โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ครึ่งศตวรรษก่อน…จีนประกาศ “เปิดประเทศ”เป็นครั้งแรก…วันนี้จีนเสนอให้เปิดโลกทั้งใบ”

China Media Group

อัพเดต 04 ก.พ. 2567 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2567 เวลา 11.58 น.

“ครึ่งศตวรรษก่อน…จีนประกาศ “เปิดประเทศ”เป็นครั้งแรก…วันนี้จีนเสนอให้เปิดโลกทั้งใบ”

โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

ในยุคโบราณกาล จีนอยู่ในฐานะเป็นศูนย์กลางของโลกแบบไร้เทียมทาน แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปนับศตวรรษ ความเละเทะละโมบโลภมากในหมู่ชนชั้นปกครอง ทำให้จีนค่อย ๆ เสื่อมถอย และจบลงด้วยการล่มสลายของระบอบศักดินา จากนั้นจีนต้องใช้เวลาเยียวยาตนเองด้วยความยากลำบากอยู่อีกกว่า 20 ปีกว่าที่เติ้งเสี่ยวผิงจะประกาศ “เปิดประเทศ” ในปี 1978 ซึ่งเป็นนัยะบอกให้รู้ว่าจีนพร้อมแล้วที่จะคบค้าสมาคมกับประเทศภายนอกอย่างเท่าเทียมกัน

ตลอด 2-3 ทศวรรษที่จีนเปิดประเทศ ผู้นำจีนยืนยันในทุกโอกาสที่ทำได้อยู่เสมอว่า มนุษย์ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนล้วนผจญกับชะตากรรมเดียวกัน ความคิดที่จะครองความเป็นเจ้าแต่ผู้เดียวปล่อยให้คนอื่นอดอยากปากแห้งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ที่การคมนาคม และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งต้องร่วมกันแบกรับชะตากรรมทั้งที่ดีและไม่ดีไปด้วยกัน มนุษย์ไม่ว่าชาติไหนภาษาไหนจึงต้องหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงจะอยู่รอดจากภยันตรายทั้งปวงที่มนุษย์เป็นผู้สร้างเองได้

ในทางปฏิบัติ จีนได้รื้อฟื้นโครงการ “เส้นทางสายไหม” ทั้งทางบกและทางน้ำ หรือ One Belt One Road ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมประสานกับประเทศต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ติดต่อค้าขายกัน แลกเปลี่ยนความเจริญให้แก่ก้น “เส้นทางสายไหม” ของจีนได้รับการยอมรับจากประเทศต่าง ๆ มากขึ้นทุกที แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนและประเทศต่าง ๆ ที่ต่างก็ต้องการเชื่อมโลกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน

และแล้วในช่วงล่าสุดนี้เอง จีนก็ได้สร้างความมหัศจรรย์ใจแก่ชาวโลกด้วยการประกาศเปิดประตูสู่โลกอย่างเต็มที่ ด้วยนโยบายที่เรียกง่าย ๆ ว่า “ฟรีวีซ่า” กล่าวคือเสนอให้ลดทอนกระบวนการทางกฎหมายที่ยุ่งยากเกี่ยวกับการเดินทางระหว่างประเทศให้เหลือเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และลงมือปฏิบัติทันทีด้วยการส่ง “นายหวังอี้” รมต.ต่างประเทศของจีน เดินทางมาเซ็นข้อตกลง “ฟรีวีซ่า” ระหว่างจีน-ไทย เมื่อวันที่ 26-29 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นต้นไป นอกจากไทยแล้วยังทำข้อตกลงแบบเดียวกันกับสิงคโปร์ มัลดีฟส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ นอกจากฟรีวีซ่าแล้วยังทำข้อตกลงอีกหลากหลายแบบกับอีกหลากหลายประเทศ เช่น การตรวจลงตราเข้าประเทศ ณ จุดผ่านแดน หรือด่านครวจคนเข้าเมืองเมื่อเข้าถึงประเทศนั้น ๆ แล้ว เป็นต้น ปรากฏการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างทันควันไม่มีใครคาดถึง สื่อต่างลงความเห็นว่า “ฟรีวีซ่า” เป็นก้าวใหญ่อีกก้าวหนึ่งของจีนในการเปิดประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในเสถียรภาพภายในของรัฐบาลจีน ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับจีนให้เห็นผลทันตา

จีนมีทัศนะมาตลอดว่า การเปิดกว้างต่อโลกภายนอกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยีที่พัฒนาไปไม่หยุดทำให้โลกทั้งโลกติดต่อถึงกันได้แบบ real time ห่วงโซ่การผลิตครบวงจร อย่างรวดเร็ว ผู้คนที่ไปมาก็หาสู่กันได้ทั่วโลกจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การเดินทางท่องเที่ยวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้หาเช้ากินค่ำด้วย ผู้รับผิดชอบขององค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติมีความเห็นว่า นโยบายของจีนจะช่วยให้การท่องเที่ยวของโลกกลับคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติแล้วข้อดีและข้อเสียมักจะมาคู่กันเสมอ มีคนดีอยู่ที่ไหนก็มีคนเลวแทรกตัวอยู่ที่นั่น สิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้ก็คือ คนเลวจะถือโอกาสปะปนเข้ามาโดยอาศัยพิธีการที่ผ่อนปรน และฉวยโอกาสนี้กระทำสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช้านี้ข่าวจากสื่อไทยแสดงความกังวลว่ามีคนต่างชาติ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา รวมทั้งคนจีนที่อาศัยการผ่อนปรนทางกฎหมายเข้ามาหากินด้วยรูปแบบต่าง ๆ เช่น เป็นขอทานได้เงินวันละหลาย ๆ ร้อย ที่น่าหวั่นเกรงยิ่งกว่านั้นก็คือ ช่องว่างดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้ายมืออาชีพที่คอยหาโอกาสต้มตุ๋นหลอกลวงผู้คนอยู่แล้ว เช่นที่เรียกกันว่า “คนจีนสีเทา” เพิ่มจำนวนจนเป็นอันตรายต่อประเทศตรงข้ามหรือไม่

เรื่องนี้ผู้เขียนหวังอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 ฝ่ายจะพึงตระหนัก และร่วมมือกันหาทางป้องกันที่ได้ผลอย่างจริงจัง เพื่อความสบายใจของชาวบ้าน ที่สำคัญเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝ่ายที่มีต่อจุดมุ่งหมายการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อำนวยประโยชน์แก่กันตามความมุ่งหมายของเจ้าของความคิดครั้งนี้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...