โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'4 Kings' : เฉดสีหม่นๆ ของความทรงจำ 'ยุค 90' / คนมองหนัง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 มิ.ย. 2565 เวลา 08.03 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2565 เวลา 12.00 น.

คนมองหนัง

‘4 Kings’

: เฉดสีหม่นๆ ของความทรงจำ ‘ยุค 90’

เพิ่งดู “4 Kings” ภาพยนตร์ไทยที่กวาดรายได้ไปมากถึง 170 ล้านบาท ผ่านทางเน็ตฟลิกซ์

เมื่อดูจบก็ย้อนนึกไปถึงบรรยากาศของอุตสาหกรรมหนังไทยระหว่างทศวรรษ 2540-2550 ภายหลัง “คนโฆษณา” จำนวนหนึ่ง เข้ามาปฏิรูปฟื้นฟูวงการนี้ทั้งในแง่เนื้อหา-การผลิต-การแสวงหาที่ทางในตลาด/เทศกาลหนังต่างประเทศ

หลัง “ผลงานน้ำดียุคใหม่” ของคนจากแวดวงโฆษณายึดหัวหาดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยอยู่พักหนึ่ง ตลาดหนังบ้านเราก็ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้เล่นรายสำคัญๆ อย่าง “สหมงคลฟิล์ม” และ “พระนครฟิลม์” (ของจริงต้องวางการันต์ไว้เหนือ “ม”)

หลายคนหยามหยันว่าสภาวะเฟื่องฟูดังกล่าว คือการเติบโตด้านปริมาณ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยลงในเชิงคุณภาพ

บุคลากรกลุ่มหนึ่งที่มักถูกชี้นิ้วกล่าวโทษเป็นลำดับต้นๆ ก็คือ บรรดา “ตลกคาเฟ่” ที่โยกย้ายเวทีการแสดง จากสถานบันเทิงยามค่ำคืนและการเป็นองค์ประกอบย่อยๆ ของรายการวาไรตี้โชว์ในจอโทรทัศน์ มาสู่จอภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผม แม้อุตสาหกรรมหนังไทย ณ ห้วงเวลานั้น จะมีผลงานคุณภาพดีปะปนกับผลงานคุณภาพแย่ มีคนทำหนังเก่งๆ พอๆ กับคนทำหนังไม่ได้เรื่อง

ทว่า เรื่องเล่าที่ได้รับการถ่ายทอดออกมากลับเต็มไปด้วยรสชาติอันรุ่มรวย เพราะผลงานส่วนใหญ่ที่มีหน้าฉากเป็นหนังตลก-หนังผี-หนังบู๊ นั้นได้ซุกซ่อนประเด็นทางสังคม-วัฒนธรรมที่น่าสนใจเอาไว้มากมายตามรายทาง ไม่ว่าตัวคนทำหนังจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เช่นเดียวกับ “4 Kings” ซึ่งหากพิจารณาคุณภาพในเชิงภาพยนตร์แล้ว หนังเรื่องนี้ก็มีงานด้านโปรดักชั่นและโพสต์โปรดักชั่นที่ไม่ขี้เหร่ นักแสดงนำหลายคนทำหน้าที่ได้ดี แต่มีปัญหาใหญ่อยู่ตรงเรื่องบทและการลำดับภาพ

กระนั้นก็ตาม จุดโดดเด่นสุดของหนังคือการเลือกย้อนกลับไปรำลึกเรื่องราว “ยุค 90” ผ่านวิถีชีวิตของเด็กช่างกล/อาชีวะกลุ่มหนึ่ง

ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อบันเทิงไทยแทบไม่เคยนำเสนอมาก่อน

“ยุค 90” คือยุคทองในอดีต คือความทรงจำชวนฝันและน่าหลงใหล คือโลกใบเก่าที่ถูกเก็บเอาไว้เพื่อใช้หลบหนีจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ของคนวัย 30 ปลายๆ ไปจนถึง 50 กว่าๆ หลายคน

แต่เอาเข้าจริงนิยามของ “ยุค 90” ก็มีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง

เช่น บางคนอาจผูก “ยุค 90” เข้ากับกระแสดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ (ร็อก) ตั้งแต่การแจ้งเกิดของวงโมเดิร์นด็อก ไปจนถึงการถือกำเนิดของค่ายเพลงอินดี้จำนวนมหาศาลก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540

แต่บางคนอาจโหยหา “ยุค 90” ผ่านเพลงฮิตในยุครุ่งเรืองของค่ายเมนสตรีมอย่าง “แกรมมี่-อาร์เอส”

บางคนอาจคิดถึง “ดารายุค 90” ที่มีบรรทัดฐานความสวย-ความหล่อคนละชุดกับดารายุคใหม่

หรือบางคนอาจผูกพันกับ “ยุค 90” ผ่านวัตถุสิ่งของบางอย่าง เช่น เทปคาสเส็ต แผ่นซีดี ม้วนวิดีโอ โทรทัศน์ ตลอดจนนิตยสารบันเทิงหลายหัวหลากหมวดหมู่

