“อาชาบำบัด” พลังแห่งการฟื้นฟูศักยภาพเด็กพิเศษ สมาธิสั้น และผู้ป่วยซึมเศร้า
ใต้ร่มเงาจามจุรียักษ์ที่หยั่งรากลึกมานานนับร้อยปี ภายในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง “ต้นจามจุรียักษ์” ของอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มี “ลุงยอด” ม้าหนุ่มใหญ่ลูกครึ่งไทย-เทศวัย 13 ปียืนเลาะเล็มหญ้าอย่างเพลินใจ ก่อนที่เด็กชายตัวน้อยจะขึ้นขี่หลังลุงยอด โดยมีทีมทหารม้าคอยดูแลเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาทีบนหลังม้า กลับเป็นช่วงเวลาที่เด็กน้อยได้รับการฝึกฝนสมาธิและบำบัดอาการติดมือถือโดยไม่รู้ตัว
ลุงยอดรับใช้กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก มานานเกือบเท่าอายุของมัน “ลุงเคยเป็นม้าดีดกระโหลกที่ไม่ยอมลงให้ใครง่าย ๆ มาก่อน กว่าจะนิ่งสงบและใจเย็นอย่างที่เห็น มันผ่านการฝึกมาหลายปีแล้ว” พันตรี วาทิต ภู่บุบผา หรือ “ผู้พันออฟ” หัวหน้าแผนกสัตวบาล กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 เล่าให้ฟังระหว่างชงกาแฟดริปด้วยเครื่องชงกาแฟอย่างพิถีพิถัน
พันตรี วาทิต ภู่บุบผา หรือ “ผู้พันออฟ”
นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เป็นต้นมา ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ กองการสัตว์ฯ ได้จัดให้มีบริการขี่ม้าท่านละ 50 บาท โดยมีผู้พันออฟอาสาเปิดร้านกาแฟดริปในสไตล์แคมป์ปิงคอยให้บริการอยู่ใกล้กัน กิจกรรมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการอาชาบำบัด ร่วมกับโรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี
“จริง ๆ แล้วอาชาบำบัดเป็นโครงการที่มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยทางโรงพยาบาลฯ จะทำหน้าที่คัดกรองเด็กพิเศษเข้าร่วมโครงการของเรา มีการแบ่งออกเป็นเด็กที่มีสมาธิสั้นและใจร้อน อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กที่มีความพิการทางร่างกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือระบบประสาท เด็กทั้งสองกลุ่มนี้จะมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราจึงออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับเด็ก ๆ เพื่อให้เขาได้พัฒนาตัวเองอย่างเหมาะสม”
ปัจจุบันโครงการอาชาบำบัดจัดกิจกรรมให้กับเด็กพิเศษและเด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้นมาแล้วถึง 17 รุ่น โดยเว้นวรรคในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ราว 3-4 ปี ก่อนจะเปิดตัวโครงการอาชาบำบัดรุ่นที่ 18 อีกครั้งในเดือนเมษายนปีนี้ รวมถึงวางแผนที่จะเปิดอบรมนักเรียนขี่ม้ารุ่นที่ 2 ของปีในช่วงเดือนตุลาคม 2567
“เนื่องจากความต้องการของผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้น เราจึงเปิดโครงการอาชาบำบัดปีละ 2 รุ่น ซึ่งจะตรงกับช่วงปิดเทอมของน้อง ๆ พอดี ที่ผ่านมาเรามีน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่อายุ 7 ขวบขึ้นไป และไม่จำกัดเพดานอายุ เพราะเด็กพิเศษบางคนอายุ 32-33 ปี ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมอาชาบำบัดได้เช่นกัน โดยครูฝึกของเราจะคัดเลือกม้าสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสรีระของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับท่วงท่าและการเคลื่อนไหวให้เข้ากับม้าได้อย่างถนัดถนี่ เพราะอาชาบำบัดเป็นศาสตร์และศิลป์ในการเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากันระหว่างคนกับม้า ทุกท่วงท่าและการเคลื่อนไหวต้องสอดประสานเข้าด้วยกัน เพราะหลักการขี่ม้าคือสองหัวใจต้องรวมเป็นดวงเดียว”
จากชัยชนะของผู้ป่วยโปลิโอ สู่ความสำเร็จของ “อาชาบำบัด” ทั่วโลก
ศาสตร์การบำบัดด้วยม้าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้รับการจดบันทึกครั้งแรกในยุคกรีกโบราณโดยฮิปโปเครติส (Hippocrates) หรือ “บิดาแห่งการแพทย์” เมื่อราว 460-377 ปีก่อนคริสตกาล
ฮิปโปเครติสได้กล่าวถึง “การออกกำลังกายตามธรรมชาติด้วยการขี่ม้า” (Natural Exercise) ก่อนที่การบำบัดด้วยม้าจะได้รับการจดบันทึกทางการแพทย์และวิชาการโดยทิสโซ่ต์แห่งฝรั่งเศส (Tissot of France) ในปี 1780 ลงในหนังสือชื่อ Medical and Surgical Gymnastics ที่กล่าวว่า “การขี่ม้าเป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์อย่างมาก” ซึ่งเขาก็เป็นคนแรกที่บรรยายถึงข้อห้ามในการขี่ม้าที่มากเกินพอดี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกายของคนเราเช่นกัน
การค้นพบอันน่าทึ่งที่เปลี่ยนความคิดของผู้คนทั่วโลกไปตลอดกาล เกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ หลังจากที่ ลิส ฮาร์เทล (Lis Hartel) ได้รับเหรียญเงินจากกีฬาขี่ม้า และประกาศให้โลกรู้ว่า การขี่ม้าช่วยให้เธอหายจากอาการอัมพาตใต้เข่าถาวรจากการติดเชื้อโปลิโอได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องราวของลิสทำให้เกิด “ศูนย์ขี่ม้าบำบัด” (Therapeutic Riding Centers) แพร่หลายไปทั่วยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1960 และในทศวรรษเดียวกัน ม้าก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกายภาพบำบัดในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย โดยมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “Hippotherapy”
อาชาบำบัดหรือ “ฮิบโปเทอราปี” เป็นศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายโดยใช้ม้า เพื่อช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพก ช่วยให้คนฝึกการทรงตัวและการปรับท่วงท่าบนหลังม้าได้อย่างสง่างาม อาชาบำบัดยังได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อประสานการทำงานกันอย่างสมดุล สามารถควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่า อาชาบัดมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เด็ก ๆ หลายคนหายจากอาการบาดเจ็บ เพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเอง
นอกจากนี้ ศาสตร์การบำบัดด้วยม้ายังได้รับการพัฒนาให้สามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการจิตเวช ระบบประสาท หรือผู้ที่ใช้สารเสพติดจนสมองบางส่วนถูกทำลายที่เรียกว่า “Equine-Assisted Psychotherapy” (EAP) การรักษาแนวนี้จะใช้วิธีบำบัดด้วยม้าควบคู่กับการพูดคุย (Talk Therapy) โดยการขี่ม้าจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับอารมณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น และจิตใจอ่อนโยนขึ้นด้วย
อาชาบำบัดจึงเป็นศาสตร์การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Assisted Therapy หรือ AAT) ที่มีมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยส่วนใหญ่นำมาใช้รักษาในกลุ่มเด็กที่มีภาวะโรคสมาธิสั้น ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม และภาวะโรคสมองพิการ (Cerebral Palsy หรือ CP) โรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ผลการศึกษายังพบว่า การบำบัดด้วยสัตว์ส่งผลดีต่ออารมณ์และความวิตกกังวล ความเครียด ภาวะซึมเศร้า กลุ่มอาการ Eating Disorder หรือผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะ PTSD (Post-traumatic stress disorder) หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางใจหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจหรือความรุนแรงต่าง ๆ และผู้ที่ใช้สารเสพติด
นอกจากนี้ การวิจัยเบื้องต้นยังบ่งชี้ว่า การบำบัดด้วยสัตว์หลายชนิดมีส่วนช่วยลดความดันโลหิต หัวใจ และปอด ช่วยให้เด็กพิเศษปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น เพิ่มแรงจูงใจในการฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยบางรายลดการใช้ยารักษาโรคได้อีกด้วย
ปัจจุบัน AAT ได้รับการยอมรับว่า เป็นการบำบัดฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเพื่อช่วยปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย อารมณ์ การรับรู้ และการเข้าสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ AAT เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่ได้รับความนิยมในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วโลก แม้จะมีข้อกังวลจากคนรักสัตว์เกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ที่ใช้ในการบำบัด แต่การบำบัดด้วยสัตว์ก็ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน และอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของ AAT ในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ในอนาคต
อาชาบำบัดในค่ายทหาร และพัฒนาการอันน่าทึ่งของเด็ก
“เราจะเปิดให้คนทั่วไปและน้อง ๆ ได้ทดลองขี่ม้าคนละ 2 รอบ พออากาศเริ่มร้อน เราจะนำม้ากลับไปพัก เพื่อให้เขาหายเหนื่อยและคลายร้อน เราต้องดูแลสุขภาพและความสุขของม้าด้วยเช่นกัน”
ผู้พันออฟเล่าให้ฟังถึงภารกิจพิเศษของอาชาบำบัดในวันหยุดพักผ่อน โดยม้าที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดจะต้องมีอายุ 9-10 ปีขึ้นไป หากเปรียบกับชีวิตของคนเราก็จะมีอายุราว 35-40 ปี และม้าที่จะขึ้นขี่หลังได้ต้องมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป เพื่อให้กระดูกและโครงสร้างต่าง ๆ ของร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่ ลดอาการบาดเจ็บ และป้องกันสรีระที่ผิดเพี้ยนของพวกมัน
“อย่างม้าที่เราใช้ฝึกในโครงการอาชาบำบัดก็จะมีขนาดตัวไม่ใหญ่มาก จะเห็นว่าลุงยอดสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ขณะที่ม้าเทศจะมีความสูงได้ถึง 175-180 เซนติเมตร รวมถึงน้อง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการอาชาบำบัดจะฝึกทั้งหมด 12 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เริ่มจากการฝึกสมาธิ วอร์มร่างกาย ละลายพฤติกรรม จากนั้นเราจะพาน้อง ๆ ไปฝึกสมดุลการเดินและฝึกทรงตัวบนถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ผูกเชือกไว้กับต้นไม้ที่มีความคล้ายคลึงกับการขี่ม้า เพราะเด็กบางคนจะกลัวเวลาที่ขาลอยจากพื้น รวมถึงเราจะฝึกฝนให้น้อง ๆ รู้จักการรอคอย เพราะรุ่นหนึ่ง เรารับนักเรียนอยู่ที่ 7-8 คน น้อง ๆ ก็ต้องรอเวลาที่เพื่อนกำลังฝึกฝนการทรงตัวบนถังน้ำมัน”
หลังจากที่เด็ก ๆ ปรับตัวเข้ากับการทรงตัวบนถังจำลองได้ดีระดับหนึ่ง ครูฝึกจะพาพวกเขาไปสัมผัสกับม้าเพื่อสร้างความคุ้นเคย สอนให้เข้าใจพฤติกรรมของม้าและการให้รางวัลด้วยการลูบแผงคอม้า ก่อนจะฝึกขี่ม้าตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นตอนการขี่ม้าด้วยตัวเอง โดยเด็กหนึ่งคนจะมีครูฝึกถึง 3 คนที่มีความรู้และประสบการณ์คอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
“ระหว่างการฝึกเราจะมีการประเมินน้อง ๆ เป็นระยะ โดยครูฝึก หมอ นักกายภาพบำบัด และผู้ปกครอง เด็กบางคนเรียนจบแล้วอยากจะเรียนขี่ม้าต่อเลยก็มี เพราะเขารู้สึกผูกพันกับม้า แล้วเราก็เห็นพัฒนาการน้อง ๆ ไปในทางที่ดีขึ้น เขากล้าเข้าสังคมและมั่นใจมากขึ้น มีน้องคนหนึ่งที่ผมประทับใจมากเป็นเด็กพิเศษอายุ 7 ขวบที่ไม่เคยพูดเลยแม้แต่คำเดียว แต่หลังจากเข้าร่วมอาชาบำบัดเขากลับไปบ้านก็พูดขึ้นมาว่า “หิว” เพียงคําเดียวทำให้พ่อแม่มีความสุขมากมาย ผมก็ตื้นตันไปด้วยรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อน้อง ๆ และครอบครัว”
เด็กพิเศษอีกหนึ่งคนที่ยังตราตรึงในความทรงจำของผู้พันออฟ เป็นเด็กชายที่เริ่มฝึกขี่ม้าตั้งแต่อายุราว 7-8 ปี จนถึงวันนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีความสุขกับการขี่ม้า เพราะอาชาบำบัดได้เปลี่ยนเด็กสมาธิสั้น ฉุนเฉียวง่าย ให้กลายเป็นเด็กใจเย็น มีสมาธิ และเชื่อฟังพ่อแม่มากขึ้น
“เด็กทุกคนที่เข้าร่วมโครงการทำให้ผมประทับใจและตื้นตันใจแทบทุกครั้ง ทุกวันที่ฝึกจบเราจะเห็นพ่อแม่มีรอยยิ้ม ลูกมีรอยยิ้ม เด็กอยากกลับมาฝึกขี่ม้าต่อ น้อง ๆ มีความสุขและผ่อนคลาย ไม่จับมือถือ ไม่ก้าวร้าว ไม่สมาธิสั้น จากวันแรก ๆ ที่เข้าร่วมโครงการผมรู้สึกสงสารน้อง ๆ ที่เกิดมามีความผิดปกติ แล้วผมก็เห็นใจคนเป็นพ่อแม่มากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาทุ่มเทความรักและเสียสละเพื่อลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข
“ทุกวันนี้ ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นการทำงานอีกต่อไป แต่มันเป็นสิ่งที่เรารัก โครงการอาชาบำบัดไม่ได้บำบัดแค่เด็ก ๆ เท่านั้น แต่เป็นการเยียวยาจิตใจของครอบครัวและครูฝึกก็มีความสุขเช่นกัน รางวัลที่เราได้รับคือ รอยยิ้มของเด็กและผู้ปกครอง มันเป็นความสุขที่ประเมินค่าไม่ได้เลยจริง ๆ”
ปัจจุบัน ผู้พันออฟและครูฝึกในโครงการ “อาชาบำบัด” กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ยังคงเฝ้ารอที่จะฟื้นฟูดูแลเด็กรุ่นต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เพราะ “ม้า” ไม่เพียงบำบัดเด็กที่มีความพิเศษเท่านั้น หากแต่ม้าเช่น “ลุงยอด” ก็ได้บำบัดจิตใจของผู้ปกครองและเหล่าครูฝึกม้าด้วยเช่นกัน
เรื่องและภาพ : รัสรินทร์ สุนทรกมลรัศมิ์