เกิดใหม่ในครอบครัวอันอบอุ่น
ข้อมูลเบื้องต้น
"ห้องกระจกแคบเเคบนี่เมื่อไหร่เราจะออกไปจากที่นี่ได้สักทีนะ ทุกวันนั้นก็ได้ยินแค่เพียงเสียงของเครื่องมือเหล่านี้ "
หลินโม่เป็นชายวัยกลางคนที่มีอายุราวห้าสิบกว่าปี ตอนนี้นั้นร่างกายของเขาซูบผอมนอนอยู่บนเตียงขนาดไม่ได้ใหญ่มาก มีสายระโยงระยางติดตามตัวของเขาเต็มไปหมด ซี่โครงที่ผอมจนเห็นได้ชัดยกขึ้นลงอย่างช้าๆ ในใจของเขาได้คิดว่า
"จบลงสักทีนะชีวิตนี้ โรคมะเร็งปอดทรมานฉันมามากพอเเล้วสิ่"
จากนั้นดวงตาของเขานั้นค่อยๆหม่นแสงลงไปและได้ดับลงไปตลอดการ หลินโม่นั้นอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษเต็มไปด้วยโรงงานตั้งเรียงเป็นแนวแถว นับวันยิ่งมีแต่ผู้คนล้มป่วยและตายลง ไม่นานนักเขาก็ได้รู้สึกเหมือนว่าเขากำลังลืมตาขึ้นมา แล้วตกใจพยายามเอ่ยขึ้นมาว่า……
เกิดใหม่
หนึ่งจังหวะชีวิตที่แสงของชีวิตดวงหนึ่งนั้นได้ดับลงมานั้นมันคือหนึ่งจังหวะที่มีแสงของชีวิตอีกดวงหนึ่งได้สว่างขึ้นมา
"ท่านพี่ดูนี่สิ่ ลูกของเราได้ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วหญิงสาวร้องไห้ด้วยความดีใจ" ตอนนี้นางนั้นอยู่ในท่าทางที่เจ็บปวด เสียงของนางมีความสั่นนิดๆน่าจะเป็นเสียงที่เจ็บปวดเเละดีใจไปในเวลาเดียวกัน หน้าของหญิงผู้นั้นได้เปียกชุ้มเพราะความซาบซึ้งปลื้มปริ่มหัวใจ
"ที่นี่มันที่ไหนกันนะ แล้วทำไมร่างกายของเรามันขยับไม่ได้เลย ตอนนี้ทำไมแขนของเราถึงเล็กแบบนี้ล่ะ ทำไมหยุดร้องไห้ไม่ได้ล่ะ ทำไมถึงควบคุมร่างกายไม่ได้เลยและนี่คือเสียงของผู้หญิงที่ไหนกันนะ ทำไมจำไม่ได้เลยว่าเคยได้ยินเสียงนี้มาจากไหน " จากนั้นชายที่ได้กลับมาเกิดยังร่างเด็กน้อยนั้นก็ได้หมดสติลงไป
1 เดือนต่อมา"ข้านั้นมีชื่อว่าหลินโม่ ข้าเป็นชายอายุ 50 ปีที่ได้แต่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมีแต่ความวุ่นวาย ไม่นานก็ได้เริ่มป่วยในอายุ 40 ปีสาเหตุเกิดจากอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันไม่มีใครคำนึงถึงสุขภาพจนทำให้ท้ายที่สุดนั้นมีคนป่วยมากมายจนเกินจะเยียวยาจนสุดท้ายมันไม่สามารถแก้ไขไ้ด้ และได้เสียชีวิตลงต่อมาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของเด็กน้อยข้านั้นได้เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นในครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อแม่และพี่ชาย พ่อของข้านั้นเป็นชายที่มีลักษณะสูงหุ่นกำยำหน้าตาอ่อนโยน มีรอยแผลเป็นที่คิ้วและรักครอบครัวส่วนแม่นั้นมีนิสัยอ่อนโยนใส่ใจ เสียงของเเม่นั้นไพเราะสะกดใจของคนรอบข้างได้เพียงเเค่พูดพี่ชายของข้านั้นเขามีอายุมากกว่าแค่ 3 ปีเท่านั้นยังเป็นเด็กตัวเล็กน่ารักสดใส ท่านพ่อมีชื่อว่าหลินหลงแม่ชื่อเหม่ยจือครอบครัวนี้ประกอบอาชีพชาวไร่ชาวนาธรรมดาครอบครัวหนึ่งประกอบอาชีพอย่างมีความสุข
