หลานม่า : ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมผู้สูงอายุ
ณ วินาทีนี้ คงไม่มีท่านใดไม่รู้จักภาพยนตร์หลานม่า ภาพยนตร์ดราม่าเรื่องราวของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ผลงานชิ้นโบแดงของค่าย GDH ที่ทำรายได้ทั่วประเทศจากการฉายเพียง 14 วัน ทะลุ 250 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อย ขึ้นแท่นอันดับ 1 ภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดแห่งปี
หากกระแสแรงดีไม่มีตกเช่นนี้ รายได้น่าจะทะลุ 300 ล้านบาทอย่างแน่นอน อาจไปไกลถึง 400 ล้านบาท ขอเอาใจช่วย
ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์หลานม่า ตลอดระยะเวลา 125 นาที หนังถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกผ่านตัวละครชาวไทยเชื้อสายจีนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวทั่วไปที่มีอยู่จริงในกรุงเทพมหานคร สะท้อนมุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้อย่างดีเยี่ยม
ผมเชื่อว่าหากท่านผู้อ่านได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คงต้องมีฉากใดฉากหนึ่งที่โดนใจท่านผู้ชม เสมือนเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราๆ ท่านๆ อย่างแน่นอน เพราะเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านตัวละคร ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ เพียงแต่อาจหลงลืมไปชั่วขณะ
ยิ่งหากท่านผู้ชมอยู่ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ผมเชื่อว่าคงมีประสบการณ์ร่วมในหลายๆ แง่มุมของภาพยนตร์ครับ
***หมายเหตุ เนื้องหาต่อจากนี้ อาจมีการสปอย หรือกล่าวถึงเรื่องราวในภาพยนตร์***
ขอหยิบยกเรื่องราวเศร้าเคล้าน้ำตาบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังครับ เริ่มต้นด้วย อาม่า ตัวละครหลักของเรื่อง หญิงไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในวัยที่ควรจะเกษียณหยุดทำงานแล้ว แต่ยังคงทำงานขายโจ๊กในตลาดทุกวัน อาศัยอยู่ในตึกแถว ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน ลูกๆ ของอาม่ามิได้อาศัยอยู่ด้วย ต่างคนต่างทำงานและมีครอบครัวที่ต้องดูแล
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ผู้สูงอายุชาวไทย ไร้เงินออมหลังเกษียณ
ผู้สูงอายุในเมืองต้องทำงานมากถึงร้อยละ 85 ขณะที่ผู้สูงอายุในชนบทต้องทำงาน ร้อยละ 77 เป็นตัวเลขสถิติที่สูงมาก
มากกว่าประเทศญี่ปุ่นที่ผู้สูงวัยนิยมทำงานต่อไปถึงกว่าเท่าตัว แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
เพียงประเด็นแรกก็มีครอบครัวที่มีประสบการณ์และประสบปัญหาเดียวกันกว่าร้อยละ 80 ของสังคม
วิกฤตความยากจนในผู้สูงวัย กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญของไทย หลายคนต้องดิ้นรนหางานทำตามความสามารถและศักยภาพที่พอจะทำได้ มิฉะนั้นก็อาจกลายเป็นภาระของลูกหลานต่อไป
และในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ลำพังลูกหลานเอาชีวิตให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจไม่เป็นภาระของพ่อแม่ก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว
การแก้ไขปัญหานี้อาศัยแต่สวัสดิการของรัฐย่อมไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน
ควรแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ คือ คนวัยหนุ่มสาวเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไม่มีงานที่เหมาะสมกับตนเองในชุมชน จึงต้องย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหรือต่างถิ่น ต้องละทิ้งบ้านและครอบครัวเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ
หากรัฐสามารถสร้างงานในชุมชนและกระจายรายได้สู่ทุกท้องถิ่น จะช่วยให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต มากกว่าการเป็นปัจเจกชนแบบในปัจจุบัน
ประเด็นที่ 2 การขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรด้านสาธารณสุขของไทย
ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่มาก และฝังรากลึกในสังคมมายาวนานมาก หากท่านใดเคยมีญาติพี่น้องเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ คงมีอารมณ์ร่วมกับภาพยนตร์มากเป็นพิเศษกว่าท่านอื่นๆ
ภาพผู้ป่วยตื่นออกจากบ้านตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 ก่อนพระออกบิณฑบาต เพื่อมาต่อคิวรับบริการที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 5 ก่อนโรงพยาบาลเปิดให้บริการ โดยการนำรองเท้าวางเรียงกันแทนการเข้าคิว เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา จนกลายเป็นวัฒนธรรมปกติของสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้ว สังคมไม่ควรยอมรับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
ลำพังผู้ป่วยเจ็บป่วยร่างกายก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่แล้ว ยังถูกบริการของรัฐทำร้ายจิตใจตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในสังคม
หากคุณเป็นคนร่ำรวยในสังคม มีโรงพยาบาลเอกชนที่มีแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข พร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย คอยให้บริการอย่างดีเยี่ยม ไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรใดๆ เลย พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุดทำการแม้แต่วันเดียว
