มี E-BOOK ชะตารักนางหงส์
นิยาย Dek-D
อัพเดต 17 เม.ย. 2567 เวลา 10.56 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. 2567 เวลา 10.56 น. • ปลายฟ้าพาสุข_1ข้อมูลเบื้องต้น
ชุดซีรี่ย์ สามชะตาวาสนารัก
ทะลุมิติเป็นภรรยาชาวสวน (นามปากกา มิลิน)
ท่านร่ำสตรี ข้าร่ำสุรา (นามปากกา moonlight-mini)
ชะตารักนางหงส์ (นามปากกา ปลายฟ้าพาสุข)
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้แต่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ชาติของจีนแต่อย่างใด สถานที่ในเรื่องไม่มีอยู่จริงเป็นสิ่งที่นักเขียนสร้างขึ้นเองเพียงเท่านั้น
❤ ไรท์ขอความกรุณาใครไม่ชอบกดปิดได้เลยนะคะ ไรท์รับฟังความคิดเห็นของนักอ่านทุกคนและพร้อมปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ไรท์ยังทำได้ไม่ดีพอ แต่ขอร้องอย่าคอมเม้นอะไรแย่ๆ ใส่กัน พูดคุยด้วยเหตุและผลนะคะ
❤ นิยายเรื่องนี้ห้ามลอกเลียนแบบทุกกรณี หากเจอขอแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายนะคะ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2537
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2558 (ฉบับเพิ่มเติม)
บทนำ
เหมันฤดูเวียนมาถึง หิมะขาวโพลนโปรยปรายลงทับถมทั่วทั้งผืนหญ้าที่เคยเขียวขจี ความหนาวเหน็บเข้าปกคลุมไปทั่วทุกอณูร่าง ยามเมื่อสายลมพาดผ่าน ร่างงดงามที่นอนแน่นิ่งลมหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหิมะ ก็ราวกับร่างของนางถูกแช่แข็งถูกเสียดแทงจากแท่งน้ำแข็งแสนเจ็บปวดทรมาน
อาภรสีแดงปักลายหงส์เหินเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงก่ำ พื้นหิมะโดยรอบเต็มไปด้วยหยาดโลหิตของนาง เดิมทีนางเป็นสตรีอันดับหนึ่งในแคว้นจ้าว เป็นสตรีที่ทุกคนล้วนหวาดหวั่นกริ่งเกรง นางมีทั้งอำนาจและเงินทองอย่างที่ปรารถนา ได้ครองใจบุรุษที่สตรีทั่วทั้งแคว้นหมายปอง นางหลงระเริงอยู่ชั่วครู่ ว่าบุรุษผู้นั้นรักนางสุดดวงใจ ทว่าในยามนี้เขากลับทรยศความรักและความภักดีที่นางมีให้จนหมดสิ้น
หนุนหลังสตรีอื่นขึ้นมาแทนที่นาง ประทานความตายให้นางอย่างแสนทรมาน ซ้ำร้ายยังเดินควงสตรีผู้นั้นถือดาบมาฟาดฟันนางถึงตำหนักเฟยหงส์ กล่าววาจาเย้ยหยันนางอยู่หลายคำ เช่นนี้จะให้นางตายตาหลับได้อย่างไร ความแค้นในใจลุกโชนขึ้นมาราวกับพายุ ดวงตาหงส์เพ่งมองใบหน้าของบุรุษที่นางเคยมอบทุกสิ่งอย่างให้เขาด้วยความอาฆาตแค้น
ในใจคิดเพียงว่า หากมีโอกาสนางสาบานว่าจะทำให้บุรุษชั่วช้าผู้นี้ เจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าที่นางได้รับ ร้อยเท่าทวีคูณเป็นแน่
วันที่ 9 เดือน 2 รัชศกเทียนจื่อ ปีที่สิบห้า เป็นวันที่สตรีผู้งดงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจ้าวสิ้นลมอย่างทุกข์ทรมาน ป้ายหินหน้าหลุมศพเป็นต้องจาลึกชื่อของนางไว้ หากแต่ไร้ผู้อาลัย
