โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลานม่า : ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมผู้สูงอายุ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 29 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2567 เวลา 03.28 น.

ณ วินาทีนี้ คงไม่มีท่านใดไม่รู้จักภาพยนตร์หลานม่า ภาพยนตร์ดราม่าเรื่องราวของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ผลงานชิ้นโบแดงของค่าย GDH ที่ทำรายได้ทั่วประเทศจากการฉายเพียง 14 วัน ทะลุ 250 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อย ขึ้นแท่นอันดับ 1 ภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดแห่งปี

หากกระแสแรงดีไม่มีตกเช่นนี้ รายได้น่าจะทะลุ 300 ล้านบาทอย่างแน่นอน อาจไปไกลถึง 400 ล้านบาท ขอเอาใจช่วย

ผู้เขียนได้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์หลานม่า ตลอดระยะเวลา 125 นาที หนังถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกผ่านตัวละครชาวไทยเชื้อสายจีนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นครอบครัวทั่วไปที่มีอยู่จริงในกรุงเทพมหานคร สะท้อนมุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคมของไทยได้อย่างดีเยี่ยม

ผมเชื่อว่าหากท่านผู้อ่านได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ คงต้องมีฉากใดฉากหนึ่งที่โดนใจท่านผู้ชม เสมือนเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราๆ ท่านๆ อย่างแน่นอน เพราะเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านตัวละคร ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ เพียงแต่อาจหลงลืมไปชั่วขณะ

ยิ่งหากท่านผู้ชมอยู่ในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ผมเชื่อว่าคงมีประสบการณ์ร่วมในหลายๆ แง่มุมของภาพยนตร์ครับ

***หมายเหตุ เนื้องหาต่อจากนี้ อาจมีการสปอย หรือกล่าวถึงเรื่องราวในภาพยนตร์***

ขอหยิบยกเรื่องราวเศร้าเคล้าน้ำตาบางประเด็นมาเล่าสู่กันฟังครับ เริ่มต้นด้วย อาม่า ตัวละครหลักของเรื่อง หญิงไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในวัยที่ควรจะเกษียณหยุดทำงานแล้ว แต่ยังคงทำงานขายโจ๊กในตลาดทุกวัน อาศัยอยู่ในตึกแถว ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน ลูกๆ ของอาม่ามิได้อาศัยอยู่ด้วย ต่างคนต่างทำงานและมีครอบครัวที่ต้องดูแล

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ผู้สูงอายุชาวไทย ไร้เงินออมหลังเกษียณ

ผู้สูงอายุในเมืองต้องทำงานมากถึงร้อยละ 85 ขณะที่ผู้สูงอายุในชนบทต้องทำงาน ร้อยละ 77 เป็นตัวเลขสถิติที่สูงมาก

มากกว่าประเทศญี่ปุ่นที่ผู้สูงวัยนิยมทำงานต่อไปถึงกว่าเท่าตัว แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน

เพียงประเด็นแรกก็มีครอบครัวที่มีประสบการณ์และประสบปัญหาเดียวกันกว่าร้อยละ 80 ของสังคม

วิกฤตความยากจนในผู้สูงวัย กำลังจะกลายเป็นปัญหาสำคัญของไทย หลายคนต้องดิ้นรนหางานทำตามความสามารถและศักยภาพที่พอจะทำได้ มิฉะนั้นก็อาจกลายเป็นภาระของลูกหลานต่อไป

และในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ลำพังลูกหลานเอาชีวิตให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจไม่เป็นภาระของพ่อแม่ก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว

การแก้ไขปัญหานี้อาศัยแต่สวัสดิการของรัฐย่อมไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน

ควรแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ คือ คนวัยหนุ่มสาวเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไม่มีงานที่เหมาะสมกับตนเองในชุมชน จึงต้องย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมืองหรือต่างถิ่น ต้องละทิ้งบ้านและครอบครัวเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ

หากรัฐสามารถสร้างงานในชุมชนและกระจายรายได้สู่ทุกท้องถิ่น จะช่วยให้ครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต มากกว่าการเป็นปัจเจกชนแบบในปัจจุบัน

ประเด็นที่ 2 การขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรด้านสาธารณสุขของไทย

ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่มาก และฝังรากลึกในสังคมมายาวนานมาก หากท่านใดเคยมีญาติพี่น้องเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐ คงมีอารมณ์ร่วมกับภาพยนตร์มากเป็นพิเศษกว่าท่านอื่นๆ

ภาพผู้ป่วยตื่นออกจากบ้านตั้งแต่ ตี 3 ตี 4 ก่อนพระออกบิณฑบาต เพื่อมาต่อคิวรับบริการที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 5 ก่อนโรงพยาบาลเปิดให้บริการ โดยการนำรองเท้าวางเรียงกันแทนการเข้าคิว เป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา จนกลายเป็นวัฒนธรรมปกติของสังคม ทั้งที่จริงๆ แล้ว สังคมไม่ควรยอมรับเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ

ลำพังผู้ป่วยเจ็บป่วยร่างกายก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่แล้ว ยังถูกบริการของรัฐทำร้ายจิตใจตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในสังคม

หากคุณเป็นคนร่ำรวยในสังคม มีโรงพยาบาลเอกชนที่มีแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสาธารณสุข พร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย คอยให้บริการอย่างดีเยี่ยม ไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรใดๆ เลย พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุดทำการแม้แต่วันเดียว

แต่หากคุณโชคร้าย เกิดเป็นคนหาเช้ากินค่ำในสังคม คุณอาจต้องหยุดงานในวันทำงานของคุณ เพื่อต่อคิวเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐ คิวอาจยาวนานหลายเดือน หรือหากมีโชคดีมีเส้นสายพอรู้จักใครอาจได้คิวเร็วขึ้น