แต่หากคุณโชคร้าย เกิดเป็นคนหาเช้ากินค่ำในสังคม คุณอาจต้องหยุดงานในวันทำงานของคุณ เพื่อต่อคิวเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐ คิวอาจยาวนานหลายเดือน หรือหากมีโชคดีมีเส้นสายพอรู้จักใครอาจได้คิวเร็วขึ้น
แต่แน่นอนว่าหากคุณเจ็บป่วยในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้เปิดให้บริการทุกแผนก คุณอาจต้องไปรับบริการที่แผนกฉุกเฉินแทน
ซึ่งแน่นอนว่าผู้ป่วยทุกท่านที่มาใช้บริการในวันหยุดถูกรวมไว้ที่แผนกฉุกเฉิน (เรื่องนี้ผู้เขียนมีอดีตฝังใจจากวันหยุดนักขัตฤกษ์)
และแม้ว่าคุณได้รับคิวถึงวันให้บริการแล้ว หากคุณเจ็บป่วยในระดับที่ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก คุณต้องมีญาติพี่น้องหรือลูกหลานมาคอยเคียงข้างกับคุณเพื่อเดินเอกสารในโรงพยาบาล ตั้งแต่เปิดสิทธิ์ ขอเบิกแฟ้มประวัติการรักษา ยื่นแผนกที่รับบริการเพื่อชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน เจาะเลือด เอ็กซเรย์ จ่ายเงิน รับยา และปิดสิทธิ์
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปี 2564 มีแพทย์ทั่วประเทศทั้งสิ้น จำนวน 38,820 ท่าน คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร คือ แพทย์ 1 ท่าน ต่อประชากร 1,680 คน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดมาตรฐาน จำนวนแพทย์ต่อประชากรไม่ควรเกิน 1 ต่อ 1,000
ข้อมูลแพทย์ต่อประชากรน่าตกใจแล้ว ข้อมูลทันตแพทย์ต่อประชากรน่าตกใจยิ่งกว่า พบว่า ปี 2564 มีทันตแพทย์ทั่วประเทศทั้งสิ้น จำนวน 8,094 ท่าน คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร คือ ทันตแพทย์ 1 ท่าน ต่อประชากร 8,057 คน
นอกจากนี้ พบว่าแพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานในกรุงเทพมหานครมากกว่าต่างจังหวัด จึงส่งผลให้แพทย์ในต่างจังหวัดต่อประชากรมีสัดส่วนที่สูงกว่ากรุงเทพมากถึงเกือบ 10 เท่า เช่น จังหวัดบึงกาฬ สัดส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากร อยู่ที่ 1 ต่อ 5,021
จนมีคำกล่าวว่า “แพทย์ที่ขาดแคลน คือ แพทย์สำหรับรักษาคนจน” แต่สำหรับคนรวยและชาวต่างชาติไม่เคยขาดแคลน
เมื่อมีข่าวรัฐบาลจะเพิ่มการผลิตนักศึกษาแพทย์หรือการเพิ่มจำนวนโรงเรียนแพทย์เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ มักได้รับการคัดค้านจากแพทย์วิชาชีพทุกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “แพทย์มีจำนวนเพียงพอไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัว”
ล่าสุด นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อดีตนายกแพทยสภา ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ชะลอและทบทวนโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เนื่องจากเพื่อนแพทย์จำนวนมากได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องดังกล่าว พร้อมอ้างแบบสอบถามแพทย์จำนวน 1,485 ราย พบว่า ร้อยละ 81 เห็นว่าแพทย์มีจำนวนเพียงพอแล้ว เพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 84.8 เห็นว่าไม่ควรผลิตแพทย์เพิ่ม เนื่องจากปริมาณการผลิตจะสวนทางกับคุณภาพ
แต่ไม่เคยลองทำแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้รับบริการเลย ผมอยากฝากถึงคุณหมอหากมีโอกาสโปรดกรุณาลองทำแบบสอบถามประชาชนที่ตื่นตี 3 ตี 4 เพื่อมาวางรองเท้ารอคิวดูสักครั้งว่าเขาเหล่านั้นคิดเห็นอย่างไรมากกว่าแพทย์วิชาชีพคิดเห็นอย่างไร
โวหารที่กล่าวว่า “แพทย์มีจำนวนเพียงพอไม่ได้ขาดแคลนเพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัว” นั้น เป็นการกล่าวเท็จทั้งสิ้น เพราะปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่าแพทย์มีการขาดแคลน มีปัญหาขาดแคลนอุปทาน (Supply) ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ (Demand) จึงก่อให้เกิดการกระจุกตัวของอุปทาน (Supply) ไปรวมกันในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เสมือนน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ส่วนเงินไหลจากที่ผลตอบแทนต่ำสู่ที่ผลตอบแทนสูง
การเพิ่มอุปทาน (Supply) ในระบบ จะทำให้จุดตัดระหว่างเส้นอุปทาน (Supply) และเส้นอุปสงค์ (Demand) ซึ่งก็คือ ราคา (Price) ลดลงทั้งระบบ ปัญหาการกระจุกตัวของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะลดลงเพราะไม่สามารถกำหนดราคาค่าบริการที่แตกต่างกันได้มากดั่งเช่นในปัจจุบัน ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นและได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ด้านสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขี้นด้วย
การกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายจ่ายภาครัฐทั้งการบริโภคของรัฐและการลงทุนของภาครัฐ หากนำงบประมาณมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านด้านสาธารณสุข ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรอก ทุกภาคส่วนพร้อมลุกขึ้นปกป้อง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลานม่า : ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมผู้สูงอายุ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com