โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อาชาบำบัด” พลังแห่งการฟื้นฟูศักยภาพเด็กพิเศษ สมาธิสั้น และผู้ป่วยซึมเศร้า

นิตยสารคิด

อัพเดต 03 มี.ค. 2567 เวลา 21.40 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2567 เวลา 21.40 น.
hippotherapy-cover

ใต้ร่มเงาจามจุรียักษ์ที่หยั่งรากลึกมานานนับร้อยปี ภายในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง “ต้นจามจุรียักษ์” ของอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มี “ลุงยอด” ม้าหนุ่มใหญ่ลูกครึ่งไทย-เทศวัย 13 ปียืนเลาะเล็มหญ้าอย่างเพลินใจ ก่อนที่เด็กชายตัวน้อยจะขึ้นขี่หลังลุงยอด โดยมีทีมทหารม้าคอยดูแลเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาทีบนหลังม้า กลับเป็นช่วงเวลาที่เด็กน้อยได้รับการฝึกฝนสมาธิและบำบัดอาการติดมือถือโดยไม่รู้ตัว

ลุงยอดรับใช้กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก มานานเกือบเท่าอายุของมัน “ลุงเคยเป็นม้าดีดกระโหลกที่ไม่ยอมลงให้ใครง่าย ๆ มาก่อน กว่าจะนิ่งสงบและใจเย็นอย่างที่เห็น มันผ่านการฝึกมาหลายปีแล้ว” พันตรี วาทิต ภู่บุบผา หรือ “ผู้พันออฟ” หัวหน้าแผนกสัตวบาล กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 เล่าให้ฟังระหว่างชงกาแฟดริปด้วยเครื่องชงกาแฟอย่างพิถีพิถัน

พันตรี วาทิต ภู่บุบผา หรือ “ผู้พันออฟ”

นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เป็นต้นมา ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ กองการสัตว์ฯ ได้จัดให้มีบริการขี่ม้าท่านละ 50 บาท โดยมีผู้พันออฟอาสาเปิดร้านกาแฟดริปในสไตล์แคมป์ปิงคอยให้บริการอยู่ใกล้กัน กิจกรรมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการอาชาบำบัด ร่วมกับโรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี

“จริง ๆ แล้วอาชาบำบัดเป็นโครงการที่มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยทางโรงพยาบาลฯ จะทำหน้าที่คัดกรองเด็กพิเศษเข้าร่วมโครงการของเรา มีการแบ่งออกเป็นเด็กที่มีสมาธิสั้นและใจร้อน อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กที่มีความพิการทางร่างกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือระบบประสาท เด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราจึงออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับเด็ก ๆ เพื่อให้เขาได้พัฒนาตัวเองอย่างเหมาะสม”

ปัจจุบันโครงการอาชาบำบัดจัดกิจกรรมให้กับเด็กพิเศษและเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นมาแล้วถึง 17 รุ่น โดยเว้นวรรคในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ราว 3-4 ปี ก่อนจะเปิดตัวโครงการอาชาบำบัดรุ่นที่ 18 อีกครั้งในเดือนเมษายนปีนี้ รวมถึงวางแผนที่จะเปิดอบรมนักเรียนขี่ม้ารุ่นที่ 2 ของปีในช่วงเดือนตุลาคม 2567

“เนื่องจากความต้องการของผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้น เราจึงเปิดโครงการอาชาบำบัดปีละ 2 รุ่น ซึ่งจะตรงกับช่วงปิดเทอมของน้อง ๆ พอดี ที่ผ่านมาเรามีน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่อายุ 7 ขวบขึ้นไป และไม่จำกัดเพดานอายุ เพราะเด็กพิเศษบางคนอายุ 32-33 ปี ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมอาชาบำบัดได้เช่นกัน โดยครูฝึกของเราจะคัดเลือกม้าสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสรีระของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับท่วงท่าและการเคลื่อนไหวให้เข้ากับม้าได้อย่างถนัดถนี่ เพราะอาชาบำบัดเป็นศาสตร์และศิลป์ในการเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันระหว่างคนกับม้า ทุกท่วงท่าและการเคลื่อนไหวต้องสอดประสานเข้าด้วยกัน เพราะหลักการขี่ม้าคือสองหัวใจต้องรวมเป็นดวงเดียว”