หวนคืน
วันที่ 5 เดือน 5 รัชศกเทียนจื่นปีที่เก้า เป็นปีที่ ไป๋ฟางหลัน มีอายุได้ 15 ปี เลยวัยปักปิ่นมาเพียงหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนมานี้จวนกั๋วกงมีแม่สื่อเทียวเวียนมาทาบทามคุณหนูใหญ่สกุลไป๋อยู่ไม่ขาด ด้วยความงดงามราวกับจะทำให้ผู้คนหลงลืมหายใจได้เมื่อยามได้พบเจอที่ผู้คนเล่าลือ ทั้งชื่อเสียงด้านศาสตร์และศิลป์ที่เก่งกาจเหนือกว่าสตรีใดในแคว้นจ้าว ทั้งนางยังมีบิดาเป็นถึงกั๋วกงอัครเสนาบดีขั้นหนึ่งที่มีอำนาจเหลือล้น หากตระกูลใดได้เกี่ยวดองด้วยแล้ว ย่อมราวกับมีโชคหล่นทับไม่ใช่หรือ เช่นนี้ตระกูลขุนนางน้อยใหญ่ทั้งเหล่าบรรดาองค์ชายในวังหลวงยังหมายตานางไว้
เพราะหากผู้ใดครอบครองนางได้เช่นนั้นไม่เท่ากับครอบครองอำนาจในมือของบิดานางด้วยหรือไร ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างร่วงรู้ว่าไป๋กั๋วกงรักและถนอมบุตรสาวผู้นี้ราวกับเม็ดมุกในฝ่ามือก็ไม่ปานแล้ว แค่เพียงนางเอ่ยปากมีหรือที่ผู้เป็นบิดาจะไม่ตามใจนางในทุกเรื่อง
ร่างแน่งน้อยรูปโฉมงดงาม เครื่องหน้าของนางราวกับเทพเซียนตัวน้อยที่สามารถทำให้ผู้คนลุ่มหลงเมื่อยามได้พบเจอ นัยน์ตาหงส์ทอดมองทิวทัศน์เบื้องหน้านิ่งงัน ความรู้สึกที่ส่งผ่านออกมารอบกายสงบราบเรียบราวกับสตรีที่เติบโตแล้ว ทั้งที่ในยามนี้นางมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น
บ่าวรับใช้ข้างกายต่างยืนเก็บมืออยู่มุมห้องนอนใหญ่เงียบเชียบ ด้วยกลัวว่าจะรบกวนคุณหนู ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเมื่อสามวันก่อนหน้าวนซ้ำอยู่เช่นนี้ คุณหนูใหญ่ของพวกนางเดิมทีมีนิสัยร่าเริงอยู่ไม่น้อย แม้จะถูกอบรมสั่งสอนมาให้อยู่ในกรอบของการเป็นสตรีในห้องหอ ที่ต้องสำรวมทั้งวาจาและท่าที ทว่าก่อนหน้าคุณหนูของพวกนางก็ยังคงมีกลิ่นอายของเด็กสาววันแรกแย้ม หากแต่เมื่อสามวันก่อนเมื่อคุณหนูตื่นขึ้นมาในต้นยามเฉิน ท่าทีกลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
บรรยากาศรอบกายแผ่กลิ่นอายความสงบเย็นเยือกออกมา แววตาสดใสดื้อรั้นแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบลุ่มลึกเมื่อยามที่เผลอสบนัยน์ตาหงส์คู่นี้แล้ว พวกนางราวกับจะหายใจไม่ออก คำพูด ท่าทีล้วนน่ากริ่งเกรงราวกับพวกนางอยู่ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งก็ไม่ปาน
นิ้วเรียวงามราวแท่งเทียนเคาะลงที่ขอบหน้าต่างบานใหญ่เป็นจังหวะ ในหัวพลันคิดใคร่ครวญเรื่องราวที่ผ่านมาของตน ราวกับสวรรค์เมตตาเทพเห็นใจ เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ว่านางได้ย้อนเวลากลับมาในอดีตของตนเองอีกครั้ง ราวกับความโกรธแค้นและความอยุติธรรมที่นางได้รับเมื่อครั้งก่อนส่งไปถึงสรวงสวรรค์ ให้นางได้กลับมาแก้ไขชะตาชีวิตของนาง ทั้งยังได้กลับมาแก้แค้นบุรุษชั่วช้าผู้นั้นให้สาสม
