อาโปเป็นนาคนะป๊า
ข้อมูลเบื้องต้น
tag: #อาโปเป็นนาคนะป๊า
อาโป เด็กน้อยวัยสามขวบถ้วนจู่ ๆ ก็มีตราประหลาดแปะบนพุงกะทิ ต่อมาพบว่าสิ่งนี้คือความผิดพลาดของระบบมหานรก จึงได้ตำแหน่ง‘เจ้าหน้าที่พิเศษ’ ท่ามกลางพี่ ๆ หน่วยอารักษ์อย่างปฏิเสธไม่ได้
คำสั่งแรกในฐานะเด็กฝึกงานกลิ่นนมผงคือการให้ไปไล่จับผีในเขตครุฑกับรุ่นพี่เพื่อทำยอด แต่พวกผีร้ายชอบแกล้งอาโป แล้วไหนจะป๊าที่เล่าว่าพวกครุฑชอบกินนาคเป็นชีวิตจิตใจ
แง ๆ ๆ อาโปเป็นนาคนะป๊า!!
❖❖❖
รายละเอียด
✓ เรื่องยาว (ยังไม่จบ)
✓ รายตอน
✓ E-book วางจำหน่ายหลังรายตอน
✗ ไม่มีรูปเล่ม
อัปเดตนิยายทุกวัน เวลาเย็น-ดึก
*** NC/NSFW น้อยมาก ***
คำเตือนเนื้อหา
มีฉากต่อสู้ การผจญภัย เบื้องหลังต่าง ๆ
ผสมเรื่องเล่าเกี่ยวกับผี, ป่าหิมพานต์,
ไตรภูมิพระร่วงเข้ากับจินตนาการของผู้เขียน
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
❖❖❖
ช่องทางการติดตามข่าวสาร
twitter(x)/ facebook/ bluesky
๐
เรื่องนี้เป็นนิยาย
สโลว์ไลฟ์ แอ็กชัน แฟนตาซี
อัปนิยายช่วงเย็น-ดึก
อัปบ่อย แต่ไม่ทุกวัน
นิยายเรื่องนี้ไม่เน้นเลิฟไลน์ในช่วงแรก
เลิฟไลน์จะมาในช่วงหลัง (ตอนอาโปโต)
เป็นการเดินทางและการเติบโตของอาโปตั้งแต่ตัวอ้วนกลมจนน้องเติบใหญ่ รายล้อมไปด้วยมิตรภาพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีรักสามเส้าหรือการดำเนินเรื่องแบบหลายพี (ในคู่อาโป)
พระเอกมีคนเดียวคือพี่ช้าง
ฉาก NC / NSFW เรื่องนี้อาจมีน้อยมากถึงน้อยที่สุด
1. สำหรับสายอ่านฟรี
• ปลดเหรียญให้อ่านฟรีทุก ๆ 2 วัน เวลา 00:00 น.
• มีการแปะวันอ่านฟรีให้ทราบท้ายชื่อตอน
• มีการแปะคำเตือนต่าง ๆ ที่จำเป็นท้ายชื่อตอน
2. สำหรับสายอ่านล่วงหน้า
• ราคาประมาณ 1-2 เหรียญ
• ถ้าตอนยาวมากหรือมีฉากเรทอาจ 3-4 เหรียญ
• อิงจากจำนวนคำและความยากง่ายตอนเขียน
• จ่ายครั้งเดียวจบ ต่อให้กลับมาติดเหรียญถาวรก็ไม่ต้องจ่ายซ้ำ
3. สำหรับสายอีบุ๊ก (ไม่มีรูปเล่ม)
• คิดไว้ว่า 2-3 เล่ม
• คาดว่าจะออกให้สะสมหลังจากอัปรายตอนเรื่องนี้จบ เพราะฉันแต่งสดทุกวัน -- ไม่มีตอนสต็อกค่ะ
• เนื้อหาจะถูกรีไรต์ อาจมีการเพิ่ม / ลดเนื้อหาหรือแก้ไขบางฉากเพื่อความสมบูรณ์ จะมีการจ้างนักพิสูจน์อักษรเพื่อเก็บคำผิดและเกลาประโยคให้สวยงามขึ้น
• มีตอนพิเศษแยกเล่ม
4. ลงตอนพิเศษในเว็บด้วยหรือไม่?
