[มีEBOOK]หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว
นิยาย Dek-D
อัพเดต 18 มี.ค. 2567 เวลา 10.50 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2567 เวลา 10.50 น. • หิมะที่ปลิดปลิวข้อมูลเบื้องต้น
+++หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว+++
โดย…หิมะที่ปลิดปลิว
+++
หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น
นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป
ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้ว
ทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย
+++
…โปรย…
“บอกมาเจ้าเป็นใครกันแน่!”
หลินซือเยว่พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ หากไม่บอกความจริงไป เขาคงไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ
“นายกองลู่ เจ้าบอกนายท่านผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ทีว่าข้าเป็นใคร”
“คุณหนูหลินเป็นนักโทษถูกเนรเทศมาอยู่ที่ค่ายทหารเมืองเหลียง นางออกมาทำงานนอกค่าย ตอนนี้ต้องกลับไปรับโทษที่ค่ายตามเดิม นายท่านโปรดอย่าขวางทางพวกเราเลย” นายกองลู่รู้สึกได้ว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ เขาจึงเอ่ยอย่างนอบน้อมออกมา
“หึ เป็นแค่นักโทษถูกเนรเทศ”
นี่มันสายตาอันใดกัน หลินซือเยว่มองเห็นแล้วไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก นางมองดูโหงวเฮ้งของเขา ลองทำนายดูเสียหน่อยจะเป็นไรไป
“นายท่านดวงชะตาของท่านช่างลำบากนัก เติบโตมาท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดี สูญเสียมารดาไปแล้วมีบิดาก็เหมือนไม่มี แต่ปราณมังกรของท่านยังพอมีพลังอยู่บ้าง เลยทำให้ท่านมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ ตอนนี้แม้แต่บิดาก็ไม่มีแล้ว จุ๊ ๆ ชะตาดอกท้อยิ่งน่าสงสาร สามปีนี้ท่านคงไม่อาจตบแต่งสตรีเข้าจวนได้ แต่ก็ยังมีเรื่องดีอยู่บ้าง สิ่งของที่ท่านตามหานั้น…อยู่ที่นี่” นางดึงเชือกบังคับม้ากลับคืนไป
เซวียนหมิงยู่ไม่รู้ว่าตัวเองปล่อยเชือกในมือไปตอนไหน ราวกับถ้อยคำของนางมีมนต์สะกดตรึงให้เขาอยู่กับที่ เขาหันไปทางองครักษ์คนสนิท “เก็บนางไว้ไม่ได้!”
***ตอนพิเศษEBOOKอัปโหลดให้แล้วนะคะ***
ซื้อEBOOK
ตอนพิเศษ
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้น
ตามจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น
ตัวละครและสถานที่ในเรื่อง(ไม่มีอยู่จริง)
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
…หิมะที่ปลิดปลิว…
1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน
1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน
แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน
อารามไท่ผิงกวน
“ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก”
“ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !”
ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม
หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน
“คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้
“หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด “นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ “ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่”
เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ”
“กลับไปแต่งงานนี่เอง” นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้
ภายในอารามไท่ผิงกวน
“อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น
“นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ” จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป” เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้
“อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ” เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา
“เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้” เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์” โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป
เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง
หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี !
แครก ๆ ๆ ๆ
เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย “ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น”
“ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น
“ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ”
สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ
“ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ
“ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว”
“สิบวันเชียวรึ” หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน”
เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ” น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง คล้ายไม่เห็นว่าหลินซือเยว่เป็นนายของตน
“เจ้าเอ่ยเช่นนี้กับคุณหนูผู้เป็นนายได้อย่างไร” เผิงฉือชี้นิ้วใส่ด้วยความไม่พอใจ
“เฮอะ ใครเป็นนายใครก็ยังไม่รู้เลย เอาเถอะ ๆ อยากแวะก็แวะแต่ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามพอ หากกลับถึงเมืองหลวงช้าเกินกำหนด พวกเจ้านั่นแหละที่จะเดือดร้อน”
“เรียกใครว่าพวกเจ้า !”
“ป้าเผิง” เสียงเรียกราบเรียบดั่งน้ำนิ่งไหลลึกเช่นนี้ เผิงฉือเข้าใจในทันทีว่าคือคำเตือนในนางสงบนิ่ง
“เจ้าค่ะคุณหนู” เผิงฉือกลับมานั่งที่เดิม
“ต้องได้เปลี่ยนรถม้าคันใหม่อยู่ดี”
“จริงหรือเจ้าคะคุณหนู”
หลินซือเยว่นับนิ้วพร้อมหลับตาลง “พรุ่งนี้อากาศจะเย็นลงอย่างฉับพลัน รถม้าคันนี้ไปไม่ถึงกลางทางแน่ คงต้องแวะทวงหนี้กันสักหน่อย” มุมปากนางกระตุกยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มสยองแบบบางเบา
หลินอ้ายส่ายหน้าบ่นเบา ๆ กับตัวเอง “รถม้าข้ายังดี ๆ ช่างกล้าบอกว่าไปไม่ถึงกลางทาง เฮอะ !”