"ท่านพี่เดี๋ยวข้าจะไปทำอาหารช่วยมาดูหลินโม่ก่อนได้ไหม "
ครอบครัวนี้เป็นเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจังเลยนะข้านั้นโชคดีที่ได้เกิดขึ้นมาใหม่ในครอบครัวนี้ชาติที่แล้วเขาเป็นเพียงเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่และโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครคอยสนันสนุนต้องคอยใช้ชีวิตอย่างอดอยากพอโตขึ้นจึงใช้ชีวิตอย่างทุ่มเทเเละใช้เงินที่มีไปพัฒนาชีวิตให้เด็กน้อยที่เป็นแบบเขาเพื่อไม่ให้มีใครต้องมาลำบากแบบเดียวกับที่ตนเจอ พอเขาได้เกิดมาในชีวิตนี้เขาได้นึกขึ้นในใจ ข้าจะทำให้ทุกคนสุขสบายและมีความสุข
เวลาได้ผ่านไปเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อตอนนี้ 10 ปีผ่านไปหลินโม่ได้เติบโตเป็นหนุ่มน้อยที่ร่าเริง
"ท่านพ่อ วันนี้ข้าขอตามท่านขึ้นไปที่บนภูเขาด้วยได้ไหม"
"ลูกแน่ใจจริงเหรอว่าต้องการที่จะตามพ่อขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น บนภูเขานะอันตรายมากนะแต่ถ้าเจ้าอยากจะไปพ่อก็พาเจ้าขึ้นไปด้วยได้"
ด้วยความที่เขาเกิดมาใหม่ในยุคนี้ทุกอย่างที่เขาได้เห็นนั้นมันอุดมสมบูรณ์ แถมอากาศในยุคนี้นั้นยังบริสุทธิ์ หลินโม่ไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยและยังประหลาดใจกับอีกหลายๆอย่างในยุคนี้ ทั้งสัตว์ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วมีทั้งผลไม้ป่าที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวน หรือจะเป็นของป่าอีกมากมาย ตอนนี้นั้นหลินโม่และพ่อเขาได้เดินผ่านทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สีเขียวชอุ่มกลิ่นของหญ้านั้นลอยมาเตะจมูกความสูงของต้นหญ้ามีเพียงแค่ต้นเห็ดป่าต้นหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้นสองคนพ่อลูกก็ได้เดินผ่านชายคนหนึ่งอายุราว50ปีเป็นชายผิวคล้ำตาคมตัวค่อนข้างที่จะสูงชายคนนั้นมีชื่อว่าลุงฮันเป็นคนอยู่อยู่ระเเวกบ้านของหลินโม่นั้นเองวันนี้เขาได้เดินผ่านมาและได้ทักทายกัน
"โอ้วันนี้โม่น้อยจะขึ้นเขากับพ่อด้วยเหรอ"
"ใช่ขอรับลุงฮัน"
"นั้นต้องระวังด้วยนะบนเขานั้นอันตรายมากๆ "ลุงฮันบอกหลินโม่ด้วยรอยยิ้มและเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้าน