• ลงค่ะ แต่ราคาติดเหรียญถาวรจะสูงกว่าปกติ
เมื่อปลดเหรียญให้อ่านฟรีครบแล้ว
จะเปิดให้อ่านฟรีประมาณ 1 เดือน
หลังจากนั้นจะติดเหรียญถาวรค่ะ
(ราคาจะเพิ่มขึ้นมา 1-2 เหรียญ)
ขอให้ทุกท่านที่มาพบกันได้รับความน่ารัก ความโบ๊ะบ๊ะและพลังงานดี ๆ กลับไปอย่างเต็มที่ ฉันเองก็รู้สึกว่าตัวเองมีความหมายขึ้นมาเมื่อได้อ่านคอมเมนต์ต่าง ๆ ที่ทุกคนมอบให้
ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หากฉันทำอะไรพลั้งพลาดไป
สามารถบอกกล่าวกันได้เสมอค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่ค้นพบงานของฉันค่ะ
????
— Romeaow
แก้ไขเรื่องอีบุ๊กและตอนพิเศษ
01.05.67
๑ อาโป
๑
อาโป
แสงแดดยามเที่ยงวันถูกกั้นไว้ด้วยบรรดาแมกไม้ที่ปลูกไว้ล้อมรอบตัวบ้าน ตรงพื้นดินมีแสงลอดจากใบไม้และต้นหญ้าเป็นหย่อม ๆ ละลานตา
กระรอกตัวหนึ่งเดินออกมาจากโพรงต้นไม้ ปีนป่ายกิ่งก้านมาถึงขอบหน้าต่างที่ถูกเปิดอ้ารับลมไว้ ตรงจุดที่มันยืนมีจานเล็ก ๆ ใส่ผลไม้อบแห้งและเมล็ดพืช เป็นเจ้าของบ้านที่เอาของกินมาแบ่งปันให้มันประจำ
มันหยิบถั่วพีแคนขึ้นมาอมไว้จนแก้มข้างหนึ่งป่องพอง จังหวะนั้นเองมันได้ยินเสียงคนในบ้านกระซิบกระซาบกันในห้องครัวจึงสะดุ้งตกใจ กระโดดลงจากขอบหน้าต่างแล้วเผ่นแนบหายไปในพงหญ้าข้างบ้านเร็วทันควัน
เสียงในครัวยังคงซุบซิบออกมาอย่างต่อเนื่อง
“โอ้ย ทำไมไอ้คุกกงคุกกี้อะไรเนี่ยมันยุ่งยากแท้ ปวดหลังไปหมด” หญิงวัยกลางคนบ่นกระปอดกระแปด มือหนึ่งถือคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ มือหนึ่งทุบสะโพกตัวเองสองสามที
“ผมบอกแล้วว่าให้ใส่ผงฟูตามสูตร ป้าวรรณก็อยากคิดค้นสูตรตัวเองขึ้นมาอยู่นั่นแหละ” ชายหนุ่มตรงกลางเท้าเอวเอ็ด “เป็นไงล่ะ แข็งยิ่งกว่าหิน ปาใส่ไอ้ด่าง ไอ้ด่างหัวแตก”
“พ่อก็บอกแล้วว่าให้ทำขนมพื้นเมืองที่แม่วรรณถนัด” ลุงอีกคนชะเง้อหน้ามองผลงานเมียตัวเอง คุกกี้บนถาดดูสวยงามน่าทานดีแท้ แต่คุณสมบัติของมันดูจะพิเศษกว่านั้น
ปึก!
“ชู่ว!”
“เบา ๆ สิลุงศะ!”
อีกสองคนหันมาถลึงตาใส่ ส่วนคนโดนดุทำหน้าตกตะลึงจังงัง คุกกี้ทุบโต๊ะแล้วไม่แตกด้วยเว้ยเฮ้ย!
รพี, เจ้าของบ้านปาดเหงื่อออกจากขมับ เสียงลมหวีดหวิวแว่วผ่านหูเล็กน้อย พอหันไปมองนาฬิกาก็พบว่ายังทันเวลาอยู่หากจะทำคุกกี้ชุดใหม่เพิ่ม เขาหันไปหาลุงศะกับป้าวรรณที่ช่วยกันทำช่วยกันอบอะไรต่อมิอะไรตั้งแต่ช่วงสาย
“เอาไงครับ จะทำคุกกี้ต่อหรือจะทำขนมพื้นเมืองที่ถนัดดี ถ้าทำต่อเดี๋ยวผมแง้นไปซื้อของมาเติมให้”
ป้าวรรณเขกหัวชายหนุ่มดังโป๊ก “มะเหงกสิ! หลานฉันอยากกินคุกกี้ก็ต้องทำคุกกี้เท่านั้น ขนมต่างชาติมันจะสักแค่ไหนกันเชียว!”