สองเค่อต่อมารถม้าได้วิ่งเข้ามาในอำเภอฝู และล้อหักเพลาพังอยู่หน้าร้านขายยาพอดิบพอดี หลินอ้ายถึงกับด่ากราดไปทั่ว ไม่รู้จะทำอย่างไรในสถานการณ์ตอนนี้ เดินทำหน้าสิ้นหวังมาหาหลินซือเยว่
“รถม้าพังแล้วไปต่อไม่ได้”
เพราะเจ้านั่นแหละมาแช่งรถม้าของข้า !
“เจ้าเป็นคนขับรถม้า เจ้าก็หาทางเอารถม้าไปซ่อมสิ” เผิงฉือไม่เข้าใจเหตุใดเขาถึงต้องทำตัวงุนงงเช่นนี้ด้วย
คนขับรถม้ามีท่าทีกระอักกระอ่วนใจ ก่อนเอ่ยเสียงค่อยออกมา “ข้าได้เงินแค่ค่าอาหารกับที่พัก ไหนเลยจะมีเงินมาซ่อมรถม้า”
“ตระกูลหลินยากจนเพียงนั้นรึ ถึงไม่ยอมให้เจ้าพกเงินมาเผื่อ” เผิงฉือใช้สายตาเชือดเฉือนหลินอ้าย “แล้วค่าใช้จ่ายของคุณหนูข้าล่ะ” นางอดขึ้นเสียงใส่ไม่ได้จริง ๆ
หลินอ้ายทำท่าตกใจสุดขีด เขาส่ายหน้าไปมาอย่างคาดไม่ถึง กลายเป็นคนโง่ที่ลืมนึกถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร มารับคนกลับบ้าน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
เผิงฉือหันไปฟ้องผู้เป็นนายในทันที “คุณหนูเจ้าคะ ! คนตระกูลหลินไม่มีความจริงใจเลย พวกเรากลับไปที่อารามเถอะ ข้าไม่อยากให้คุณหนูไปแล้ว”
หลินอ้ายรีบเอ่ย “ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าได้รับคำสั่งมารับคุณหนูรอง หากไม่ได้คนกลับไปพ่อบ้านบอกว่าจะไล่ข้าออก”
“มันใช่เรื่องของคุณหนูข้าไหม !”
หลินซือเยว่ที่ยืนมองทั้งคู่โต้เถียงกัน อดที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ได้ นางหันหน้าไปทางหลินอ้าย “เจ้ารออยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยว ข้าจะไปหยิบยืมเงินจากคนรู้จัก จากนั้นเราจะได้หารถม้าคันใหม่กัน”
“หยิบยืม ?” หลินอ้ายทำหน้าไม่ถูก แต่เขาเป็นบ่าวคงได้แค่รอตามคำสั่ง ก่อนหน้าเขาไม่ไว้หน้าคุณหนูรองผู้นี้ แต่ยามนี้เขาไม่มีทางเลือกจริง ๆ หากคุณหนูรองไม่หยิบยืมเงินผู้อื่น เขาจะพานางกลับตระกูลหลินไปได้อย่างไร
2 : ทวงหนี้
2 : ทวงหนี้
โรงหมออานฉวน
“คุณหนูหลิน” ผู้ดูแลลู่รีบเข้ามาทักทายหลินซือเยว่ด้วยสีหน้าเป็นมิตร
“ข้ามาทวงหนี้” นางไม่อ้อมค้อมสักคำ ทำเอาผู้ดูแลลู่ถึงกับผงะถอยหลังไปเล็กน้อย ท่าทางเย็นชาทว่าสูงส่งของหลินซือเยว่ ไม่เหมือนคนกำลังเอ่ยวาจาทวงหนี้แม้แต่น้อย
“คุณหนูหลินเหตุใดถึงรีบร้อนมาทวงเงินแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่าตกลงกันไว้ว่าอีกสองเดือนหรืออย่างไร”
เห็นผู้ดูแลลู่มีท่าทีสงสัย เผิงฉือจึงเอ่ยแทนผู้เป็นนาย “ผู้ดูแลลู่ความจริงแล้วคุณหนูมีเหตุจำเป็น ต้องได้ใช้เงินอย่างเร่งด่วน ท่านพ่อของคุณหนูส่งคนมารับกลับตระกูลหลินที่อยู่ในเมืองหลวง แต่รถม้าที่มารับกลับล้อหักเสียหาย คนขับรถม้านั้นไม่มีเงินติดตัวมาด้วย เกรงว่าทางโน้นจะลืมคิดเรื่องพวกนี้ไป คุณหนูเลยจำใจมาทวงเงินค่าสมุนไพร ที่โรงหมอของท่านติดค้างเอาไว้ หวังว่าผู้ดูแลลู่จะเห็นใจสตรีสองคนนายบ่าว ที่ต้องเดินทางไกลไปถึงเมืองหลวงโน่น”
ผู้ดูแลลู่ได้ยินแล้วถึงกับชะงักงันไปอึดใจหนึ่ง “เช่นนี้หรอกรึ”
“สรุปแล้วเจ้ามีเงินคืนข้าหรือไม่” หลินซือเยว่รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
“มีขอรับคุณหนูหลิน นายท่านได้แยกเงินที่ต้องคืนคุณหนูหลินเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว เพียงแต่ว่าเก็บได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น” ผู้ดูแลลู่ทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย นอกจากค่าสมุนไพรที่หลินซือเยว่นำมาขายให้ที่นี่แล้ว ยังมีค่ารักษาคนไข้ ที่ยากเกินความสามารถของโรงหมออานฉวนอีกด้วย นับรวมทั้งหมดได้ห้าคนพอดิบพอดี ค่าสมุนไพรไม่เท่าไหร่เพียงสามร้อยตำลึง แต่ค่ารักษาคนไข้อาการหนักห้าคนนี้ ตกคนละสองร้อยตำลึงเลยทีเดียว