หลินโม่คิดขึ้นมาว่าคนยุคสมัยนี้นี่ดีจังเลยนะมีแต่มิตรภาพให้กันไม่เหมือนในยุคปัจจุบันที่ทุกคนต่างเอาตัวรอดเอาความดีเข้าตัวหลินโม่และพ่อเดินทางต่อหลินหลงถามขึ้นมาว่า
"หลินโม่เจ้าเหนื่อยไหมถ้าเจ้าเหนื่อยแล้วพ่อจะพาเจ้าพักก่อน"
"ไม่เป็นไรขอรับท่านพ่อแค่นี้ข้านั้นไม่เหนื่อยหรอก"
"พ่อต้องไปดูกับดักสัตว์ที่พ่อได้วางเอาไว้สักหน่อยเดี่ยวเจ้านั่งรอพ่ออยู่ตรงนี้นะ "หลินหลงเอ่ยขึ้นด้วยด้วยน้ำเสียงสายตาที่เป็นห่วง
"ได้ขอรับ เดี่ยวข้าจะเดินเล่นอยู่แถวนี้นะ"
พอหลินหลงเดินจากไปนั้นหลินโม่ก็ได้หันไปเจออะไรบางอย่างที่น่าสนใจสิ่งนั้นมีลักษณะเป็นลูกกลมๆอวบอิ่มสีแดงอยู่รวมเป็นพวงๆพอมันอยู่ด้วยกันเยอะๆเข้านั้นมันทำให้ทิวทัศน์ที่ได้เห็นนั่นเจิดจ้าแดงระยิบอีกทั้งกลิ่นนั้นยังหอมอบอวนไปทั่วบริเวณโดยรอบนี้จนทำให้หลินโม่ไม่สามารถละสายตาออกจากสิ่งนั้นได้
"หรือว่านี่จะเป็นองุ่นป่าในตำนานเคยเห็นมันออกในสารคดีหลายรอบแต่ในปัจจุบันนั้นมันไม่สามารถหาได้แล้วหรือหาได้ยากมากและแทบจะไม่เหลือให้เห็น"
เขาดีใจและรีบวิ่งเข้าไปเด็ดผลไม้มานั่งกิน 1 พวงรสชาติของมันนั้นยากที่จะบรรยายได้เขาน้ำตาไหลออกมาฉับพลันนั้นเองเขาได้หันไปพบเจอสิ่งหนึ่งนี่หรือว่านั่นมัน
"ไก่ฟ้าที่เคยเห็นในสารคดีนี่นามันมีหางของมันนั่นเป็นเงาดำมันสลับกับสีเเดงและเขียวที่สวยงามและตัวที่อวบอ้วนเนื้อที่แน่นทำให้มันดูงดงามขึ้นไปอีก
หลินโม่นั้นดีใจมากที่เขาได้พบเห็นสิ่งที่สวยงามขนาดนี้เขาอยากที่จะสัมผัสไก่ฟ้าสักครั้งเพราะแบบนั้นเขาถึงได้ทำให้มันตกใจและบินหนีเขาไป ไม่นานนักหลินหลงได้เดินกลับมาภายในมือเขานั่นมีสิ่งมีชิวิตตัวเล็กๆหูยาวขนสั้นตัวไม่ใหญ่มากเขาได้ถือพวกมันมาทางด้านของหลินโม่
"ท่านพ่อ ท่านจับกระต่ายน้อยคู่นี้ได้งั้นเหรอ ข้าขอเลี้ยงพวกมันให้ตัวโตก่อนที่จะนำมากินเนื้อได้ไหม"
"ได้สิ่ แต่ลูกต้องเป็นคนดูแลพวกมันเองนะ"หลิงหลงมองไปทางหลินโม่ด้วยสายตาที่เอ็นดู
"ท่านพ่อถ้ากลับไปแล้วท่านช่วยสร้างกรงไม้ให้ข้าหน่อยได้ไหม ข้าอยากที่จะมาใส่เจ้าพวกนี้ไว้นะ"
2 คนพ่อลูกอยู่บนป่าเขาจนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงวันแสงอาทิตย์นั้นจ้าทั่วท้องฟ้าไปมากแล้วจึงเดินลงมาโดยขากลับนั้นเขาได้เก็บผลไม้ป่านานาพันธุ์ไปฝากพี่ชายและท่านแม่ของเขา หลินโม่แผนการที่จะเพาะเลี้ยงกระต่ายเพื่อให้ครอบครัวของเขาได้อยู่ดีกินดีขึ้นเพราะกระต่ายนั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วเลี้ยงง่ายสะดวกถ้าเกิดเลี้ยงได้มากขึ้นเขาจะสามารถจับแนะนำไปขายในเมืองได้…