รพีลูบหัวตัวเองป้อย ๆ “จะแค่ไหนก็ดูดิป้า แข็งระดับฟันปลอมลุงศะก็เอาไม่อยู่— แว้ก ไปแล้วจ้า ไปแล้ว!” รีบโกยเท้าคว้ากุญแจจักรยานยนต์ออกไปอย่างไม่รอช้าเลยทีเดียว
ป้าวรรณยกตะกร้อตีแป้งค้างไว้
“ฮึ่ย เจ้าเด็กคนนี้นี่ เถียงคำไม่ตกฟากจริง ๆ !”
“หล่อนก็เพลา ๆ มือบ้างเถอะ นี่ถาดที่สามแล้วนะแม่วรรณ” ลุงศะมองบรรดาวัตถุดิบที่ก่ายกองบนเคาน์เตอร์ นึกสงสารไอ้หนุ่มรพีขึ้นมานิด ๆ
เมียเขาถ้าทำไม่ได้ดั่งใจก็ไม่เลิกรา เพราะแบบนั้นร้านแม่วรรณ อภิมหากะหรี่(ปั๊บ)ยัดไส้ถึงได้เลื่องชื่อไปทั่วแถบนี้จากสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
“คนที่เอาแต่เป่าลูกโป่งบิดไปบิดมาแบบพ่อน่ะเงียบปากไปเลย ทำขนมมันก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้วสิ” เมียรักหันมาเถียงกระปอดประแปด “ไอ้คุกกี้นี่ก็เหลือเกิน ฉันแค่อยากใส่ไส้กะทิเยิ้ม ๆ หอมหวานมันผสมกับกลิ่นดอกไม้ทำไมถึงยากเย็นนัก!”
“เบา ๆ สิแม่”
พออารมณ์เริ่มมา เสียงก็เริ่มดัง กลายเป็นลุงศะที่ต้องหันมาเอานิ้วชี้แตะปากเตือนเมียชู่ว ๆ บ้าง หลังจากนั้นไม่นานรพีก็กลับมาพร้อมกับข้าวของสำหรับทำขนมล็อตใหม่ ทั้งสามคนคลุกกันอยู่ในครัวหัวแทบฟู เสียงเดี๋ยวดังเดี๋ยวเบาเป็นระยะ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มลงมือจัดงาน แล้วคาดว่าคงจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายคล้อย
แอ๊ด…
พอถึงเวลาอันสมควร บานประตูห้องนอนที่ปิดสนิทมาทั้งวันก็ค่อย ๆ แง้มออกเชื่องช้า ชายหนุ่มผมสีดำยาวรวบเป็นบันครึ่งหัวโผล่หน้าเข้าไปด้านใน กลิ่นนมผงเด็กลอยมาแตะจมูกก่อนเป็นอย่างแรก ตามมาด้วยก้อนนุ่มนิ่มหอมแป้งเด็กพุ่งมาเกาะขาหมับ!
“อาโ…”
“ป๊าาา แงงงงงงงงงงง!”
เจ้าก้อนดาวเด่นของงานในวันนี้เงยหน้าขึ้น โชว์ฟันน้ำนมที่ขึ้นครบชุดด้วยการแหกปากร้องจ้าฟ้องผู้ปกครองตัวเองครั้งแรกของวัน
สองมือรีบอุ้มลูกชายตัวน้อยขึ้นมากอดปลอบโอ๋ รพีหันขวับไปหาร่างเลือนลางในห้องที่กำลังชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางทำหน้าเหลอหลา เอ่ยตำหนิเสียงเข้ม “ภูผา! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าแกล้งอาโปน่ะ!”
แถมยังเป็นวันนี้อีก!
“เฮ้ยเธอ ผายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะวันนี้!” วิญญาณชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับรพีรีบแก้ต่าง “พูดจริงนะโว้ยไม่ได้โม้ ไม่เชื่อหันไปถามพิงค์ดูดิ!”