“ครึ่งหนึ่งคือเท่าใด” หลินซือเยว่ไม่เคยจดบันทึก นางค่อนข้างไว้ใจโรงหมออานฉวน
“ติดค้างไว้ทั้งหมดหนึ่งพันสามร้อยตำลึงขอรับ ตอนนี้ที่เก็บไว้มีเพียงหกร้อยห้าสิบตำลึงเท่านั้น”
“เอาที่มีทั้งหมดนั่นมาให้ข้าก่อน ที่เหลือฝากผู้ดูแลลู่มอบเป็นค่าธูปเทียนน้ำมันตะเกียง แก่อารามไท่ผิงกวนด้วย”
หากมอบเป็นค่าธูปเทียนน้ำมันตะเกียงแก่อารามไท่ผิงกวน เช่นนั้นคงไม่ต้องรีบร้อนคืน ผู้ดูแลลู่ยิ้มรับในทันที “ได้ขอรับคุณหนูหลิน เช่นนั้นรบกวนคุณหนูหลิน ลงลายมือชื่อบนสมุดบันทึกหนี้ด้วยขอรับ”
เงินมาลายมือชื่อไป แต่เหมือนหลินซือเยว่จะนึกบางเรื่องขึ้นมาได้ “จัดย่ามยาสามัญให้ข้าด้วยหนึ่งชุด”
“ได้ขอรับคุณหนูหลิน” ผู้ดูแลลู่ไม่คิดมาก ย่ามยาสามัญเป็นสิ่งที่โรงหมอมีพร้อม ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด อีกทั้งราคาไม่ได้แพงมากนัก สามารถหักออกจากเงินที่ต้องใช้คืนได้
นี่เป็นเพียงลูกหนี้รายแรก ในอำเภอฝูแห่งนี้ยังมีลูกหนี้ของหลินซือเยว่อีกสามราย หนึ่งนายอำเภอฝู สองเถ้าแก่ภัตตาคารชื่อดัง สามโรงประมูลสินค้า สามรายนี้เรียกลูกหนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก คงต้องเรียกว่าเป็นสถานที่ฝากเงินเอาไว้มากกว่า
หลินซือเยว่รู้ดีว่าอาจารย์ของตนนั้น มีนิสัยเห็นเงินไม่ได้ เป็นอันต้องเอาไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หลัก ๆ มักลงที่สุรากับนารี นางรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก เกือบจะบาปหนากลายเป็นศิษย์เนรคุณไปเสียแล้ว จึงเลือกวิธีสุดท้ายออกมา บอกไปว่าร่างกายของนางไม่แข็งแรง จึงงดรับการรักษาไปก่อนภายในครึ่งปี
ทั้งสามแห่งนางไม่ได้ไปทวงด้วยตัวเอง แต่ให้เผิงฉือเป็นคนถือจดหมาย พร้อมป้ายประจำตัวไปจัดการแทน ตัวนางนั้นไปเลือกซื้อรถม้าคันใหม่ ม้าตัวนั้นนางดูแล้วมันยังแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพียงแต่ต้องให้หญ้าคุณภาพดีมากหน่อย
หลินอ้ายตกใจเป็นอย่างมาก หลังจากเห็นรถม้าคันใหญ่ พร้อมกับของกินของใช้บรรจุมาเต็มคันรถ อีกทั้งยังมีหญ้าคุณภาพดีมาให้ม้ากินอีกด้วย เขาไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบ่นอันใดอีก เพราะซาลาเปาไส้เนื้อสามลูกโต ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้า
“รีบกินซะ จะได้เดินทางต่อ” เผิงฉือเป็นคนเอ่ย จากนั้นนางก็เข้าไปปูผ้านวมบนรถม้า เตรียมของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่ตามช่องลิ้นชักใต้เบาะนั่ง เตรียมให้หลินซือเยว่ไว้กินระหว่างทาง
นางอารมณ์ดีไม่น้อยเงินที่ไปทวงมาจากสามแห่งนั้น รวมกันแล้วเกือบสามพันตำลึง ไม่คิดว่าคุณหนูของนาง สามารถเก็บซ่อนเงินจากเจ้าอาวาสชุน ได้มากมายถึงเพียงนี้ เสียดายที่ตามกฎชะตาฟ้า นางต้องนำเงินไปทำบุญที่อารามเต๋าครึ่งหนึ่ง
ในจดหมายระบุไว้เป็นอย่างดี ว่าต้องบริจาคเงินให้อารามในช่วงเวลาใด หลินซือเยว่คำนวณไว้เรียบร้อย ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพียงแต่ไม่มีให้ใช้อย่างมือเติบอีกต่อไป
ยามอู่(11.00-12.59)ทั้งสามคนเดินทางออกจากอำเภอฝู