อธิบายหลินโม่นั้นเป็นชายหนุ่มวัย50ที่ได้เสียชีวิตลงจากสภาวะสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและเขาได้มาเกิดให้ หลินโม่เป็นนักวิจัยการเกษตรเขาถนัดเรื่องการเลี้ยงสัตวและการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นวิศวะกลเครื่องจักร มีชื่อเสียงแนวหน้าของโลก
หินประหลาด
พอเดินทั้งสองคนได้เดินทางกลับมาถึงบ้านทั้งสองคนพ่อลูกได้ทั้งผลไม้และผักป่ามาหลายชนิดมีทั้ง องุ่นป่า ผักป่า และเห็ด หลินโม่นั่นเเสดงหน้าตามีความสุขเป็นอย่างมากแววตาของเขานั้นแสดงให้เห็นถึงว่ามีความสุขเป็นอย่างมากซึ่งก็เพราะว่าการขึ้นไปบนเขาครั้งนี้นั้นเป็นการขึ้นเขาครั้งแรกของหลินโม่ สักพักนั้นเสียงอันไพเราะของเหม่ยจือได้เอ่ยขึ้นว่า
"ท่านพี่กลับมาแล้วเหรอ วันนี้ท่านได้ของกลับบ้านมาเยอะเลยนะ นั่นท่านจับได้กระต่ายมาด้วยใช่ไหมเจ้าค่ะ"
"พอดีวันนี้ดวงดีนะ ข้าจึงได้ของมาเยอะ แต่เจ้ากระต่ายสองตัวนี้เราคงไม่ได้กินหรอกนะ เพราะเจ้าตัวน้อยของเรานั้นจะขอเลี้ยงไว้นะสิ่
"ท่านนี่เอาอีกแล้วนะ ไม่ว่าลูกจะขออะไรท่านนั้นก็ตามใจเขาตลอดเลย เดี่ยวเขาจะเป็นเด็กที่เอาแต่ใจนะ"
เหม่ยจือบ่นเเบบยิ้มๆแล้วเดินจากไป ตอนนี้หลินโม่กำลังเดินสำรวจรอบบ้านของเขา บ้านของเขาอยู่ห่างไกลจากเพื่อนบ้าน บ้านของหลินโม่มีที่ดินไม่มากนักมีขนาดพื้นที่เพียงเท่าสนามฟุตบอลเพียงเท่านั้น ที่ทั้งหมดเป็นการปลูกข้าวทั้งหมดไม่มีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจน บ้านหลินโม่มีภูเขาอยู่ด้านหลังมีอากาศถ่ายเทที่ดีมากยามฝนตกหรือหน้าหนาวก็จะมีลมอ่อนพัดโชยลงมาจากตีนเขา เหมาะสำหรับการปลูกผักอย่างมากเพราะเนื่องจากหลังบ้านนั้นมีน้ำไหลผ่านแหล่งน้ำที่ไหลลงมานั้นใสสะอาดราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเจือปนมาแค่ได้เห็นก็ทำให้สดชื่นน้ำในภูเขาที่ไหลลงมานั้นเต็มไปด้วยแร่ธาตุเหมาะสำหรับการปลูกผัก หลินโม่เจอที่ๆเหมาะสำหรับการเลี้ยงกระต่ายที่เขาต้องการจะเลี้ยงไว้
"กระต่ายจะต้องสร้างโพลงให้มันสินะจำเป็นต้องเลี้ยงในสถานที่อากาศระบายดี แถมตรงที่ข้าได้เลือกยังเหมาะกับการเลี้ยงมาก หญ้าขึ้นสูง กระต่ายเหมาะสำหรับการเลี้ยงมากๆเพราะสามารถขยายพันธุ์ได้ไวมาก และเลี้ยงง่ายโตไว"