วิญญาณหญิงสาวอีกคนในห้องลอยมาจุ๊บเหม่งเด็กน้อยทีหนึ่ง จุ๊บแก้มรพีทีหนึ่ง หน้าตาเธอเหมือนภูผาอย่างกับแกะบ่งบอกว่าเป็นฝาแฝดชายหญิง ภูพิงค์แสยะยิ้มให้ “ไม่รู้ไม่ชี้ พิงค์ลงไปช่วยป้าวรรณเตรียมของดีกว่า ไปละ”
“อ้าว ทิ้งระเบิดใส่กันเฉย”
อาโป ซุกหน้าลงบนต้นคอผู้เป็นป๊า
เด็กน้อยเบะปากสะอึกสะอื้นจนหน้าหงิกงอชวนสงสาร “ภะ ภูผาบอกว่าข้างนอกมีสัดปะหลาดกินตับอยู่นอกห้อง ภูผาไม่ยอมให้อาโปออกไปช่วยป๊า ฮึก อาโปมีดาบสักสิดนะ ทำไมอาโปจะช่วยป๊าไม่ด้ายอะ แงงงงง”
เหตุเกิดจากภูผากับภูพิงค์ได้รับหน้าที่สำคัญในวันนี้ คือการถ่วงเวลาเจ้าก้อนน้อยไม่ให้ออกไปซุกซนก่อนงานเริ่ม ช่วงบ่ายโมงรพีเข้ามาดูและหลอกล่อไปทีหนึ่งแล้ว แต่พอท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้ม อาโปก็นั่งไม่ติดที่ อยากเดินเตาะแตะไปหาป๊าตัวเองท่าเดียว ภูผาจึงต้องงัดไม้เด็ดออกมาก่อนจะมีเด็กดื้อโผล่หัวออกไปนอกห้อง
ภูพิงค์อุตส่าห์แกล้งบอกว่าป๊าไปหาซื้อของที่อาโปชอบ แต่คำว่าสัตว์ประหลาดของภูผามันดึงดูดใจให้เชื่อมากกว่า อาโปจึงร้องไห้โยเยไปโดยปริยาย
รพีเหลือบไปมองมือป้อมฝั่งซ้ายก็เห็นเด็กน้อยถือดาบของเล่นติดมือมาด้วยจริง ๆ สุดท้ายอดไม่ได้ ฟังลูกพูดจบก็ขำพรืดด้วยความเอ็นดู
“อุ๊บ— ฮะ ๆ ๆ จริงด้วย อาโปมีดาบศักดิ์สิทธิ์อันเบ้อเร่อเลย มิน่าล่ะ ตอนป๊ากำลังลำบาก จู่ ๆ เจ้าสัตว์ประหลาดกินตับก็วิ่งหนีป๊าจู๊ด ๆ เลย ที่แท้เป็นเพราะอาโปคนเก่งนี่เอง!”
“ฮึก อะ อื้ม!”
รพีพูดแล้วก็หอมแก้มยุ้ย ๆ ทั้งซ้ายและขวาด้วยรอยยิ้ม
อาโปเห็นป๊าปลอดภัยแล้วยังมีรอยยิ้มเต็มหน้าก็หยุดร้องไห้ ดวงตากลมโตสีเขียวมะกอกหยียิ้มจนตาฉ่ำน้ำเป็นเสี้ยวน่ารักน่าชัง
เมื่อเรื่องราวคลี่คลาย รพีก็พาลูกน้อยเดินออกไป บ้านสไตล์นอร์ดิกหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว ผู้ใหญ่เดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงห้องนั่งเล่นอันเป็นจุดหมายปลายทาง
พอปิดม่านลงมา หน้าต่างทุกบ้านพลันมืดสนิท ดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดสีส่องแสงอยู่นอกบ้าน แต่ในบ้านกลับไม่ต่างอะไรจากยามค่ำไร้แสงไฟ
อาโปทิ้งดาบศักดิ์สิทธิ์ไว้ในห้องนอน เห็นห้องนั่งเล่นมืดตึ๊ดตื๋อไม่เปิดไฟสักดวงก็เริ่มใจเสีย ไม่มีใครอยู่เลย หากสัตว์ประหลาดยังคงซุ่มซ่อนอยู่จะทำอย่างไรดี
เจ้าก้อนนุ่มซุกตัวเข้าหาป๊ามากกว่าเดิม
“หงึ…มืดจังอ่าป๊า”
“…”
จู่ ๆ รพีก็หยุดเดิน ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงกลางห้อง อาโปเงยหน้ามองคางป๊าในความมืดด้วยความสงสัย ยังไม่ทันที่ความกลัวสายหนึ่งจะแล่นขึ้นมาจากปลายเท้า เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบราวกับรู้ว่าจังหวะไหนควรเปิดฉาก
“แฮปปี้เบิร์ด…เดย์ ทูยู”
แสงไฟจากเปลวเทียนจุดขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่า
เป็นป้าวรรณเดินถือเค้กวันเกิดเข้ามาหา ตากลมของอาโปพราวระยับสะท้อนแสงเทียนละลานตา ไม่นานลุงศะก็เดินมายืนข้าง ๆ ภรรยา ตามมาด้วยภูผาและภูพิงค์ ทุกคนล้อมเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดของรพีเป็นวงกลม
“แฮปปี้เบิร์ด…เดย์ ทูยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์…. แฮปปี้…เบิร์ด…เดย์…ทู…ยู”
รพีกระซิบลูกน้อย “สุขสันต์วันเกิดนะอาโปของป๊า สามขวบแล้วน้า เอ้า หลับตาอธิษฐานแล้วเป่าเทียนเลยครับผม”
“ฮื่อ!”