หลินซินเยว่เปิดหน้าต่างมองดูทิวทัศน์ข้างทางไปด้วย นางทะลุมิติมาอยู่ยังโลกแห่งนี้ได้สิบปีเต็มแล้วสินะ เดิมทีเจ้าของร่างเดิมเป็นบุตรสาวของนายท่านรองตระกูลหลิน มีบิดามารดาและพี่ชาย เพิ่งมีน้องสาวหลังจากที่นางออกจากตระกูลหลินมาแล้ว จึงยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน สำหรับคนอื่น ๆ ในตระกูลหลินนั้น เจ้าของร่างเดิมแทบไม่มีความทรงจำมากนัก ทุกอย่างจึงเลือนรางยากแก่การเข้าใจได้
หลินซินเยว่ในวัยห้าขวบได้ประสบอุบัติเหตุ ทำให้กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน พูดจาติดอ่างเคลื่อนไหวเชื่องช้า สมองได้รับผลกระทบ จากการตกลงมาจากต้นไม้สูง ตอนนั้นมีนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งมาทำนายเอาไว้ ว่าดวงชะตาของนางจะทำให้ตระกูลหลินตกต่ำ ให้นำนางออกจากตระกูลหลินไปอยู่ที่อื่น และห้ามคนในครอบครัวพบเจอหน้านางอีก
แม้บิดามารดาของหลินซินเยว่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่อาจขัดขืนความประสงค์ของผู้ใหญ่ในตระกูลได้ ยิ่งตอนนั้นนายท่านใหญ่กำลังเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอตงจี้ ตระกูลหลินทิ้งหลินซินเยว่ไว้ที่อารามไท่ผิงกวน แล้วย้ายเข้าไปอยู่ที่อำเภอตงจี้ จากนั้นเพียงสามปีพวกเขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองหลวง เหตุเพราะนายท่านใหญ่สร้างผลงานใหญ่หลวง จนได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาเว่ยเว่ย มีหน้าที่เฝ้าระวังและป้องกันประตูวังหลวง
หลินซินเยว่กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนในวัยห้าขวบ ถูกเลี้ยงดูอยู่ในอารามไท่ผิงกวนอย่างยากลำบาก เจ้าอาวาสยอมรับเด็กปัญญาอ่อนเข้ามาเลี้ยงดู เพราะตระกูลหลินรับปากบริจาคเงินให้แก่ทางอารามทุกปี ปีละหนึ่งร้อยตำลึง จนกว่าหลินซินเยว่จะไม่ได้อยู่ในอารามอีกต่อไป แต่การเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อนผู้หนึ่งไหนเลยจะง่าย
ยามนั้นเผิงฉือที่ถูกโจรป่าปล้นชิงระหว่างเดินทางกลางหุบเขา นางสูญเสียสามีและลูกสาวไปในวัยห้าขวบไป กลายเป็นคนใกล้เสียสติ เดินโซซัดโซเซไปทั่ว กระทั่งมาเจอเด็กสาวผู้หนึ่งกลิ้งตกลงมาจากเนินเขา หัวกระแทกเข้ากับก้อนหินจนหมดสติไป
เจ้าอาวาสชุนวิ่งหน้าตาตื่นมาดูอาการของหลินซินเยว่ อีกทั้งยังต้องหิ้วสตรีใกล้บ้ากลับอารามไปด้วย ผ่านไปสองวันสองคืนหลินซินเยว่ถึงได้ฟื้นคืนสติ อาการปัญญาอ่อนจะเรียกว่าหายก็ไม่ได้ เพราะยังมึนงงสับสน นั่งเหม่อดวงตาเลื่อนลอย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง พูดจายังไม่รู้เรื่อง นั่นคือตอนที่หลินซือเยว่ในยุคปัจจุบันทะลุมิติมา
เจ้าอาวาสชุนมองเห็นโอกาสดีของทั้งคู่ จึงขอให้เผิงฉืออยู่เลี้ยงดูหลินซินเยว่จนเติบใหญ่ วันข้างหน้าจะได้พึ่งพาบุญวาสนาของนาง เผิงฉือที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่งอย่างในชีวิตไป ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับในทันที
หลินซือเยว่ที่ข้ามมิติมานั้น ต้องใช้เวลาถึงสองวันกว่านางจะเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างได้ แต่เพราะร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนั้น เป็นเด็กปัญญาอ่อนจากการเกิดอุบัติเหตุ การที่จะพูดคุยกับผู้อื่นให้เป็นปกติ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ระหว่างนั้นสิ่งที่ทำให้นางต้องตื่นตะลึงก็คือ
