“โฮมโปร” ประกาศเป้า 5 ปี มุ่งสู่ยอดขาย “1 แสนล้าน” ขยายทะลุ 170 สาขา
“โฮมโปร” ประกาศเป้าหมาย 5 ปี มุ่งสู่ยอดขาย “1 แสนล้าน” เตรียมงบลงทุน 2-3 หมื่นล้านบาท ปักหมุดสาขาเพิ่มทะลุ 170 สาขา ลงทุนคลังสินค้าอีก 1 แสนตร.ม. และพัฒนาเทคโนโลยีหลังบ้าน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดปี 2567 คาดยังซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ หวังมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐช่วยพยุง เช่น ลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt
“วีรพันธ์ อังสุมาลี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร ประกาศแผนและเป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้าของบริษัท วางเป้าเป็นผู้นำธุรกิจ “Home Solution and Living Experience” ของไทย ทำยอดขายไปแตะ “1 แสนล้านบาท” จากเมื่อปี 2566 คาดยอดขายทั้งปีปิดที่กว่า 68,000 ล้านบาท
โดยกลยุทธ์เพื่อไปสู่เป้าหมาย โฮมโปรจะพัฒนา“3S” คือ การเชื่อมต่อทุกช่องทาง อย่างไร้ขอบเขต (Synergized Omnichannel), การสร้างประสบการณ์พิเศษเฉพาะคุณ (Superior Experiences) และ การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (Sustainable Innovation)
[caption id="attachment_1460414" align="alignnone" width="1000"]
“วีรพันธ์ อังสุมาลี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)[/caption]
ลงทุนเพื่อขยายให้ทะลุ 170 สาขา
ในแง่ของช่องทางการขายและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุน วีรพันธ์กล่าวว่า โฮมโปรจะมีการลงทุน 2-3 หมื่นล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อขยายสาขา ขยายคลังสินค้า และพัฒนาด้านเทคโนโลยีหลังบ้าน
โดยจำนวนสาขาปัจจุบันมีทั้งหมด 127 สาขาในไทย (*ไม่รวม 7 สาขาในประเทศมาเลเซีย) บริษัทต้องการขยายเพิ่มอีกให้ครบ 170 สาขาภายใน 5 ปี
ด้านศูนย์กระจายสินค้าของโฮมโปรปัจจุบันมีพื้นที่ 373,795 ตร.ม. ต้องการจะขยายอีก 100,000 ตร.ม. เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ
[caption id="attachment_1460415" align="alignnone" width="1000"]
เมกาโฮม ปลวกแดง จ.ระยอง[/caption]
ภายใต้การบริหารของโฮมโปร ปัจจุบันวางรูปแบบร้านค้าไว้ทั้งหมด 3 แบบ คือ
โฮมโปร (Homepro) ร้านค้าสินค้าที่เกี่ยวกับบ้าน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ มีลูกค้าหลักคือกลุ่มเจ้าของบ้าน (Home Owner)
เมกาโฮม (Megahome) ร้านขายสินค้าวัสดุก่อสร้าง มีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มช่างมืออาชีพ
ไฮบริด (Homepro x Megahome) เป็นรูปแบบผสมมีทั้งโฮมโปรและเมกาโฮมในพื้นที่เดียวกัน ทำให้จับเป้าหมายลูกค้าได้ทั้งเจ้าของบ้านและกลุ่มช่าง
[caption id="attachment_1460416" align="alignnone" width="1000"]
ร้านรูปแบบไฮบริด โฮมโปร x เมกาโฮม สาขาเจ้าฟ้า จ.ภูเก็ต[/caption]
“รักพงศ์ อรุณวัฒนา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์ และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ส่วนแบ่งยอดขายของบริษัทขณะนี้ 81% มาจากร้านโฮมโปร 18% มาจากเมกาโฮม และ 1% มาจากยอดขายต่างประเทศ
การเติบโตในอนาคต 5 ปีของโฮมโปรจะขยายทั้ง 3 รูปแบบ โดยเฉพาะแบบไฮบริดขณะนี้ทดลองเปิดไปแล้ว 2 สาขาที่ ขอนแก่น กับ ภูเก็ต ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทำให้จะมีการเปิดสาขาในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น
“เราเชื่อว่า 5 ปีต่อจากนี้ตลาดน่าจะใหญ่ขึ้น เพราะทุกคนต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมืองจะมีการขยายตัว ซึ่งโฮมโปรจะขยายสาขาได้ตามการเติบโตของเมืองใหญ่ เช่น ขณะนี้เรามีโฮมโปรในชลบุรีถึง 7 สาขา ในเชียงใหม่มี 3 สาขา เพราะเมืองมีการขยายออกไป” รักพงศ์กล่าว “ถ้าให้มองก็จะคล้ายๆ กลุ่มฟู้ดรีเทลที่มีพื้นที่ขยายได้ต่อเนื่อง ร้านค้าโมเดิร์นเทรดยังโตต่อได้ ส่วนการแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องแข่งขัน”
กระตุ้นการซื้อด้วยโครงการ “เก่าแลกใหม่”
นอกจากการขยายสาขาแล้ว โฮมโปรยังต้องการเพิ่มยอดขายต่อสาขาให้มากขึ้นด้วย ทำให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มาดึงดูดลูกค้า เช่น โครงการ “Trade In - แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” นำของเก่ามาแลกรับส่วนลดสูงสุด 5,000 บาทในการซื้อสินค้าใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้น โครงการนี้รักพงศ์ระบุว่าได้ผลเกินคาดเพราะทำยอดขายผ่านโครงการได้เกินกว่า 2,000 ล้านบาท
ในปีนี้โฮมโปรจึงมีการต่อยอดในเชิงสิ่งแวดล้อมกับโครงการ “Closed Loop Circular Appliances” นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ลูกค้าโฮมโปรนำมาแลกไปรีไซเคิล โดยร่วมกับพันธมิตรเพื่อรับเม็ดพลาสติกที่ผ่านการรีไซเคิลไปใช้ผลิตสินค้าจริง ได้แก่ Haier, Toshiba และ Venz
อีกกลยุทธ์ที่จะใช้กระตุ้นการซื้อคือ“เพิ่มกลุ่มสินค้าใหม่” เน้นไปที่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพผู้สูงวัย เช่น วีลแชร์ เตียงนอน ราวจับในห้องน้ำ และกลุ่มสินค้าแม่และเด็กด้วย
ครบรอบ 40 ปี “ดูโฮม” ค้าวัสดุก่อสร้างแดนอีสาน รุกคืบเพิ่ม 3 สาขา เชียงราย-อยุธยา-ปทุมธานี
พาทัวร์ NITORI ร้านเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าแต่งบ้านจากญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์
ปี 2567 มองตลาดยังซบเซาจากภาวะเศรษฐกิจ
เฉพาะแผนงานในปี 2567 รักพงศ์กล่าวว่าจะมีการเปิดใหม่ 6-8 สาขา กระจายไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในจำนวนนี้จะมี 2 สาขาที่เป็นรูปแบบไฮบริด
ด้านการเติบโตของปีนี้ วีรพันธ์มองว่าตามภาพรวมทางเศรษฐกิจอาจจะโตได้ไม่มาก ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล
“อย่างต้นปีนี้เรามีลดหย่อนภาษีด้วย Easy e-Receipt คนละ 50,000 บาท จะต่างจากปีก่อนคือเป็น e-Tax ทั้งหมด ทำให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีน้อยลง แต่โฮมโปรเป็นหนึ่งในร้านที่ร่วมรายการ ทำให้เราเชื่อว่าเราจะได้อานิสงส์มากขึ้นกว่าปี 2566” วีรพันธ์กล่าว