อาโปพยักหน้ารัวแล้วทำตามที่ป๊าบอก เด็กน้อยหลับตาลง ทำปากขมุบขมิบ จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาเป่าลมใส่เทียนสามเล่มจนดับพรึ่บ!
ปุ้งงงงงง!
“สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะอาโป” ป้าวรรณยิ้มแฉ่ง
ไฟทั่วบ้านสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือระรัว พลุสายรุ้งกระจายไปทั่วด้วยความครื้นเครง อาโปยิ้มกว้างหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ตั้งแต่เกิดมาก็มีทุกคนรายล้อมตนในวันเกิดทุกปี แม้ไม่ได้สายเลือดเดียวกัน แต่ก็ไม่ต่างอะไรจากครอบครัวใหญ่ที่ดูแลกันและกัน
“ลุงขออวยพรให้หนูไม่เจ็บไม่ป่วย สุขภาพร่างกายแข็งแรงนะลูก” ลุงศะอวยพรแล้วลูบหัวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“สวบขวบแล้วเหรอไอ้เด็กขี้แง— แอ๊กกก” ภูผาจิ้มแก้มอาโปจึก ๆ ยิ่งอาโปทำแก้มป่องต่อต้านยิ่งจิ้มเข้าไปใหญ่ ไม่ทันพูดอะไรต่อก็ถูกพี่สาวกระแทกอย่างแรงจนลอยทะลุผนังหายไป
“ขอให้เป็นที่รักของทุกคนตลอดกาลเลยนะคะคนเก่ง”
“แต่แค่นี้ก็รักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้วเนอะ หลานฉันเองจะใครล่ะ” ป้าวรรณหันไปหัวเราะร่วนกับสามี
หากคนนอกมองเข้ามาเห็นภูผาและภูพิงค์ลอยวนเวียนไปมาคงตกใจหัวโกร๋น แต่ทุกคนที่นี้ดูไม่แปลกใจ และทำเสมือนว่าวิญญาณฝาแฝดคู่นี้เป็นผู้อาศัยร่วมบ้านที่พูดคุยเม้าท์มอยได้
ทุกคนหัวเราะเริงร่า ต่างคนต่างเดินไปนั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าวซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและของว่าง ตกแต่งไปด้วยลูกโป่งและของเล่นกระดาษหลากสีสัน ป้าวรรณวางเค้กลงกลางโต๊ะ รพีปล่อยให้ลูกชายยืนบนโต๊ะกินข้าวเพราะอาโปอยากเห็นหน้าเค้กชัด ๆ
จานกระดาษสำหรับเค้กลอยมาวางบนโต๊ะด้วยฝีมือสองวิญญาณ ภูผาประกาศก้อง“ได้เวลาแบ่งเค้กแล้วจ้า!”