นางไม่เพียงแค่ระลึกอดีตอันน้อยนิดของคุณหนูตัวน้อยผู้นี้ได้ จำปัจจุบันที่จากมาได้ ว่าตัวเองเป็นถึงหมอศัลยกรรมชื่อดังของประเทศหนึ่ง แต่ว่านางยังระลึกอดีตชาติอันไกลโพ้นได้อีกด้วย อดีตกาลนั้นนางเคยเป็นถึงปรมาจารย์เต๋าเลื่องชื่อ ล่วงรู้ความลับฟ้า รักษาผู้คนได้ อีกทั้งยังมีดวงเนตรทิพย์ สามารถมองเห็นวิญญาณคนตายได้ด้วย
หลินซือเยว่ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องราวเหล่านี้อยู่นาน นางกลายเป็นคนที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต อยู่ในคนคนเดียว ความสามารถนั้นล้นหลามจนตัวนางไม่อยากเชื่อ เมื่อนางอายุสิบขวบดวงเนตรทิพย์ของนางเริ่มทำงาน นางมองเห็นวิญญาณคนตายเต็มไปหมด ไม่ใช่โลกที่นางต้องการแม้แต่น้อย นางเค้นเอาความสามารถในอดีตกาลออกมา ร่ายคาถาปิดผนึกดวงเนตรทิพย์ไม่ให้มองเห็น เช่นนั้นนางถึงอยู่อย่างสงบมาได้จนถึงทุกวันนี้
ใครจะคาดคิดว่าหลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อน ที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้ว ทั้งยังจำอดีตชาติอันรุ่งเรืองได้อีกด้วย ผู้คนอาจคิดว่านางเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสชุน แต่ในความเป็นจริงนั้น เจ้าอาวาสชุนต่างหากที่ยกให้นางเป็นอาจารย์ เรียนรู้เคล็ดวิชาเต๋าขั้นสูงจากนาง เพียงแต่นางไม่กล้ารับไว้ และยกให้ท่านเป็นอาจารย์ไว้เช่นเดิม
3 : เกิดเรื่องที่ศาลาพักม้า
3 : เกิดเรื่องที่ศาลาพักม้า
หลินซือเยว่ในอดีตกาลนั้น มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้คน เปิดดวงเนตรทิพย์สื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณ ตรงกันข้ามกับนางในตอนนี้ ใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวัง ไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเกินความจำเป็น นั่นเพราะนางมาอยู่ในร่างนี้ในวัยเด็ก ที่มีอายุเพียงห้าปีเท่านั้น แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไร้คนมีฝีมือข้างกายทรัพย์สินเงินทองนั้นยิ่งไม่มี กว่านางจะรอให้ตัวเองเติบโต มีกำลังพอจะลงจากเขาไปรักษาผู้คนได้ ก็ยามเมื่ออายุสิบปีเสียก่อน
ยามนี้นางอายุสิบหกปี เคยไปไกลสุดแค่อำเภอฝู การเดินทางกลับตระกูลหลินคราวนี้ นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของนางในโลกนี้ก็ว่าได้ จะว่าไปแล้วพ่อแม่พี่ชายหรือคนตระกูลหลินหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น นางนึกไม่ออกเลยจริง ๆ
การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อใดที่หลินซือเยว่บอกให้หยุด เส้นทางข้างหน้ามักจะมีปัญหาอยู่เสมอ ในคราแรกหลินอ้ายก็โต้แย้งอยู่บ้าง ต่อมาถึงรู้สิ่งใดที่คุณหนูรองผู้นี้เอ่ยออกมา มักกลายเป็นเรื่องจริงในภายหลัง โดยเฉพาะหลังออกจากอำเภอฝูได้วันเดียว ลมหนาวมาเยือนอย่างกะทันหัน ตกดึกหิมะตกหนักในทันที เรียกได้ว่าปีนี้อาจเกิดภัยพิบัติจากความหนาวตามมา
“ป้าเผิงเอาเสื้อกันหนาวไปให้หลินอ้ายด้วย”
“เจ้าค่ะคุณหนู” เผิงฉือรีบไปรื้อกล่องที่อยู่ด้านหลังรถม้า นำชุดกันหนาวของบุรุษออกมามอบให้หลินอ้าย พร้อมทั้งอุปกรณ์กันหนาวต่าง ๆ
หลินอ้ายรู้สึกซาบซึ้งในความมีเมตตาของหลินซือเยว่มาก ถึงกับมาคุกเข่าก้มกราบด้วยคราบน้ำตา ยามอยู่ในตระกูลหลินเขาได้รับแต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของผู้อื่น เนื่องจากไม่กล้าใช้เงินซื้อสวมใส่ ทางบ้านยากไร้ถึงขั้นขายลูกชายมาเป็นบ่าวรับใช้ผู้อื่น นี่นับเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับเลยก็ว่าได้
