรูป ต้อง “ปฏิรูป”
เมื่อมีการปฏิรูป (Reform) ก็ต้องมี Redistribution หรือ การจัดสรรใหม่ ซึ่งชัดเจนว่า จะมีคนที่ได้น้อยลงและเสียประโยชน์ ส่วนประชากร 70 ล้านคนจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ได้คนละนิด และไม่รู้สึกทันที ทำให้มีคนสนับสนุนการปฏิรูปน้อย และคนที่เสียประโยชน์ก็จะลุกขึ้นมาต่อต้าน ทำให้เกิดการปฏิรูปได้ยาก เพราะใครๆ ก็ไม่ชอบ!
“การปฏิรูปแปรรูปรัฐวิสาหกิจนักการเมืองจะไม่ชอบเพราะสั่งรัฐวิสาหกิจไม่ได้อีกต่อไปข้าราชการประจำไม่ชอบเพราะจะมีอำนาจเหนือรัฐวิสาหกิจน้อยลงผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่ชอบเพราะการปฏิรูปเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทำให้งานหนักขึ้นคู่ค้ารัฐวิสาหกิจก็ไม่ชอบเพราะเดิมอาจเคยได้สัญญาง่ายๆมีความได้เปรียบ…
คนที่จะชอบคือประชาชนแต่ประชาชนกลับไม่เข้าใจเพราะไม่ได้ประโยชน์ทันทีแถมบางกลุ่มก็เข้าใจผิดและคัดค้านอีกต่างหากเช่นNGOs ให้นิยามการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่าขายชาติซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะความเป็นจริงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำให้องค์กรดีขึ้น”
แปรรูปรัฐวิสาหกิจ = เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร = เพิ่มความสามารถทำกำไร
คุณบรรยงได้ยกตัวอย่างกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ถูกโจมตีว่า คนไทยใช้น้ำมันราคาแพงปตท.ทำกำไรแสนล้านบาท
ในความเป็นจริง หากปตท. ไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะไม่มีวันทำกำไรได้นับแสนล้านบาทในวันนี้ ปัจจุบันรัฐยังถือหุ้นในปตท.ประมาณ 60% และนักลงทุนถือหุ้นประมาณ 40%
หรือกรณีของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สมัยที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็ขาดทุนปีละกว่าหมื่นล้านบาท แต่เมื่อออกจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ และหันมาบริหารแบบบริษัทเอกชน ก็มีความคล่องตัว มีความโปร่งใสมากขึ้น ทำให้มีกำไร 2.8 หมื่นล้านบาทในปี 2566
3. ลดการคอร์รัปชัน
“ต้องปฏิรูปกลไกเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน เพราะถ้าคอร์รัปชันน้อยลง คนก็ไม่อยากเป็นรัฐ แรงจูงใจที่คนอยากจะเป็นนักการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์ก็จะลดลง คนดีๆ ก็มีโอกาสเป็นนักการเมืองมากขึ้น”
ลดคอร์รัปชัน: ต่อต้าน + ปราบปราม
ต่อต้าน = พยายามไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน แต่หากเกิดแล้ว การปราบปรามก็ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
“เมื่อคอร์รัปชันเกิดขึ้นก็ต้องให้เห็นได้ง่ายสิ่งที่ต้องทำคือทำให้ข้อมูลโปร่งใสมากขึ้นต้องทำให้ความลับทางราชการเหลือน้อยที่สุดหรือไม่มีเลยซึ่งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้”
4. ทุนนิยมที่ดี
คุณบรรยงชี้ว่า “กำไรสูงสุด” ไม่ใช่คำที่ไม่ดี เพราะถ้ามีระบบที่สมบูรณ์ องค์กรจะทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อสร้างประโยชน์เท่านั้น คนจะจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่ได้ประโยชน์มากกว่าเงินที่จ่ายไป
“กำไรสูงสุดเป็นแรงจูงใจให้คนเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งเพิ่มนวัตกรรม และลดต้นทุน”
ขณะเดียวกัน คุณบรรยงยังพูดถึง “ตลาดทุนไทย” ว่า บางคนอาจรู้สึกว่า ตลาดทุนเป็นแหล่งของคนรวย มีแต่เรื่องเสื่อมถอย ซึ่งแม้จะมีเรื่องเสื่อมถอยจริงก็เป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น
“ในอดีตตลาดทุนมีประโยชน์มากมายถ้าไม่มีตลาดทุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอดีตที่สืบเนื่องจากการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ยากมากการที่มีตลาดทุนทำให้ภาคเอกชนลงทุนได้เยอะมากและขยายตัวได้ตลาดหุ้นไทยเรียกได้ว่าเป็นตลาดคุณภาพดีตลาดหนึ่งในบรรดาตลาดเกิดใหม่และช่วยระบบเศรษฐกิจไทยมายาวนานขณะที่Governance (ธรรมาภิบาล) ของไทยอยู่อันดับต้นๆของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ซึ่งมาจากแรงกดดันของนักลงทุนคุณภาพ”
ทุนนิยมที่ดี = คุณภาพของทุน
“ทุนต่างชาติเป็นทุนจำเป็นและเป็นทุนที่ดีและเป็นตัวผลักดันให้ธุรกิจไทยต้องพัฒนาตัวเอง”
คุณบรรยงชี้ว่า ทุนต่างชาติมีประโยชน์และถือว่าเป็นทุนที่มีคุณภาพ เนื่องจากต่างชาติจะลงทุนก็ต่อเมื่อกิจการของไทยที่ลงทุนสามารถแข่งขันได้ โดยนักลงทุนจะกดดันให้เทคโนโลยีที่ดี องค์กรต้องมีธรรมาภิบาล
5. มาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
จากการจัดอันดับดัชนีหลักนิติธรรม ( WSJ Rule of Law Index) พบว่า ไทยได้อันดับลดลงเรื่อยๆ จากอันดับ 50 เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาเป็นอันดับ 82 ของโลก จากทั้งหมด 142 ประเทศในปี 2566 ดังนั้น คุณบรรยงจึงมองว่า ไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
“ต้องมีการ“ปฏิรูปกฎหมาย” หรือ“ลดกฎหมาย” เพราะเมื่อมีกฎหมายน้อยลงรัฐก็จะเล็กลงเมื่อกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้นอำนาจของรัฐก็จะน้อยลง”
มาถึงจุดนี้ หลายคนอาจมองว่า ปัจจัยทั้ง 5 ข้างต้นเป็น “เรื่องใหญ่” เกิน “พลัง” ที่ประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่งจะทำได้ และตั้งคำถามว่า “คนธรรมดาแบบเราๆ จะช่วยปลดล็อก “ประเทศไทย” เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร?
คุณบรรยงให้คำแนะนำว่า “จงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”
“หน้าที่แรก คือ เพิ่ม Productivity ของตัวเอง ทำให้สามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าปัจจัยที่ใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเวลา หรือปัจจัยอื่นๆ… ไม่ต้องกลัวเลย เพราะผลผลิตที่เพิ่มขึ้นก็เป็นของเรา สร้างงานเพื่อตัวเรา และในที่สุด ประเทศก็ดีขึ้นด้วย โลกก็ดีขึ้นด้วย”
พร้อมหรือยัง? … ที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อผลักดัน Thailand Next (Move) ไปด้วยกัน!
บทสัมภาษณ์ คุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินที่คร่ำหวอดในวงการตลาดทุนไทยมาหลายทศวรรษ
สัมภาษณ์โดย เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลธ์ มี อัพ จำกัด
https://youtu.be/p148PnGzeiM?si=o6ZQ0R4AtjAfaoAF