อาโปตื่นเต้นกับเสียงปลุกใจ เด็กสามขวบถ้วนกระโดดขึ้นสูง ชูไม้ชูมือร้องเย้จนเสื้อเปิดตามแรงลม เผยให้เห็นตราประทับสีดำประดับลวดลายแปลกตาแปะอยู่บนพุงกะทิน้อย ๆ ของอาโปเต็มสองตา
ผู้ใหญ่ทุกคนอ้าปากค้างเติ่ง
เดิมทีตราหิมเวศจะปรากฎอยู่บนอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของผู้สืบเชื้อสายสัตว์หิมพานต์ในโลกมนุษย์เมื่อถึงวัยอันควร เพื่อแจ้งเจตจำนงให้ทราบว่านับแต่นี้ไป ผู้ถูกประทับตราจะต้องทำงานให้กับทางมหานรก, หนึ่งในสามไตรภูมิอันยิ่งใหญ่, จนกว่าชีวิตจะหาไม่
แต่
แต่…
แต่อาโปเพิ่งสามขวบนะเฮ้ย?!!!!!
นักเขียน
— ฉันอยากเขียนให้เรื่องนี้มีกลิ่นนมผงเยอะ ๆ ค่ะ
ป.ล. ฉันตรวจทานซ้ำทุกครั้งที่เขียน แต่ตอนอ่านฟรีบนเว็บอาจมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง นักอ่านทุกท่านสามารถแจ้งคำผิดหรือวิจารณ์การเขียนฉันอย่างสุภาพได้เสมอ
ส่วนฉบับเรียบเรียงใหม่, จ้างพิสูจน์อักษรแล้ว ฉันตั้งใจจะทำเป็นฉบับอีบุ๊กที่อาจปล่อยช้ากว่ารายตอนค่ะ (--คาดไว้ว่าช้าเพราะฉันเบลอเก่งมาก เอเนจี้สมองเท่าเม็ดถั่ว พิมพ์ต๊อกแต๊ก ๆ หนึ่งตอนจบก็เหนื่อยแล้วค่ะ ????)
๒ ตราประทับ
๒
ตราประทับ
จากจะร่วมวงฉลองวันเกิดให้อาโปวัยสามขวบถ้วน กลับกลายเป็นความอลหม่านยกบ้านเมื่อทุกคนเห็นตราประทับโผล่มาช็อตฟีลได้ถูกที่ถูกเวลา… ซะเมื่อไรกันเล่า!
“ป๊า หม่ำ ๆ ฮะ หม่ำ ๆ”
อาโปที่ถูกหอบหิ้วมายังหนึ่งในสำนักงานใหญ่ขององค์กรหิมเวศในตอนเช้าอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวยกมือป้อมสูง พยายามดันเค้กรสวานิลลานมสดเข้าปากป๊าตาแป๋ว “อาหย่อยน้าป๊า”
“หม่ำก่อนเลยครับอาโป ป๊ารู้ว่าอาโปชอบ”
รพียิ้มให้ลูกน้อย ในใจพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ตัดภาพไปด้านหลังป้าวรรณกับลุงศะแทบจะกินหัวพนักงานสาว เพื่อไม่ให้ภาพและเสียงของลุงกับป้ากลายเป็นยักษ์ขมูขีต่อหน้าลูก รพีจึงต้องรับหน้าที่พาอาโปออกมาในระยะปลอดภัยก่อน
“นี่มันหมายความว่ายังไง! ทำไมหลานฉันถึงมีตราประทับขึ้นมาได้ แกแค่สามขวบเองนะยะ สามขวบ!” ป้าวรรณแทบจะทุบโต๊ะอยู่รอมร่อ
“ต้องมีอะไรผิดพลาด เธอลองเช็กดูให้ดี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยผ่านไปได้นะรู้ไหม” ลุงศะเองก็หน้าเครียด หนวดเคราบนหน้ายิ่งทำให้ดูดุดันเข้าไปใหญ่
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันกำลังติดต่อกับทางผู้ใหญ่ให้ ใจเย็น ๆ กันก่อนนะคะ”
พนักงานสาวผู้เห็นทุกคนอุ้มตาหนูน่ารักน่าชังมาเปิดพุงกะทิให้ดูถึงหน้าเคาน์เตอร์ก็ตกใจไม่แพ้กัน เธอรีบก้มหัวตามหน้าที่ จากนั้นยกโทรศัพท์ตามผู้มีอำนาจมากกว่าลงมาจัดการปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย
การคัดเลือกเจ้าหน้าที่ผ่านการประทับตราคือ [ระบบ] ของมหานรกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสำนักใหญ่ เป็นเพียงพลังอำนาจของเบื้องบนที่ทำงานด้วยตัวของมันเองโดยไม่ต้องมีใครสั่งการ
กล่าวโดยสรุป
มันทำหน้าที่เหมือนกับตาชั่งวัดความดีความชั่วของพญายมราชนั่นแหละ บทจะเกิดก็เกิดขึ้นมาโดยไม่มีใครตั้งตัว
โชคดีที่ปัจจุบันทางมหาราชเริ่มมีการพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เพราะมนุษย์นั้นมีเรื่องราวการใช้ชีวิตที่มากล้น บางครั้งความชั่วก็กลายเป็นความดี บางครั้งความดีก็กลายเป็นความชั่ว ตาชั่งที่ทำงานอย่างซื่อตรงกับความแน่นอนจึงไม่อาจทำให้เชื่อถือได้ 100% ไปซะทุกเรื่อง
ตราประทับของหิมเวศก็เช่นกัน
“ชื่ออาโปใช่ไหมลูก น้าชื่อมินตราน้า ขอดูพุงของหนูหน่อยได้ไหมเอ่ย?”