แต่แน่นอนว่าหากคุณเจ็บป่วยในวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้เปิดให้บริการทุกแผนก คุณอาจต้องไปรับบริการที่แผนกฉุกเฉินแทน

ซึ่งแน่นอนว่าผู้ป่วยทุกท่านที่มาใช้บริการในวันหยุดถูกรวมไว้ที่แผนกฉุกเฉิน (เรื่องนี้ผู้เขียนมีอดีตฝังใจจากวันหยุดนักขัตฤกษ์)

และแม้ว่าคุณได้รับคิวถึงวันให้บริการแล้ว หากคุณเจ็บป่วยในระดับที่ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวก คุณต้องมีญาติพี่น้องหรือลูกหลานมาคอยเคียงข้างกับคุณเพื่อเดินเอกสารในโรงพยาบาล ตั้งแต่เปิดสิทธิ์ ขอเบิกแฟ้มประวัติการรักษา ยื่นแผนกที่รับบริการเพื่อชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน เจาะเลือด เอ็กซเรย์ จ่ายเงิน รับยา และปิดสิทธิ์

ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานสถิติแห่งชาติ อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปี 2564 มีแพทย์ทั่วประเทศทั้งสิ้น จำนวน 38,820 ท่าน คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร คือ แพทย์ 1 ท่าน ต่อประชากร 1,680 คน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดมาตรฐาน จำนวนแพทย์ต่อประชากรไม่ควรเกิน 1 ต่อ 1,000

ข้อมูลแพทย์ต่อประชากรน่าตกใจแล้ว ข้อมูลทันตแพทย์ต่อประชากรน่าตกใจยิ่งกว่า พบว่า ปี 2564 มีทันตแพทย์ทั่วประเทศทั้งสิ้น จำนวน 8,094 ท่าน คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากร คือ ทันตแพทย์ 1 ท่าน ต่อประชากร 8,057 คน

นอกจากนี้ พบว่าแพทย์ส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานในกรุงเทพมหานครมากกว่าต่างจังหวัด จึงส่งผลให้แพทย์ในต่างจังหวัดต่อประชากรมีสัดส่วนที่สูงกว่ากรุงเทพมากถึงเกือบ 10 เท่า เช่น จังหวัดบึงกาฬ สัดส่วนจำนวนแพทย์ต่อประชากร อยู่ที่ 1 ต่อ 5,021

จนมีคำกล่าวว่า “แพทย์ที่ขาดแคลน คือ แพทย์สำหรับรักษาคนจน” แต่สำหรับคนรวยและชาวต่างชาติไม่เคยขาดแคลน

เมื่อมีข่าวรัฐบาลจะเพิ่มการผลิตนักศึกษาแพทย์หรือการเพิ่มจำนวนโรงเรียนแพทย์เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ มักได้รับการคัดค้านจากแพทย์วิชาชีพทุกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “แพทย์มีจำนวนเพียงพอไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัว”

ล่าสุด นพ.อำนาจ กุสลานันท์ อดีตนายกแพทยสภา ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ชะลอและทบทวนโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เนื่องจากเพื่อนแพทย์จำนวนมากได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องดังกล่าว พร้อมอ้างแบบสอบถามแพทย์จำนวน 1,485 ราย พบว่า ร้อยละ 81 เห็นว่าแพทย์มีจำนวนเพียงพอแล้ว เพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 84.8 เห็นว่าไม่ควรผลิตแพทย์เพิ่ม เนื่องจากปริมาณการผลิตจะสวนทางกับคุณภาพ

แต่ไม่เคยลองทำแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้รับบริการเลย ผมอยากฝากถึงคุณหมอหากมีโอกาสโปรดกรุณาลองทำแบบสอบถามประชาชนที่ตื่นตี 3 ตี 4 เพื่อมาวางรองเท้ารอคิวดูสักครั้งว่าเขาเหล่านั้นคิดเห็นอย่างไรมากกว่าแพทย์วิชาชีพคิดเห็นอย่างไร

โวหารที่กล่าวว่า “แพทย์มีจำนวนเพียงพอไม่ได้ขาดแคลนเพียงแต่มีปัญหาการกระจุกตัว” นั้น เป็นการกล่าวเท็จทั้งสิ้น เพราะปัญหานี้ในทางเศรษฐศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่าแพทย์มีการขาดแคลน มีปัญหาขาดแคลนอุปทาน (Supply) ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ (Demand) จึงก่อให้เกิดการกระจุกตัวของอุปทาน (Supply) ไปรวมกันในที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เสมือนน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ส่วนเงินไหลจากที่ผลตอบแทนต่ำสู่ที่ผลตอบแทนสูง

การเพิ่มอุปทาน (Supply) ในระบบ จะทำให้จุดตัดระหว่างเส้นอุปทาน (Supply) และเส้นอุปสงค์ (Demand) ซึ่งก็คือ ราคา (Price) ลดลงทั้งระบบ ปัญหาการกระจุกตัวของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จะลดลงเพราะไม่สามารถกำหนดราคาค่าบริการที่แตกต่างกันได้มากดั่งเช่นในปัจจุบัน ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นและได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ด้านสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขี้นด้วย

การกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มรายจ่ายภาครัฐทั้งการบริโภคของรัฐและการลงทุนของภาครัฐ หากนำงบประมาณมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านด้านสาธารณสุข ไม่มีใครกล้าคัดค้านหรอก ทุกภาคส่วนพร้อมลุกขึ้นปกป้อง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลานม่า : ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมผู้สูงอายุ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...