ขณะเดียวกัน ความทรงจำ “ยุค 90” ก็ดูจะมีอิทธิพลต่อกลุ่มคนที่เคยเรียนหนังสือในสาย “อาชีวะ-ช่างกล” อยู่มากพอสมควร

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตรียูเนียนของวง “แอร์เฮด” หนึ่งในวงดนตรีแนวอัลเทอร์ฯ ยุคต้น 2540

ภาพลักษณ์ของแอร์เฮดในการรับรู้ของผมสมัยเรียนหนังสือชั้นมัธยมปลาย คือการเป็นวงดนตรีหรูรวย แต่งเพลงเพราะทำดนตรีเนี้ยบ แถมยังได้สมาชิกจากวง “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” (วงดนตรีของเด็กหนุ่มรสนิยมสูง-มีฐานะ) มาเป็นโปรดิวเซอร์และแต่งเพลงให้อีก

อย่างไรก็ดี แฟนเพลงกลุ่มแรกๆ ที่นักร้องนำวงแอร์เฮดกล่าวรำลึกถึงบนเวทีกลับกลายเป็นบรรดาแฟนๆ ที่เรียน ปวช. สมัยพวกเขาออกอัลบั้มชุดแรก (และชุดเดียว) ส่วนสถานที่เล่นดนตรีในความทรงจำของเขา นั้นได้แก่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า (ซึ่งในยุคหนึ่ง จะมีวัยรุ่นขาโจ๋มาฮึ่มๆ ใส่กันทุกวันเสาร์ ระหว่างการถ่ายทอดสดรายการเจ็ดสีคอนเสิร์ตจากชั้นบนสุดของห้าง)

นอกจากนั้น ถ้าลองเข้าไปสำรวจกลุ่ม/กรุ๊ปแนวถวิลหาอดีตยุค 90 ที่มีอยู่หลายกลุ่มในเฟซบุ๊ก เราก็จะพบว่าแอดมินกลุ่มหรือคนจำนวนมากในกลุ่ม มักเรียนหนังสือสายอาชีวะมาก่อน (รับรู้ได้จากการโพสต์เล่าประสบการณ์ของพวกเขา)

ผมไม่แน่ใจว่าทำไมอดีตวัยรุ่นที่เคยเรียนสายอาชีวะจึงมีความกระตือรือร้นกับการรื้อฟื้นความทรงจำ “ยุค 90” มากเป็นพิเศษ? แต่อย่างน้อย สภาวะดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่ช่วยพิสูจน์ยืนยันว่าหนังเรื่อง “4 Kings” มิได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างผิดที่ผิดทาง

ตรงกันข้าม นี่คือภาพยนตร์ไทยที่มีลูกค้า-กลุ่มเป้าหมายหลักชัดเจน จนไม่น่าแปลกใจที่หนังจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านรายได้

ผมค่อนข้างชอบน้ำเสียงของการเล่าเรื่อง และจุดยืนของเรื่องเล่าที่ปรากฏอยู่ในหนังไทยเรื่องนี้มากพอสมควร

ถ้าหนังไทยเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อนอย่าง “2499 อันธพาลครองเมือง” มีจุดเด่นอยู่ตรงการพยายามย้อนรำลึกอดีตอันงดงาม (ที่เพิ่งสร้าง) และการสร้างภาพความเป็นฮีโร่ให้แก่กลุ่มตัวละครวัยรุ่นยุคกึ่งพุทธกาล ซึ่งเลือกเดินบนเส้นทาง “นอกกฎหมาย”

หนังไทยร่วมสมัยอย่าง “4 Kings” กลับวาดภาพตัวละครนำ (ที่มีศักยภาพจะเป็นตัวละครเท่ๆ ประเภท “แดง-ปุ๊-ดำ-แหลมสิงห์” ได้) ให้เป็นเพียง “(อดีต) เด็กวัยรุ่นชายขอบ” ของสังคมเมือง ที่สับสน เต็มไปด้วยบาดแผล จะรำลึกอดีตก็มีแง่มุมเจ็บปวด จะอยู่กับปัจจุบันและมองไปสู่อนาคตก็หดหู่สิ้นหวัง

ผมยังชอบที่คนทำหนังไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตของ “เด็กช่างกล” ด้วยสายตาแบบนักสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา ซึ่งเข้าไปสร้างคำอธิบายอันเป็นระบบระเบียบให้กับประสบการณ์และความทรงจำของ “วัยรุ่นยุค 90” กลุ่มนี้

หรือพยายามจะวิเคราะห์บริบททางสังคมและภูมิหลังของปัญหาว่า ทำไมช่วงหนึ่ง “เด็กช่างกล” จึงตีกันอุตลุด? แล้วพอถึงยุคนี้ ทำไมบรรยากาศการตีรันฟันแทงจึงเจือจางลงไป?