พอตกตอนเย็นเหม่ยจือได้ทำอาหารไว้เเล้ว วันนี้ท่านแม่ทำผัดเห็ดใส่น้ำมัน ถึงแม้ยุคนี้เครื่องปรุงจะมีราคาสูงแต่ครอบครัวของเราไม่เคยบ่นเลยแม่นำไก่ป่าที่ท่านพ่อล่าได้มาต้มทำเป็นน้ำแกงไก่เพื่อบำรุงร่างกายเด็กให้โตอย่างสมบูรณ์ พอทุกคนกินข้าวเสร็จหลินโม่และพี่ชายได้ช่วยกันเก็บถ้วยชามและอุปกรณ์ไปล้างที่ครัว ก่อนนอนเข้าได้คุยกับเหม่ยจือและหลินหลงอธิบายว่าเขาจะเลี้ยงกระต่ายตรงไหน หลินโม่ได้ขอให้หลินหลงสร้างรั้วขึ้นมาให้เพื่อที่หลินโม่จะได้สะดวกในการเลี้ยงและสำหรับอาหารและน้ำหลินโม่เป็นคนคอยดูแลทุกอย่าง เช้าวันรุ่งขึ้น หลินโม่ตื่นแต่เช้า เขาตื่นเต้นมากเขาไม่เคยเลี้ยงสัตว์ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ เช้านี้เหม่ยจือทำอาหารเป็นซาลาเปาไส้ผักดอง เหมย่จือเป็นคนที่ทำอาหารได้อร่อยมากๆๆๆ เข้ามีความสุขมากๆๆเขาคิดขึ้นมาได้ว่าพอเขาโตขึ้นหลินโม่จะเปิดร้านอาหารให้แม่ของเขาเพื่อที่จะทำให้คนในประเทศนี้รู้ว่าอาหารของแม่เขาอร่อยเลิศล้ำแค่ไหน หลังจากช่วงเช้าที่พ่อแม่และพี่ได้เดินทางออกไปทำนา ส่วนหลินโม่นั้นได้รั้วที่พ่อสร้างให้ เขากำลังทำงานอย่างมีความสุขทันใดนั้นเค้าได้เห็น หินก้อนนึงมีลักษณะแวววาวยาว เขาได้หยิบขึ้นมาเล่นและสำรวจมันทันได้นั้นเองเขาได้พลาดโดนหินบาดเข้าที่นิ้วมือ เลือดเขานั้นได้กระเด็นเข้าไปในหินนั้น เขารุ้สึกว่าเหมือนเขาจะโดนอะไรบ้างอย่างดูดเข้าไปข้างในนั้น
"โอ้ย ที่นี่มันที่ไหน "
หลินโม่มองไปรอบๆๆสภาพแวดล้อมไม่เหมือนเดิม สิ่งที่หลินโม่เห็นมันเหมือนโลกเซียนเลย ที่นี่มีบ่อน้ำที่ใสมากมีออร่าสีฟ้าเปล่งออกมา มีดินที่อุดมสมบูรณ์มาก ไหนจะภูเขาที่เต็มไปด้วยพืชผักและสมุนไพรนั่นอีก ตอนนี้เขาตกใจมากกำลังเดินสำรวจพื้นที่แห่งนี้ หลินโม่พยายามที่จะนึกถึงสถานที่นี้ หลินโม่เดินไปจนรอบจนพบกับสิ่งที่น่าประหลาดใจ
" นั่นมันผักขมป่านี่นะ ทำไมมันถึงได้อวบอิ่มขนาดนี้ไหนจะนั่นมันเห็ดป่า ข้าว่าข้าขอเก็บไว้หน่อยดีกว่านะเผื่อเอาไว้ให้ท่านแม่ทำอาหารเย็นให้กินแค่คิดก็น้ำลายไหลออกมาแล้ว"
หลินโม่ ได้เก็บสิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ หลินโม่สำรวจจนเข้าใจแล้วว่าโลกนี้เป็นมิติอื่น เป็นสถานที่มีพลังวิญญาณ
" ไม่น่าเชื่อเลยข้าต้องมาเจออะไรที่มันขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ แต่มันก็ถือว่าเป็นแจ็คพ็อตสำหรับข้าเลย"
หลินโม่คิดว่าเขาสามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปทำประโยชน์ได้อย่างมากเขาได้ลองดื่มน้ำในบ่อแล้วมันทำให้ร่างการของเขาหายเหนื่อยล้าหลังจากการเดินสำรวจ หลินโม่มีแผนที่จะนำน้ำออกไปจากมิตินี้อย่างไร แต่ประเด็นนั้นอยู่ที่เขาจะออกไปจากที่นี่อย่าง
"อ้ากก แล้วข้าจะออกไปจากที่นี้ยังไง….."