“ด้ายยยย”
มินตรา, หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กร, ถึงกับต้องลงมาดูอาโปให้เห็นชัดกับตา หญิงสาวรุ่นแม่ผู้มีภาพลักษณ์เคร่งขรึมระบายยิ้ม ยามเด็กน้อยชูสองแขนขึ้นอย่างว่าง่าย เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เปิดเสื้อออกก็เห็นตราประทับที่คุ้นเคยแปะอยู่บนพุงขาว ๆ เหมือนซาลาเปา
ชัดเจนแจ่มแจ้งแดงแจ๋เลยงานนี้
“อย่างนี้…จะเป็นอะไรไหมครับ?” รพีที่อุ้มลูกถามเสียงเบา
ปกติแล้วตราประทับจะปรากฏขึ้นประมาณช่วงวัย 18-22 ปี ถือว่าเป็นวัยที่ร่างกายพรั่งพร้อมทุกอย่าง เหลือแค่การขัดเกลาไหวพริบและการชำนาญด้วยประสบการณ์การทำภารกิจเท่านั้น
รพีเองก็เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรหิมเวศคนหนึ่งเช่นกัน
ตัวเขาสืบสายเลือดมาจากติณสีหะ, หนึ่งในเผ่าราชสีห์ตระกูลสิงห์แห่งป่าหิมพานต์ รูปพรรณตามตำราคล้ายโค กายสีเขียว กีบเท้าเหมือนม้า กินพืชจำพวกหญ้าเป็นอาหาร
ตราหิมเวศปรากฏบนหลังคอรพีเมื่ออายุ 19 ปีบริบูรณ์
ตอนแรกรพีคิดว่าตัวเองเป็นแค่มนุษย์ที่มีสัมผัสที่หก เห็นวิญญาณดีและร้ายมาตั้งแต่เกิด แต่เมื่อตราประทับปรากฏขึ้น พลังของเผ่าก็สำแดงฤทธิ์ตามมา เขาจึงเข้าใจว่าตนมีหน้าที่เหนือธรรมชาติรออยู่
“ลูกผมยังเด็กเกินกว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อารักษ์” รพีกล่าว
รอบด้านมีลุงป้าและสองวิญญาณแฝดฟังแล้วคิดหนักไม่แพ้กัน
มีแค่อาโปที่กำลังกินเค้กที่ถูกห่อมาให้อย่างเอร็ดอร่อย เด็กน้อยฟังคำพูดผู้ใหญ่แล้วมึนงงเกินกว่าสมองน้อย ๆ จะรับรู้ ทำตาแป๋วฟังไม่นานก็เบื่อ หันไปจดจ่อกับของกินจนครีมเปื้อนไปทั้งสองแก้มอ้วน
มินตราพยายามอธิบาย “ฉันเข้าใจว่าพวกคุณเป็นกังวลเรื่องอะไร เพราะเมื่อตราประทับปรากฏขึ้นแล้ว ทางเหล่าผู้สืบสายเลือดทุกคนจะต้องทำภารกิจภายใน 7 วันไม่งั้นจะมีเคราะห์สินะคะ”
“ใช่ครับ”
มันเป็นกฎที่เบื้องบนกำหนดไว้
ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ 7 วันแรกคือการชี้ชะตาผู้ถูกประทับตราทุกคน จะเคราะห์หนักเคราะห์เบาไม่แน่ชัด แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากลองเสี่ยงทั้งนั้น
จะเรียกว่าบังคับก็ได้ แต่ผู้สืบสายเลือดทุกคนล้วนถูกปลูกฝังมาแล้วว่าการเป็นเจ้าหน้าที่อารักษ์ล้วนเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติ
แต่ยกเว้นรพีไว้คนหนึ่ง
เขาเติบโตมาแบบมนุษย์ธรรมดาและตั้งใจเลี้ยงอาโปมาอย่างคนธรรมดา เดิมทีวางแผนไว้แล้วว่าจะบอกเรื่องนี้ตอนอาโปขึ้นชั้นประถม จากนั้นค่อยเริ่มฝึกฝนวิชาต่าง ๆ ให้ลูกน้อยตามลำดับ
ไม่คิดว่าตราประทับจะมาเร็วขนาดนี้ไง
ขนส่งไปรณีย์ที่เลื่องลือว่าเร็วเหนือแสงยังกรอกชื่อผู้ส่งไม่เสร็จเลยเถอะ!