“4 Kings” เพียงแค่มุ่งมั่นเล่าเรื่องราวจากมุมของ “คนใน” ที่เคยบ้าระห่ำ งุนงง พลั้งพลาด อธิบายตัวเองไม่ได้ ตอบคำถามคนอื่นไม่ออก และค่อยๆ เติบโตกลายมาเป็นชายวัยกลางคนที่ไร้พลัง รู้สึกผิดบาป และมีวิธีคิดค่อนไปทางอนุรักษนิยม

คนดูจำนวนหนึ่งติดใจกับกระบวนการคัดเลือกนักแสดงของ “4 Kings” ว่าเป็นการเอาดารา-นักร้องอายุเยอะมาสวมบทบาทเด็กวัยรุ่นอายุไม่ถึง 20 ปี (นักแสดงนำบางรายต้องแบกอายุตัวละครเกินสองทศวรรษ)

แต่อย่างที่เคยเขียนไปในไม่กี่ย่อหน้าก่อนว่ามาตรฐาน “ความหล่อ-ความสวย” ของดารา-วัยรุ่น “ยุค 90” กับยุคปัจจุบัน นั้นแตกต่างกันลิบลับ

ดาราชายวัยรุ่น ณ ทศวรรษ 2560 จึงไม่ได้มีภาพลักษณ์-บุคลิกที่ต้องตรงกับการเป็น “เด็กอาชีวะยุค 90” สักเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้ การนำเอา “คนยุค 90” หรือ “คนหลังยุค 90 เล็กน้อย” มารับบท “วัยรุ่นยุค 90” จึงอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

ที่น่าประทับใจคือการคัดเลือกนักแสดงหญิงทั้งรุ่นแม่และรุ่นสาวที่ต่างมีสีหน้าแววตาแนวอมทุกข์ทั้งหมด สอดคล้องกับประเด็นหลักข้อหนึ่งของหนัง ซึ่งบ่งชี้ว่า “แม่” คือคนที่ต้องแบกรับปัญหาต่างๆ ของครอบครัวเอาไว้

กระทั่ง “สุกัญญา มิเกล” ซึ่งมารับบทเป็นคุณแม่ (เลี้ยงเดี่ยว?) ที่มองโลกในแง่ดี-มีความสุขมากกว่าแม่คนอื่นๆ ก็ยังมีบุคลิกคล้ายคนที่เก็บงำความทุกข์สาหัสบางอย่างอยู่ในใจ ก่อนที่อารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวจะทะลักล้นออกมาตอนช่วงท้ายของภาพยนตร์

มีผู้ตั้งข้อสังเกตอีกว่าหนังมีบาดแผลใหญ่ๆ อยู่ประการหนึ่ง นั่นคือการให้ข้อมูล (ผิด) ว่าตัวละครลูกสาวของ “เด็กอาชีวะยุค 90” ที่เกิดเมื่อประมาณปี 2539 นั้น ได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กนักเรียนมัธยมในห้วงเวลาปัจจุบันของหนัง (ซึ่งน่าจะอยู่ในทศวรรษ 2560) ทั้งๆ ที่เธอควรมีอายุเกิน 20 ปีไปแล้ว

ระหว่างดูหนัง ผมรู้สึกเอะใจกับตัวละครรายนี้อยู่เหมือนกันว่าเธอแลดูทุกข์ตรมและกร้านโลกเกินกว่าเด็กสาว ม.ปลายทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ผมกลับตีความว่าตัวละครหญิงที่ไม่มีความสมจริงด้านอายุผู้นี้ อาจช่วยส่องสะท้อนถึงความนึกคิด-ความวิตกกังวลที่โลดแล่นอยู่ภายในใจของ “คนรุ่นพ่อ” ที่กดดันตนเองว่าต้องปกป้องคุ้มครอง “ลูกสาว (เพื่อน)” หรือ “เด็กน้อยในอุปการะ” ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง (แม้เธอมีอายุมากพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว)

ยิ่งเมื่อ “คนเป็นแม่” (และ “เมีย”) ได้ทยอยล้มตายและหายสาบสูญไปจากโลกอันชำรุดผุพังของผู้ชายวัยขึ้นต้นด้วยเลข 4 กลุ่มนี้ ชีวิตที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึงของพวกเขา ก็ยิ่งต้องผูกมัดกับความผิดพลาด-พันธกิจค้างคาแต่หนหลังหนักแน่นขึ้น

เหตุการณ์ช่วงเปิด-ปิดเรื่องใน “4 Kings” จึงเป็นเหมือนฝันร้ายและเหตุผลข้อสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก่อตัวขึ้นจากความหวาดกลัว-หวั่นไหวของผู้ชายวัยกลางคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหมดแรงจะไปไล่ต่อยตียิงฟันกับใครแล้วในปัจจุบัน หมดอารมณ์จะโหยหาอดีต

และหมดใจจะวาดหวังถึงอนาคตที่ดีกว่า •

ตัวอย่างภาพยนตร์ 4 KINGS

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...