จากชัยชนะของผู้ป่วยโปลิโอ สู่ความสำเร็จของ “อาชาบำบัด” ทั่วโลก
ศาสตร์การบำบัดด้วยม้าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้รับการจดบันทึกครั้งแรกในยุคกรีกโบราณโดยฮิปโปเครติส (Hippocrates) หรือ “บิดาแห่งการแพทย์” เมื่อราว 460-377 ปีก่อนคริสตกาล

ฮิปโปเครติสได้กล่าวถึง “การออกกำลังกายตามธรรมชาติด้วยการขี่ม้า” (Natural Exercise) ก่อนที่การบำบัดด้วยม้าจะได้รับการจดบันทึกทางการแพทย์และวิชาการโดยทิสโซ่ต์แห่งฝรั่งเศส (Tissot of France) ในปี 1780 ลงในหนังสือชื่อ Medical and Surgical Gymnastics ที่กล่าวว่า “การขี่ม้าเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์อย่างมาก” ซึ่งเขาก็เป็นคนแรกที่บรรยายถึงข้อห้ามในการขี่ม้าที่มากเกินพอดี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกายของคนเราเช่นกัน

การค้นพบอันน่าทึ่งที่เปลี่ยนความคิดของผู้คนทั่วโลกไปตลอดกาล เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ หลังจากที่ ลิส ฮาร์เทล (Lis Hartel) ได้รับเหรียญเงินจากกีฬาขี่ม้า และประกาศให้โลกรู้ว่า การขี่ม้าช่วยให้เธอหายจากอาการอัมพาตใต้เข่าถาวรจากการติดเชื้อโปลิโอได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องราวของลิสทำให้เกิด “ศูนย์ขี่ม้าบำบัด” (Therapeutic Riding Centers) แพร่หลายไปทั่วยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1960 และในทศวรรษเดียวกัน ม้าก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกายภาพบำบัดในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย โดยมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “Hippotherapy”

อาชาบำบัดหรือ “ฮิบโปเทอราปี” เป็นศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายโดยใช้ม้า เพื่อช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก ช่วยให้คนฝึกการทรงตัวและการปรับท่วงท่าบนหลังม้าได้อย่างสง่างาม อาชาบำบัดยังได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อประสานการทำงานกันอย่างสมดุล สามารถควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า อาชาบัดมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เด็ก ๆ หลายคนหายจากอาการบาดเจ็บ เพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง

นอกจากนี้ ศาสตร์การบำบัดด้วยม้ายังได้รับการพัฒนาให้สามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการจิตเวช ระบบประสาท หรือผู้ที่ใช้สารเสพติดจนสมองบางส่วนถูกทำลายที่เรียกว่า “Equine-Assisted Psychotherapy” (EAP) การรักษาแนวนี้จะใช้วิธีบำบัดด้วยม้าควบคู่กับการพูดคุย (Talk Therapy) โดยการขี่ม้าจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น และจิตใจอ่อนโยนขึ้นด้วย

อาชาบำบัดจึงเป็นศาสตร์การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Assisted Therapy หรือ AAT) ที่มีมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยส่วนใหญ่นำมาใช้รักษาในกลุ่มเด็กที่มีภาวะโรคสมาธิสั้น ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และภาวะโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy หรือ CP) โรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ผลการศึกษายังพบว่า การบำบัดด้วยสัตว์ส่งผลดีต่ออารมณ์และความวิตกกังวล ความเครียด ภาวะซึมเศร้า กลุ่มอาการ Eating Disorder หรือผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะ PTSD (Post-traumatic stress disorder) หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางใจหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจหรือความรุนแรงต่าง ๆ และผู้ที่ใช้สารเสพติด