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ” มีเสียงวิ้งดังขึ้นเบา ๆ พื้นที่เหนือใบหูของมินตราปรากฏแสงนีออนสีขาวลากยาวเป็นลายกนกครอบคลุมใบหูไว้คล้ายหูฟังสุดไฮเทค
“เนื่องจากความผิดพลาดของระบบมหานรก ทางเราจึงลงความเห็นกันว่าน้องอาโปจะได้รับตำแหน่ง ‘เจ้าหน้าที่พิเศษ’ นับจากนี้เป็นต้นไปค่ะ”
“ครับ!?” รพีตาโต
“โอ้ว! แบบนี้ก็เป็นเรื่องดีน่ะสิ!” ลุงศะร้องลั่น ป้าวรรณหันไปแปะสองมือกับภูพิงค์
เจ้าหน้าที่สาวผู้รวบผมเป็นหางม้าสูงขยับยิ้มให้เด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความมากนัก อาโปพอได้ยินชื่อตัวเองในบทสนทนาก็เงยหน้าขึ้น
“จ้าวหน้าที่พิเสดคืออะไยอะ?”
รพียังตาโตอยู่ มินตราจึงก้มลงตอบแทน “น้าหมายถึงหนูจะเป็นเจ้าหน้าที่อารักษ์ที่สามารถเลือกสำนักที่ต้องสังกัดในอนาคตมากกว่าหนึ่งตามใจหนูได้ค่ะ นอกจากนี้ทางองค์กรจะสนับสนุนทุกอย่างเวลาหนูต้องจัดการกับวิญ—”
อาโปไม่เข้าใจ ถามรพีงง ๆ “ฉำนักคือไยอะป๊า อาโปกินได้ไหม เลือกได้เย้อสะแดงว่ามีหลายรสเลยใช่ป่าว?”
มินตราที่เผลอใช้ศัพท์ยากไปเตรียมย่อยลงมาเป็นคำพูดฟังง่าย ภูพาลอยนิ่ง ๆ ข้างพี่สาวฟังมานานจึงเอ่ยรวบรัดตัดตอนให้เจ้าเด็กอ้วนตามนิสัยผีปากไว
“ก็คือต้องไปจับผีร้ายแบบขบวนการพิทักษ์โลกไงล่ะไอ้หนู!”
ไม่ว่าจะองค์กรใหญ่ยักษ์ หรือสำนักแยกย่อยที่เหล่าเจ้าหน้าที่อารักษ์สังกัดหน่วย ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือไล่จับวิญญาณร้ายบนโลกมนุษย์กลับมหานรก
“ได้เป็นเจ้าหน้าที่อารักษ์เท่ ๆ เลยนะโว้ยโป คราวนี้ละดาบศักดิ์สิทธิ์อาโปจะได้เฉิดฉาย—”
ภูผายังพูดไม่ทันจบ
อาโปก็เบะปาก น้ำตาคลอเบ้า
“ไม่อาวนะ ผีร้ายนิสัยไม่ดี อาโปเกียดผีร้ายที่สุด อาโปไม่อยากโดนผีแบบภูผางับพุงอีกแล้ว พุงอาโปจะแดง แล้วอาโปก็จะปวดท้อง ม่ายอาว ม่ายเปน แงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!!”
ทุกคน: ภูผาโว้ยยย!!!
ภูผา: เก๊าขอโต๊ดดดดดดดดดดดดด
นักเขียน
— เฉลยแล้วว่าภูผาในสายตาน้องคือ…