ในหัวของนางในยามนี้กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะเดินหมากเช่นไรดี เมื่อครั้งก่อนนางเดินหมากพลาดไปเพียงหนึ่งครั้ง ทุกคนในตระกูลไป๋ต่างต้องตายอย่างน่าอนาถ ซ้ำร้ายตัวนางเองยังถูกบุรุษชั่วช้าผู้นั้นทรยศหลักหลัง ใช้ดาบฟาดฟันนางด้วยมือของตน โอกาสครั้งนี้จากสวรรค์นางจะไม่มีวันเดินพลาดพลั้งไปอีกเป็นครั้งที่สองเป็นแน่
คิ้วเรียวงามดุจใบหลิวขมวดเป็นปมเมื่อหัวสมองน้อย ๆ ของนางกำลังใคร่ครวญถึงหมากทุกตัวในกระดาน ผ่านไปเพียงชั่วลัดนิ้วปากเล็กสีลูกท้อสุขพลันกดลง นัยน์ตาหงส์มีความรู้สึกยินดีวาดผ่าน
“หูปี๋…มาแต่งตัวให้ข้า” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นมา ร่างงามแน่งน้อยพลันเยื้องย่างกายลุกขึ้นจากเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักลวดลายงดงามที่ทำมาจากไม้จื่อถาน เนื้อไม้มีสีดำม่วงเงางามเป็นไม้ที่ชนชั้นสูงมักนำมาทำเป็นโต๊ะเตียงหรือเครื่องดนตรีราคาแพง บ่งบอกถึงฐานะของผู้ที่ได้ครอบครองได้เป็นอย่างดี
บ่าวตัวน้อยอย่างหูปี้ที่ได้ยินคุณหนูใหญ่ของตนเอ่ยขึ้นมา ก็ไม่รั้งรอที่จะเดินเข้ามาช่วยคุณหนูแต่งตัว มือหยาบกร้านของบ่าวตัวน้อยหยิบหวีไม้ที่ทำจากไม้ซวนจื่อขึ้นมาถือแผ่วเบา พลันหวีลงบนเรือนผมสีหมึกแต้มของคุณหนูด้วยความถนอม
“ลี่เตี๋ย ไปเตรียมชุดไว้ให้ข้า” เมื่อครั้งที่สั่งบ่าวคนสนิท นัยน์ตาหงส์กลับไม่ผละจากเงาสะท้อนหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่แม้เพียงกระผีกริ้น พลันยิ้มเย้ยให้กับความโง่งมของตนเมื่อครั้งก่อนออกมา
ลี่เตี๋ยเดินเข้าไปเลือกดูชุดให้คุณหนูรองของนางด้วยความเร่งรีบ วันนี้อากาศดีทั้งยังดูสดใส เช่นนั้นก็เลือกชุดสีเขียวอ่อนไปให้คุณหนูของนางสวมใส่คงงดงามไม่น้อย
ผ่านไปชั่วจิบชาหูปี้ก็หวีผมให้นางแล้วเสร็จ ไม่ว่าจะยามใดหูปี้ก็ยังคงเป็นเลิศในเรื่องนี้ ผมสีหมึกแต้มเงางามที่ลู่สยายทั่วทั้งแผ่นหลังบางเมื่อครู่ ถูกรวมขึ้นเพียงครึ่งหัว ปักด้วยปิ่นผีเสื้อห้อยระย้าบุปผางามลงมาสองสาย เพียงนางขยับกายสายโซ่ระย้าพลันกวัดแกว่งไปมา หมู่มวลผกาปลายสายก็กระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวานราวกับเสียงระฆังบนแดนเซียนแล้ว เช่นนั้นเมื่อยามที่นางเดินเยื้องย่างไปที่ใดก็ล้วนคล้ายกับนางเดินอยู่บนแดนเซียน
“คุณหนูของบ่าวงดงามยิ่งเจ้าค่ะ” เสียงชื่นชมของบ่าวตัวน้อยพลันดังขึ้นเมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนงดงามเหนือสตรีทั้งแคว้นจ้าว แค่เพียงแต่งหน้าทาชาดอีกเพียงเล็กน้อย แม้แต่หมู่มวลบุปผางามยังต้องอับอายคุณหนูรองของตน
ไป๋ฟางหลันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหงส์ฉายความรู้สึกเอ็นดูบ่าวของตนออกมาวูบหนึ่งพลันเอ่ยขึ้นมา “เจ้าช่างพูดยกยอคนเป็นเสียจริง” เมื่อครั้งก่อนตัวนางยังได้ชื่อว่าเป็นสตรีที่งดงามอันดับหนึ่งในแคว้น มายามนี้แม้นางจะมีอายุเพียง 15 ปี ก็ฉายชัดถึงความงดงามออกมาแล้ว ไม่ผิดหากบ่าวคนสนิทของนางจะเอ่ยเช่นนั้นออกมา