คอกกระต่าย
"แล้วข้าจะออกจากมิตินี้อย่างไรดีล่ะ "
..
หลินโม่พยายามหลายวิธี จนสุดท้ายเขาได้พยายามเพ่งจิตสำนึกของเขาเข้าไปที่หินประหลาดที่อยู่ภายในจิตของเขา สักพักหลินโม่รู้สึกตัวอีกทีโผล่ออกมาอยู่ในจุดที่เขาอยู่ก่อนหน้านั้น
"การที่จะออกจากมิติประหลาดนั้นคงต้องใช้จิตมุ่งมั่นเพ่งไปที่ก้อนหินนั้นสินะ"
ตอนนี้นั้นหินประหลาดได้รับเลือดของหลินโม่ไปทำให้มันนั้นได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายและจิตสำนึกของเขา
"ตอนนี้น่าจะผ่านไปนานมากเแล้วนี่นะแต่ท้องฟ้าในตอนนี้นั้นแสงเเดดที่ส่องลงมาร้อนเหมือนดังพึ่งจะเลยเที่ยงวันไปเองนี่นา ข้ารู้สึกได้ว่าข้าอยู่ในมิตินั้นเกินกว่า4ชมเเล้วนะแสดงว่าระยะเวลาข้างนอกนี้จะเดินช้ากว่าเวลาในมิติประหลาดราวๆ2 เท่าสินะ ข้าจะต้องทำการพิสูจน์ดูในครั้งหน้าแล้วว่าสิ่งที่คิดมันเป็นจริงหรือไม่ วันนี้จะต้องทำตามสิ่งที่ข้าได้คิดเอาไว้ ต้องสร้างที่อยู่ของเจ้ากระต่ายพวกนี้ให้เพียงพอสำหรับ4คอก เพราะการเพาะพันธุ์กระต่ายนั้นง่ายและกระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเหมาะสำหรับการเพาะเลี้ยงไว้กินเนื้อถ้ากินไม่หมดเราก็สามารถนำไปขายได้ "
หลังจากที่ได้คิดเสร็จหลินโม่จึงได้มองไปยังพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่นั้นไม่ได้กว้างมากนัก มีหญ้าขึ้นประปรายและพื้นที่ของหน้าดินไม่เท่ากันหลินโม่จึงได้เริ่มใช้จอบของเขาเกลี่ยหน้ากินและทำให้มันเป็นพื้นเรียบ
"ข้าคงต้องหาพื้นที่สำหรับวางกรงของเจ้ากระต่ายน้อยทั้งสองตัวก่อนสินะเพราะจะปล่อยมันอยู่ด้วยกันเลยไม่ได้ มันอาจจะกัดกันได้ "
หลินโม่ได้วางกรงของกระต่ายเพศเมียไว้ด้านซ้ายของคอกและกรงของเพศผู้ไว้ทางด้านบน เขาได้ใช้ไม้ไผ่แบ่งเขตไว้ครึ่งหนึ่งของคอกที่ได้สร้างขึ้น
"ข้าคงจะต้องกั้นไว้สำหรับอนุบาลลูกกะต่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"
ต่อจากนั้นหลินโม่ได้เดินหาอาหารสำหรับให้กระต่าย สำหรับอาหารของกระต่ายนั้นเนื่องจากบ้านของเขาติดภูเขาและอยู่ใกล้แหล่งน้ำจึงหาหญ้าที่งอกขึ้นมาได้ง่าย เขาเดินไปรอบๆและได้ตัดหญ้ามากองหนึ่งเพื่อที่จะให้กระต่ายกิน ทันใดนั้นเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า เขาได้เก็บหญ้ามาจากมิติพิเศษหญ้าของมิติพิเศษนั้นมีสีเขียวเข้มระยิบระยับ มีกลิ่นดินอ่อนพอได้กลิ่นสดชื่น ใบนั้นมีลักษณะเรียวและยาว เขาวางแผนที่จะให้หญ้านี้กับกระต่ายเพศผู้ เพราะกลัวว่าถ้าเกิดกระต่ายรับสารอาหารที่มากเกินไปไม่ได้อาจจะทำให้กระต่ายช็อคเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุดเขาจำเป็นต้องทดลอง มีเรื่องอีกมากมายที่เขาสนใจในมิตินั้น