“ข้าขอบคุณคุณหนูรองที่เมตตาขอรับ” ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าหนาว อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นด้วย ไหนเลยหลินอ้ายจะเคยได้รับสิ่งดี ๆ เช่นนี้มาก่อน
เผิงฉือเห็นน้ำตาของหลินอ้ายก็อดใจอ่อนไม่ได้ “รู้ความเช่นนี้ก็ดีแล้ว เจ้าก็อย่าได้เนรคุณภายหลังก็แล้วกัน”
“ข้าไม่กล้า ๆ”
“ลุกขึ้นเถอะ” หลินซือเยว่เอ่ยทั้งที่ดวงตา ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องพัก หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ขอทานหลายคนเริ่มก่อไฟบรรเทาความหนาว ผู้คนเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนไม่ออกมา ช่างเป็นความงามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน
“ไป ๆ กลับไปห้องพักของเจ้าได้แล้ว คุณหนูของข้าจะพักผ่อน”
“ขอรับท่านป้าเผิง” หลินอ้ายหอบเอาเสื้อผ้าหน้าหนาวพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ อีกทั้งยังมีเตาอุ่นมือ กลับไปยังห้องพักของตัวเอง
“ตระกูลหลินคิดอย่างไร ถึงส่งคนขับรถม้าอายุสิบเจ็ดปีมารับคุณหนู ยังไม่รู้ประสาอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่รถม้าพังยังแก้ไขไม่ได้” เผิงฉือส่ายหน้าไปบ่นไปด้วย “หากเกิดเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทาง ใครจะช่วยเหลือใครก็ยังไม่รู้ อย่างน้อยก็ควรจะส่งคนคุ้มกันมาด้วยสักคนสองคนก็ยังดี” นางบ่นไปมือก็จัดที่นอนเตรียมให้หลินซือเยว่ไปด้วย
“พวกเขาทิ้งข้าไว้ที่อารามไท่ผิงกวนถึงสิบปีเต็ม ท่านหวังสิ่งใดจากคนเหล่านั้นได้ด้วยรึ”
น้ำเสียงกึ่งเยาะของหลินซือเยว่ ทำให้ผิงฉือถึงกับอดรู้สึกสงสารนางไม่ได้ คุณหนูของนางทั้งงดงามและมากฝีมือ เหตุใดถึงไม่มาเยี่ยมหาเลยสักครั้ง นางมีใบหน้าเดียวคือความเฉยชา มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความว่างเปล่า คล้ายกับว่าชีวิตนี้เกิดมาได้ไร้จุดหมาย
“คุณหนูท่านปิดหน้าต่างแล้วมานอนเถอะเจ้าค่ะ ลมหนาวเข้ามาในห้องแล้ว”
“ได้” หลินซือเยว่ลุกขึ้น เดินไปนอนบนเตียง มุมปากยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นเผิงฉือรีบร้อนปิดหน้าต่าง บานที่นางนั่งชมวิวเมื่อครู่นี้
“อันที่จริงคุณหนูควรเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่ จะใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเรียบ ๆ แบบเดิมไม่ได้แล้ว”
“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่” นางเอ่ยสั้น ๆ แล้วพลิกตัวหันหลังให้เผิงฉือ
เผิงฉือนอนบนตั่งสำรองอยู่ในห้อง นางเคยคิดจะเลี้ยงดูคุณหนูเหมือนลูกสาว แต่ว่ารูปลักษณ์และความสูงส่งของหลินซือเยว่ ทำให้นางนั้นไม่อาจเอื้อมถึงได้จริง ๆ พึงพอใจที่จะเป็นคนสนิทข้างกายเช่นดังเดิม นางมองคนบนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนดับตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอน
การเดินทางในสามวันต่อมากลับต้องพบเจอปัญหา เมื่อไม่อาจไปถึงโรงเตี๊ยมได้ก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดิน จำเป็นต้องแวะที่ศาลาพักม้าไปก่อน
“ท่านป้าเผิงคนที่ศาลาพักม้าบอกว่าห้องส่วนตัวเต็มแล้วขอรับ เหลือแค่ห้องโถงส่วนรวม แต่ข้าไปดูมาแล้วมีแต่ชาวบ้านเนื้อตัวสกปรก นั่งเบียด ๆ กันเต็มไปหมด เกรงว่าคุณหนูรองจะอยู่ไม่สะดวก” หลินอ้ายเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา เขาบังคับม้าไปไม่ถึงโรงเตี๊ยมข้างหน้า ทำให้หลินซือเยว่ต้องได้รับความลำบากเช่นนี้
“ป้าเผิงตั้งกระโจม”
หลินอ้าย “…?”