นอกจากนี้ การวิจัยเบื้องต้นยังบ่งชี้ว่า การบำบัดด้วยสัตว์หลายชนิดมีส่วนช่วยลดความดันโลหิต หัวใจ และปอด ช่วยให้เด็กพิเศษปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น เพิ่มแรงจูงใจในการฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยบางรายลดการใช้ยารักษาโรคได้อีกด้วย

ปัจจุบัน AAT ได้รับการยอมรับว่า เป็นการบำบัดฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเพื่อช่วยปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย อารมณ์ การรับรู้ และการเข้าสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ AAT เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่ได้รับความนิยมในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วโลก แม้จะมีข้อกังวลจากคนรักสัตว์เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ที่ใช้ในการบำบัด แต่การบำบัดด้วยสัตว์ก็ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของ AAT ในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ในอนาคต

อาชาบำบัดในค่ายทหาร และพัฒนาการอันน่าทึ่งของเด็ก
“เราจะเปิดให้คนทั่วไปและน้อง ๆ ได้ทดลองขี่ม้าคนละ 2 รอบ พออากาศเริ่มร้อน เราจะนำม้ากลับไปพัก เพื่อให้เขาหายเหนื่อยและคลายร้อน เราต้องดูแลสุขภาพและความสุขของม้าด้วยเช่นกัน”

ผู้พันออฟเล่าให้ฟังถึงภารกิจพิเศษของอาชาบำบัดในวันหยุดพักผ่อน โดยม้าที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดจะต้องมีอายุ 9-10 ปีขึ้นไป หากเปรียบกับชีวิตของคนเราก็จะมีอายุราว 35-40 ปี และม้าที่จะขึ้นขี่หลังได้ต้องมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้กระดูกและโครงสร้างต่าง ๆ ของร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ ลดอาการบาดเจ็บ และป้องกันสรีระที่ผิดเพี้ยนของพวกมัน

“อย่างม้าที่เราใช้ฝึกในโครงการอาชาบำบัดก็จะมีขนาดตัวไม่ใหญ่มาก จะเห็นว่าลุงยอดสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ขณะที่ม้าเทศจะมีความสูงได้ถึง 175-180 เซนติเมตร รวมถึงน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดจะฝึกทั้งหมด 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เริ่มจากการฝึกสมาธิ วอร์มร่างกาย ละลายพฤติกรรม จากนั้นเราจะพาน้อง ๆ ไปฝึกสมดุลการเดินและฝึกทรงตัวบนถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ผูกเชือกไว้กับต้นไม้ที่มีความคล้ายคลึงกับการขี่ม้า เพราะเด็กบางคนจะกลัวเวลาที่ขาลอยจากพื้น รวมถึงเราจะฝึกฝนให้น้อง ๆ รู้จักการรอคอย เพราะรุ่นหนึ่ง เรารับนักเรียนอยู่ที่ 7-8 คน น้อง ๆ ก็ต้องรอเวลาที่เพื่อนกำลังฝึกฝนการทรงตัวบนถังน้ำมัน”

หลังจากที่เด็ก ๆ ปรับตัวเข้ากับการทรงตัวบนถังจำลองได้ดีระดับหนึ่ง ครูฝึกจะพาพวกเขาไปสัมผัสกับม้าเพื่อสร้างความคุ้นเคย สอนให้เข้าใจพฤติกรรมของม้าและการให้รางวัลด้วยการลูบแผงคอม้า ก่อนจะฝึกขี่ม้าตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นตอนการขี่ม้าด้วยตัวเอง โดยเด็กหนึ่งคนจะมีครูฝึกถึง 3 คนที่มีความรู้และประสบการณ์คอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