" นั่นเป็นมิติจากที่ไหนกันนะ ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องเล่าแบบนี้มาก่อนเลย"
จากนั้นเขาได้ไปนำกระต่ายทั้งสองตัวที่ขังไว้มาปล่อยใส่ที่คอกที่สร้างไว้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกระต่ายทั้งสองมีอาการไม่ดีนักไม่กินอาหาร และลักษณะผอมสูบ หลินโม่พยายามคิดวิธีแก้ปัญหาแต่วิธีที่เขารู้มันไม่สามารถแก้ได้เพราะวิทยาการในยุคนี้ล้าหลังกว่าปัจจุบันที่เขามามาก เขาพยายามคิดจนหัวแทบระเบิด อยู่ๆหลินโม่ก็คิดขึ้นได้ว่า
" ใช่แล้วตอนที่ข้าได้เดินสำรวจมิติแปลกประหลาดนั้นข้าเหนื่อยมากจึงได้ดื่มน้ำเข้าไปมันทำให้หายเหนื่อยไปในทันที่เลย"
หลินโม่ไม่รอช้าเขาได้นำน้ำไปเท่ใส่อ่างที่เอาไว้สำหรับให้กระต่ายดื่ม เขามองดูผลลัพธ์อย่างคาดหวัง
" มันต้องได้ผลสิ่ ขนาดข้าที่เป็นมนุษย์และตัวโตกว่ายังได้ผล"
กระทั่งกระต่ายสองตัวรีบวิ่งไปกินน้ำพุที่นำมาจากมิติแปลกประหลาดแย่งกันกินอย่างกับว่ามันไม่เคยกินน้ำมาก่อน หลินโม่สัมผัสได้ว่ากระต่ายทั้งสองดูมีเเรงและเหมือนไม่ได้เกิดอาการก่อนหน้ามาก่อนเลย กระต่ายทั้งสองวิ่งเล่นสำรวจบ้านใหม่ของมันและไปกินหญ้าที่หลินโม่วางไว้ โดนที่ฝั่งของกระต่ายเพศผู้นั้นเป็นหญ้าวิเศษที่นำมาจากมิติแปลกประหลาดเขาตั้งตารอด้วยความคิดหวังอีกครั้งถ้าประสบความสำเร็จจะมีอาหารไว้สำหรับกระต่ายไม่จำกัด จากนั้นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นกระต่ายตัวผู้เติบโตขึ้นโดยที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ไม่ได้การต่อไปการที่ข้าจะใช้อะไรจากมิตินั้นต้องคำนวณอย่างดีสินะไม่อย่างนั้นมันจะดูแปลกประหลาดเกินไป"
หลังจากนั้นหลินโม่ได้กลับเข้าบ้านเพื่อที่จะรอหลินหลงและเหม่ยจือกลับมา ข้าว่าจะผสมน้ำพุวิเศษให้พวกเขาดื่มพวกเขาน่าจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน หลินโม่ได้ผสมน้ำพุวิเศษไว้ในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อไม่ให้เกิดการสงสัย หลินโม่จึงต้องคำนวณให้เหมาะสมที่สุด กว่าครอบครัวจะกลับก็คือตอนเย็นแล้วเพราะยุคนี้นั่นคนส่วนมากจะกินข้าวกันเเค่วันล่ะสองมื้อเนื่องจากคนยุคนี้ยากจน และมีความคิดว่าจะต้องเก็บเงิน พอตะวันใกล้ลับฟ้าแสงอาทิตย์อมส้มช่างเป็นภาพที่สวยงาม ทุกคนในครอบครัวมาถึง หลินโม่ได้พาหลินหลงไปดูคอกกระต่ายที่สร้างขึ้นแต่สิ่งที่ทุกคนเห็นนั้นทำให้ทุกคนตะลึง!!!