เผิงฉือ “เจ้าค่ะคุณหนู มาเร็วหลินอ้ายมาช่วยข้าตั้งกระโจมกัน ว่าแต่ตั้งตรงไหนเจ้าคะคุณหนู”
หลินซือเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ นางชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นสามารถมองเห็นศาลาพักม้าได้อย่างชัดเจน
“ไปเร็วหลินอ้ายใต้ต้นไม้นั่น”
หลินอ้ายเริ่มจะคุ้นชินกับการตัดสินใจของหลินซือเยว่ เขารีบจูงม้าไปยังใต้ต้นไม้ และช่วยเผิงฉือจัดการตั้งกระโจม
“ถึงว่าทำไมรถม้ามันถึงหนักเพียงนี้ ที่แท้พวกท่านก็ขนมาสารพัดอย่างเลย”
“เจ้าโง่ หากคุณหนูของข้าไม่รอบคอบ ป่านนี้เจ้าได้หนาวตายอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว”
ไม่เพียงแค่กระโจมของหลินซือเยว่ กระโจมเล็กของหลินอ้ายก็ยังมีอีกด้วย
หลินอ้ายมองเห็นกระโจมเล็กของตนเองก็รู้สึกพิศวงยิ่งนัก เดินเข้าไปหาเผิงฉือใกล้ ๆ “ท่านป้าเผิงข้าถามจริง ๆ เถอะ คุณหนูรองล่วงรู้ดินฟ้าอากาศใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าหิมะจะตกอากาศจะหนาวเหน็บ”
“คุณหนูของข้าเติบโตในอารามเต๋า เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เผิงฉือไม่ยอมตอบตามตรง เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเรื่องที่หลินซือเยว่ล่วงรู้นั้นมาจากไหนกันแน่ เพราะดูจากความสามารถแล้ว เหมือนจะเหนือเจ้าอาวาสชุนอยู่หลายขุม
ตั้งกระโจมเสร็จแล้วเผิงฉือก็ทำอาหารที่เตรียมมาด้วย นางทำข้าวต้มร้อน ๆ มีของว่างเป็นขนมที่แวะซื้อระหว่างทาง หลินอ้ายได้กินอาหารร้อน ๆ ท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน หลินซือเยว่ให้เขาเข้าไปนอนหลับให้เต็มที่ เพราะเขาทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว พอหัวถึงพื้นกระโจมเขาก็ส่งเสียงกรนในทันที
เผิงฉือคอยดูกองไฟไม่ให้ดับ หลินซือเยว่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตามองไปยังศาลาพักม้าอยู่เป็นระยะ เหมือนมีบางเรื่องราวในใจที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้
“คุณหนูเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ ทางนี้ข้าจะคอยดูกองไฟให้เอง”
“ไม่ต้องหรอกป้าเผิงท่านดับไฟเข้านอนพร้อมข้าได้เลย ค่อยตื่นอีกทียามโฉ่ว(01.00-02.59)ก็แล้วกัน” สีหน้าของหลินซือเยว่ดูมีกังวล “เก็บของที่เหลือขึ้นรถม้าไว้ก่อน”
เมื่อหลินซือเยว่เอ่ยเช่นนี้ย่อมมีที่มาที่ไป เผิงฉือไม่รอช้าเก็บหม้อไหทุกอย่างขึ้นไว้บนรถม้าอย่างรวดเร็ว กลับมาเข้านอนตามที่คุณหนูของตนสั่ง “ยามโฉ่วจะมีเรื่องใช่ไหมเจ้าคะ”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เตรียมตัวไว้เถอะ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
ยาวโฉ่ว
เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในยามราตรี หลินอ้ายกับเผิงฉือวิ่งออกมาจากกระโจมพร้อม ๆ กัน กลับเห็นแผ่นหลังของหลินซือเยว่ที่ยืนตัวตรง สายตาจ้องไปยังศาลาพักม้าเงียบ ๆ
“คุณหนูรองทำอย่างไรดีขอรับ พวกเราควรเก็บกระโจมไปจากที่นี่ดีหรือไม่” หลินอ้ายไม่เคยเจอเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน เสียงกรีดร้องของผู้คนดังโหยหวนไปหมด
“ออกไปตอนนี้ได้ตายเพราะความหนาวแน่นอน” หลินซือเยว่คำนวณดูแล้ว การเดินทางยามนี้โอกาสรอดมีน้อยยิ่งนัก ไม่เพียงแค่นางที่รู้ คนในศาลาพักม้าเองก็รู้เช่นเดียวกัน พวกเขาหนีออกมาแต่ก็รั้งรออยู่รอบ ๆ ไม่ได้เดินทางไปไหนในทันที
ร่างกายของเจ้าจะรับรู้ศิลปะการต่อสู้ได้ ยามเมื่อผ่านพ้นวัยปักปิ่นไปแล้ว
เสียงตัวตนในอดีตกาลเอ่ยย้ำเตือนนางเช่นนี้ ในวันที่นางต้องการฝึกวรยุทธ์ แต่นี่นางผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้หนึ่งปีแล้ว เหตุใดนางถึงไม่รับรู้ได้ถึงวรยุทธ์ที่เคยมีในอดีต ติดขัดที่ตรงไหนกัน
เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่ง มุ่งหน้ามาทางที่พวกเขาตั้งกระโจมอยู่
“ฮูหยินทางนี้เจ้าค่ะ !”