“ระหว่างการฝึกเราจะมีการประเมินน้อง ๆ เป็นระยะ โดยครูฝึก หมอ นักกายภาพบำบัด และผู้ปกครอง เด็กบางคนเรียนจบแล้วอยากจะเรียนขี่ม้าต่อเลยก็มี เพราะเขารู้สึกผูกพันกับม้า แล้วเราก็เห็นพัฒนาการน้อง ๆ ไปในทางที่ดีขึ้น เขากล้าเข้าสังคมและมั่นใจมากขึ้น มีน้องคนหนึ่งที่ผมประทับใจมากเป็นเด็กพิเศษอายุ 7 ขวบที่ไม่เคยพูดเลยแม้แต่คำเดียว แต่หลังจากเข้าร่วมอาชาบำบัดเขากลับไปบ้านก็พูดขึ้นมาว่า “หิว” เพียงคําเดียวทำให้พ่อแม่มีความสุขมากมาย ผมก็ตื้นตันไปด้วยรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อน้อง ๆ และครอบครัว”

เด็กพิเศษอีกหนึ่งคนที่ยังตราตรึงในความทรงจำของผู้พันออฟ เป็นเด็กชายที่เริ่มฝึกขี่ม้าตั้งแต่อายุราว 7-8 ปี จนถึงวันนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีความสุขกับการขี่ม้า เพราะอาชาบำบัดได้เปลี่ยนเด็กสมาธิสั้น ฉุนเฉียวง่าย ให้กลายเป็นเด็กใจเย็น มีสมาธิ และเชื่อฟังพ่อแม่มากขึ้น

“เด็กทุกคนที่เข้าร่วมโครงการทำให้ผมประทับใจและตื้นตันใจแทบทุกครั้ง ทุกวันที่ฝึกจบเราจะเห็นพ่อแม่มีรอยยิ้ม ลูกมีรอยยิ้ม เด็กอยากกลับมาฝึกขี่ม้าต่อ น้อง ๆ มีความสุขและผ่อนคลาย ไม่จับมือถือ ไม่ก้าวร้าว ไม่สมาธิสั้น จากวันแรก ๆ ที่เข้าร่วมโครงการผมรู้สึกสงสารน้อง ๆ ที่เกิดมามีความผิดปกติ แล้วผมก็เห็นใจคนเป็นพ่อแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาทุ่มเทความรักและเสียสละเพื่อลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข

“ทุกวันนี้ ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นการทำงานอีกต่อไป แต่มันเป็นสิ่งที่เรารัก โครงการอาชาบำบัดไม่ได้บำบัดแค่เด็ก ๆ เท่านั้น แต่เป็นการเยียวยาจิตใจของครอบครัวและครูฝึกก็มีความสุขเช่นกัน รางวัลที่เราได้รับคือ รอยยิ้มของเด็กและผู้ปกครอง มันเป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้เลยจริง ๆ”

ปัจจุบัน ผู้พันออฟและครูฝึกในโครงการ “อาชาบำบัด” กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ยังคงเฝ้ารอที่จะฟื้นฟูดูแลเด็กรุ่นต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เพราะ “ม้า” ไม่เพียงบำบัดเด็กที่มีความพิเศษเท่านั้น หากแต่ม้าเช่น “ลุงยอด” ก็ได้บำบัดจิตใจของผู้ปกครองและเหล่าครูฝึกม้าด้วยเช่นกัน

เรื่องและภาพ : รัสรินทร์ สุนทรกมลรัศมิ์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

มศว เปิดรับสมัคร TCAS รอบ 2 โควตา ปี 2569 สมัครได้ถึง 31 มีนาคม

Eduzones

ครูจวง ห่วงคอนเสิร์ต SEVENTEEN ชนวันสอบ A-Level หวั่นกระทบการจราจร-สมาธินักเรียน

Eduzones

Number One หนังเกาหลีที่จะทำให้คุณอยากกลับไปกินข้าวกับแม่

กรุงเทพธุรกิจ

โมเมนต์สุดน่ารัก! “ลิซ่า” แวะมาให้กำลังใจ “พั้นช์คุง”

Manager Online

ททท.เปิดจักรวาลแห่งแรงบันดาลใจ “Amazing Thailand Galaxy of Love 2026”

Manager Online

สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบเข้า ม.4 “เตรียมอุดมศึกษา” ย้ำจัดสอบโปร่งใส เป็นธรรม

Eduzones
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...