“บ่าวล้วนกล่าวความจริงเจ้าค่ะ…” นายบ่าวพูดคุยกันไม่นาน ลี่เตี๋ยก็เดินออกมาจากห้องเก็บอาภรณ์ของคุณหนูใหญ่แล้ว ทั้งยังเตรียมชุดป้านปี้สีเขียวอ่อนไล่ขาว ชายกระโปรงปักดิ้นลายหลันฮวาเล็ก ๆ โดยรอบ ยิ่งส่งให้ชุดนี้ดูเรียบง่ายทว่ากลับงดงามสมวัย
ไป๋ฟางหลันเองเมื่อนางเห็นอาภรณ์ที่บ่าวคนสนิทถืออยู่ พลันสะท้อนในใจขึ้นมาว่า เดิมทีนางชื่นชอบใส่อาภรณ์สีอ่อนเช่นนี้เป็นที่สุด เมื่อเติบใหญ่กลับหลงใหลในอาภรณ์สีแดงลายหงส์เหินไปเสียได้
เมื่อครั้งก่อนนางเป็นเพียงดรุณีน้อยไร้เดียงสา หลงมัวเมากับคำหวานของบุรุษชั่วช้าผู้นั้น จนทำให้ตนเองและตระกูลต้องพบเจอกับหายนะ ทว่าในครั้งนี้ดรุณีน้อยผู้นั้นได้ตายไปแล้ว เหลือไว้เพียง ‘ไป๋ฟางหลัน’ คุณหนูใหญ่บุตรสาวอัครเสนาบดีผู้เก่งกาจเรืองอำนาจ ที่กลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตนเองและทุกคนในตระกูลเพียงเท่านั้น
“มาเถิด…ใส่ชุดนั้นให้ข้า” นับตั้งแต่นางย้อนกลับมาก็ยังไม่ได้เข้าไปที่เรือนใหญ่แม้เพียงครึ่งก้าว ด้วยละอายใจยิ่งที่ครั้งก่อนนางเป็นต้นเหตุให้ตระกูลไป๋ต้องล่มสลาย เป็นต้นเหตุให้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายต้องตายอย่างทรมาน ถูกผู้คนก่นด่าว่าชั่วช้าโกงกินบ้านเมือง ทั้งที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นแม้เพียงกระผีกริ้น
คิดการใหญ่
ต้นยามซื่อไป๋ฟางหลันได้เดินเยื้องกรายออกมาจากเรือนทางฝั่งตะวันออกของตน มุ่งหน้าไปที่เรือนใหญ่ที่ท่านแม่ของนางอาศัยอยู่ ในขณะที่เดินผ่านบ่าวไพร่ในเรือน ต่างก็ยำเกรงคุณหนูใหญ่เป็นอย่างมาก ก้มใบหน้าลงต่ำไม่อาจเงยหน้าขึ้นมองรูปโฉมของคุณหนูใหญ่ได้ถนัดนัก ทว่าดวงตาเรียวเล็กของพวกบ่าวไพร่ก็ยังคงคอยชำเลืองมองดรุณีน้อยที่เดินผ่านไป ทั้งในใจยังคิดว่าคุณหนูใหญ่ของพวกตนนั้นสง่างามเหนือสตรีจวนอื่นอยู่หลายขั้น
ไป๋ฟางหลันปรายตามองบ่าวไพร่ที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างทางเดินชั่วอึดใจ ก่อนจะเดินผ่านไปราวกับมองไม่เห็น เพียงไม่นานก็มาถึงโถงเรือนใหญ่แล้ว ดวงตาหงส์ทอดมองสตรีที่นั่งอยู่บนตั้งยาวเบื้องหน้าด้วยแววตาคะนึงหา พลันเดินเข้าไปยอบกายคารวะท่านแม่ของนาง “หลันเอ๋อร์คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ” ฮูหยินใหญ่ที่เห็นว่าเป็นบุตรสาวของตนใบหน้าพลันแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มยินดี ร่างงามพลันลุกขึ้นจากตั่งยาวตัวใหญ่ เดินเข้ามากอบกุมมือบางของบุตรสาวไว้แผ่วเบา นางคิดถึงหลันเอ๋อร์ของนางยิ่งนัก สามวันมานี้หลันเอ๋อร์ให้คนมาแจ้งว่าไม่สะดวกมาหานางที่เรือน ซ้ำยังไม่ให้ผู้ใดเข้าไปที่เรือนของตน ตัวนางเองก็นึกเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย
“ท่านแม่… ลูกทำให้ท่านแม่เป็นกังวลแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อครั้งก่อนนางไม่สนิทสนมกับท่านแม่มากนัก เมื่อครั้งที่ท่านแม่กล่าวคัดค้านความรักแสนโง่งมของนาง ครั้งนั้นสายใยแม่ลูกพลันบางเบาราวกับฟางเส้นหนึ่งก็ไม่ปาน เมื่อนางคิดได้ท่านแม่ก็ไม่อยู่สั่งสอนนางเสียแล้ว เมื่อคิดมาถึงเรื่องนี้ ดวงตาของนางราวกับร้อนผ่าวขึ้นมา
“ไม่เป็นอะไร…เพียงแค่หลันเอ๋อร์สบายใจก็พอแล้ว” มือที่แม้จะเหี่ยวไปบ้างตามกาลเวลา ทว่ากลับอบอุ่นอ่อนโยนลูบลงบนผมนุ่มสีหมึกแต้มของบุตรสาวแผ่วเบา นัยน์ตาทอดมองบุตรสาวด้วยความรักความห่วงใย
“เจ้าค่ะ วันนี้ลูกคิดตกแล้ว ต่อไปจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นกังวลอีก” นางคิดตกแล้วจริง ๆ ต่อไปเพียงแค่นางเลือกหมากที่จะเดินให้ถูกตัว ความหายนะทั้งปวงล้วนไม่เกิดกับตระกูลไป๋ของนาง หากแต่มันจะย้อนกลับไปทำลายชีวิตของบุรุษชั่วช้าผู้นั้น
สวี่โจวซื่อเมื่อได้ยินคำกล่าวของบุตรสาวเมื่อครู่ ใบหน้าพลันแจ่มใสขึ้นมากว่าเก้าส่วน สามวันมานี้ใบหน้าของฮูหยินใหญ่มัวหมองยิ่ง ด้วยคิดกังวลว่าบุตรสาวของตนจะเป็นอะไร
“วันนี้หลันเอ๋อร์จะอยู่พูดคุยกับท่านแม่ดีหรือไม่เจ้าคะ” ไม่เพียงแค่เอ่ยออกมา ใบหน้างดงามยังซุกซบลงบนอกอุ่นของมารดา ราวกับกำลังออดอ้อน เช่นในยามที่เป็นเพียงเด็กน้อยเมื่อวันวานแล้ว สวี่โจวซื่อเมื่อเห็นว่าบุตรสาวออดอ้อนนาง ในอกก็ราวกับมีดอกไม้ผลิบานสะพรั่งขึ้นมาแล้ว
“ย่อมได้ตามที่เจ้าต้องการ” มือของฮูหยินไป๋พลางตบลงบนไหล่บางของบุตรสาวแผ่วเบาอยู่หลายที ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มยินดี เช้าวันนี้ช่างเป็นเช้าที่ดียิ่ง
บ่าวคนสนิทของฮูหยินไป๋ทั้งของคุณหนูใหญ่ ต่างก็ลอบยิ้มออกมาด้วยความยินดีไม่ต่างกัน แม้คุณหนูใหญ่จะชอบออดอ้อน ทว่าก็คอยแต่จะออดอ้อนบิดาเสียมากกว่า ส่วนมารดานั้นจะไม่ออดอ้อนมากนัก ทว่าในยามนี้คุณหนูใหญ่กลับออดอ้อนฮูหยินราวกับเมื่อครั้งอดีตที่ยังมีอายุเพียง 7 หนาวเท่านั้น เมื่อพวกบ่าวเห็นภาพเบื้องหน้าจะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร
ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางบึงบัวหลังจวนสกุลไป๋ ในยามนี้ฮูหยินไป๋และคุณหนูใหญ่ต่างก็ออกมานั่งเล่นพูดคุยกันตามประสามารดาและบุตรสาว ท่ามกลางธรรมชาติแสนสงบที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ใบหน้าของทั้งสองปรากฏรอยยิ้มกว้างอยู่ทุกชั่วยาม เมื่อยามสายลมพัดผ่าน คล้ายว่าจะพัดพาเสียงหัวเราะใสกังวานของคนทั้งสองลอยมาด้วย บ่าวไพร่ที่ทำงานอยู่โดยรอบต่างก็ยินดีที่ได้ฮูหยินและคุณใหญ่สนิทสนมกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก
ได้ยินมาว่าที่คุณหนูใหญ่ไม่ชื่นชอบมารดาของตนนัก เป็นเพราะเมื่อครั้งที่นางรู้ความขึ้นมาบ้างกลับถูกฮูหยินผู้เฒ่าที่ล่วงลับไปเมื่อสองปีก่อนสั่งสอนให้เกลียดชังมารดา ซ้ำยังกล่าวว่าสกุลสวี่ของฮูหยินใหญ่เป็นเพียงตระกูลเสนาบดีขั้น 6 ย่อมไม่เหมาะสมกับบิดาของคุณหนูใหญ่แม้แต่น้อย ทว่าเป็นนายท่านไป๋ที่รักมั่นต่อสวี่โจวซื่อ รั้นที่จะแต่งนางเข้ามาเป็นฮูหยินเอกของตน
“หลันเอ๋อร์ สองเดือนข้างหน้าฮองเฮาจะทรงจัดงานชมบุปผางามในอุทยานหลวงขึ้น เจ้าจำเป็นต้องไปร่วมงามกับแม่” เมื่อครั้งก่อนที่ผ่านมา ด้วยอายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่นไม่ไปร่วมพิธีการใดก็แล้วไปเถิด ทว่าหลันเอ๋อร์ของนางในยามนี้เลยวันปักปิ่นมาแล้ว ย่อมเหมาะสมที่จะไปงาน ซ้ำยังเป็นการประกาศให้บุรุษน้อยใหญ่รับรู้ว่าบุตรสาวของนางงดงามเพียงใด แม้แต่องค์ชายในวังยังอยากครอบครองหลันเอ๋อร์ของนาง
แค่เพียงได้ยินที่มารดาเอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่ ในหัวของนางพลันมีภาพเหตุการณ์มากมายไหลย้อนเข้ามาเป็นฉาก ในวันงานชมบุปผาในอีกสองเดือนข้างหน้า จะเป็นวันที่เหล่าองค์ชายทั้งสี่คนหมายปองนางทั้งนั้น ซ้ำยังเกิดเหตุการณ์ใหญ่เหตุการณ์หนึ่งขึ้น เหตุการณ์นั้นทำให้คุณหนูใหญ่จวนสกุลฉีได้รับพระราชทานสมรสให้กับจินอ๋อง อนุชาในองค์ฮ่องเต้อีกด้วย หึ หมากเกมนี้นางจะต้องชนะเท่านั้น
“เจ้าค่ะ ลูกเข้าใจเจตนาของท่านแม่…” เมื่อใคร่ครวญถึงแผนการและเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าแล้ว ไป๋ฟางหลันพลันตอบกลับมารดาไปทันที
“ในงานวันนั้น หลันเอ๋อร์ของแม่ต้องงดงามจนเป็นที่ประจักรแก่สายตาของทุกคน ความงามนี้จะเป็นที่กล่าวถึงของคุณชายน้อยใหญ่” นางเชื่อมั่นว่าบุตรสาวของนางจะต้องเป็นที่หมายปองของบุรุษน้อยใหญ่ เมื่อถึงยามนั้นนางและท่านพี่ย่อมต้องเลือกสวรรค์บุรุษที่จะให้หลันเอ๋อร์แต่งออกไปด้วยอย่างถี่ถ้วนเป็นแน่
“เจ้าค่ะท่านแม่” ใบหน้างามพลันเกิดสีระเรื่อเมื่อยามที่มารดาเอ่ยเรื่องบุรุษขึ้นมา ราวกับดรุณีน้อยแรกรักก็ไม่ปาน ท่านแม่คิดเพียงอยากให้นางไปเดินอวดโฉมงดงามให้บุรุษน้อยใหญ่ได้เห็น ทว่าในหัวของนางกลับคิดการใหญ่มากกว่านั้นแล้ว ความขวยเขินเมื่อครู่ไม่มีอยู่จริง นางที่ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วหนึ่งครั้ง มีหรือที่จะหวั่นไหวเพียงเพราะกล่าวถึงบุรุษน้อยไม่รู้ประสาเหล่านั้น
หากกล่าวถึงมังกรร้ายจำศีลผู้นั้นนางยังจะมีท่าทีขวยเขินขึ้นมาได้บ้าง วังอ๋องอันกว้างใหญ่ นางเองก็อยากจะครอบครองดูสักครั้ง
เมื่อยามที่คิดเช่นนั้น ใบหน้าของบุรุษที่นับว่าอันตรายที่สุดของแคว้นจ้าว พลันผุดขึ้นมาในความทรงจำ เมื่อครั้งก่อนนางเลือกบุรุษผิด นางจึงต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน ทว่าครั้งนี้นางเชื่อเหลือเกินว่า นางเลือกบุรุษไม่ผิดแน่