“พวกเจ้าเป็นใครอย่าเข้ามาใกล้คุณหนูรองของข้านะ !” หลินอ้ายส่ายไม้ฟืนในมือไปยังคนแปลกหน้า เพื่อปกป้องหลินซือเยว่กับเผิงฉือ
คนทั้งกลุ่มถึงกับชะงัก พวกเขาแค่เห็นแสงไฟจากตะเกียง จึงรีบวิ่งมาทางนี้ ไหนเลยจะคิดว่ามีคนตั้งกระโจมท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้
“แม่นางฮูหยินของข้าเพิ่งหนีออกมาจากศาลาพักม้า พวกเราไม่ใช่คนร้ายแน่นอน ขอพักอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ พวกเราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว” บ่าวสูงวัยผู้หนึ่งไม่สนใจหลินอ้าย แต่หันไปเอ่ยกับหลินซือเยว่ที่อยู่ด้านหลัง
“แม่นมฉีข้าว่าไปต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่” คนผู้นี้ดูไม่เหมือนบ่าว มองไปแล้วเหมือนทหารหรือไม่ก็องครักษ์เสียมากกว่า
“มะไม่ ข้าไม่ไป ข้าจะรอท่านพี่ โอ๊ย !” เจินซูเหวินหรือต่งฮูหยิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา นางถูกคลุมด้วยผ้าขนสัตว์อย่างหนาแน่น
“ฮูหยิน !” แม่นมหนึ่งคนกับสาวใช้อีกสอง ต่างกรูเข้าไปดูฮูหยินของพวกนาง คนคุ้มกันอีกสองคนต่างตระหนักถึงความยากลำบากนี้ พวกเขาคนหนึ่งมองไปทางซ้ายอีกคนมองไปทางขวา จากนั้นมองกลับไปที่โรงพักหน้าอยู่ตลอดเวลา
หลินซือเยว่หันไปมองเผิงฉือเล็กน้อย “ป้าเผิงไปดู”
“ฮูหยินพวกเจ้าเป็นอะไรไป” เผิงฉือเข้าไปดูอีกคน ทว่าความมืดทำให้มองเห็นไม่ชัด ว่าฮูหยินผู้นี้เกิดอันตรายอันใดขึ้น
“มีน้ำเจ้าค่ะ ! แม่นมฉี !” สาวใช้นางหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ขณะที่ฮูหยินของนางสีหน้าบิดเบี้ยวไปหมด
“นางกำลังจะคลอดลูก” น้ำเสียงเย็นเยียบของหลินซือเยว่ ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด “พานางเข้าไปในกระโจม หลินอ้ายก่อไฟต้มน้ำร้อน ป้าเผิงย่ามยา ส่วนเจ้าสองคนคุ้มกันบริเวณนี้อย่าให้มีผู้ใดเข้ามา”
นางเอ่ยจบทุกคนก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ “ไป !” กระทั่งคำนี้ถูกเอ่ยออกมา พวกเขาถึงกระจายตัวกันไปทำงานตามคำสั่ง ไม่เว้นกระทั่งคนคุ้มกันก็ยังฟังคำสั่งของนาง
“เจ้ากับป้าเผิงอยู่ในกระโจมกับข้า ส่วนเจ้าสองคนคอยอยู่ด้านนอก” นางหันไปทางแม่นมฉี ก่อนหันไปทางสาวใช้ทั้งสองคน
“ทำตามคำสั่งแม่นางผู้นี้เถอะ” แม่นมฉีเหมือนว่าไม่มีทางเลือก ลอบมองไปที่ศาลาพักม้ายังได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่ อีกทั้งบางแห่งยังมีไฟไหม้ลุกลามขึ้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ กระจายไปอยู่บริเวณอื่นที่ลับสายตาผู้คน มีเพียงกระโจมแห่งนี้ที่เดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด