โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการรุมขบ 'ไสยเวท เพศ ผี' ขยี้ปมร่างทรงองค์เควียร์ ทฤษฎีไหนไม่เวิร์ก?

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 ต.ค. 2567 เวลา 12.25 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 12.25 น.

นักวิชาการรุมขบ ‘ไสยเวท เพศ ผี’ ขยี้ปมร่างทรงองค์เควียร์ ทฤษฎีไหนไม่เวิร์ก?

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย และพันธมิตรร่วมจัดงาน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 (Book Expo Thailand 2024) ในธีม ’อ่านกันยันโลกหน้า‘ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม – 20 ตุลาคม

เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบูธมติชน J02 มีผู้คนเข้ามาเลือกซื้อหนังสือกันอย่างต่อเนื่องและมีความสนใจหนังหลากหบายประเภท อาทิ ประวัติศาสตร์ สังคม ศิลปวัฒนธรรม การเมือง วรรณกรรม หนังสือแปล เป็นต้น

จากนั้น เวลา 14.00 น. ศ.เกียรติคุณ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน (Peter A. Jackson) ผู้เขียน , ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ ผู้เขียนร่วม และรศ.ดร.พิเชฐ สายพันธ์ ผู้แปลหนังสือ Deities and Divas ไสยเวท เพศ ผี: ร่างทรงองค์เควียร์ในอุษาคเนย์ ได้ขึ้นเสวนา ณ เวทีกลาง โดยมีดร.ณัฐพล วิสุทธิแพทย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในการนี้ นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จํากัด (มหาชน), นายสุพัด ทีปะลา บรรณาธิการบริหาร กองบรรณาธิการมติชน และนายจุมพฏ สายหยุด ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติขน ร่วมรับฟังเสวนาด้วย

ศ.เกียรติคุณ ปีเตอร์ กล่าวว่า ที่มาของความสนใจที่ทำให้ริเริ่มศึกษาเกี่ยวกับปรากฏการณ์คนทรงเจ้าที่ปรากฏขึ้นมาอย่างแพร่หลายมากขึ้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มมาจากโปรเจคต์เกี่ยวกับการขยายตัวของพิธีกรรมร่างทรง ซึ่งเปรียบเทียบระหว่างเมียนมา ไทยและเวียดนาม โดยร่วมมือกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศส

“คนในระดับวิชาการยุค 1928 จะเสนอว่า ยิ่งสังคมเป็นสังคมสมัยใหม่ เป็นสังคมโมเดิร์น พิธีกรรมพวกคนทรงเจ้าจะต้องหายไปด้วย แต่ที่จริงแล้วทฤษฎีนี้ไม่เวิร์ก เพราะว่าในเอเชียอาคเนย์อย่าง เวียดนาม เมียนมา ไทย ตรงกันข้าม สังคมแบบสมัยใหม่เข้ามามากขึ้น ทุนนิยมและสื่อใหม่ พิธีกรรมแบบนี้ขยายตัวมากขึ้นไปด้วย และเปลี่ยนไปมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับทฤษฎีที่นักสังคมศาสตร์ อย่างแม็กซ์ เวเบอร์(Max Weber) ซึ่งเป็นนักสังคมศาสตร์ในเยอรมันที่ดังมากในสมัยนั้น ทำให้พวกเราที่เป็นนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาต้องไปลงพื้นที่อีกครั้งที่จะเก็บข้อมูลใหม่“ ศ.เกียรติคุณ ปีเตอร์กล่าว

ศ.เกียรติคุณ ปีเตอร์กล่าวว่า พิธีกรรมของคนทรงเจ้า ผู้ประกอบพิธีส่วนมากจะเป็นเพศหญิง แต่เมื่อพิธีกรรมเหล่านี้ย้ายจากในชนบทเข้ามาในสังคมเมือง ก็ได้สร้างพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศให้มีบทบาทในพิธีกรรมมากขึ้น ซึ่งเดิมทีกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมักจะถูกเลือกปฏิบัติจากสังคม

พิธีกรรมของคนทรงเจ้าจึงเพิ่มโอกาสให้กับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศให้ได้รับเกียรติและความเคารพจากผู้ที่นับถือ ซึ่งมีความแตกต่างจากพิธีกรรมทางศาสนาอื่นๆ เช่น พุทธศาสนา นิกายเถรวาท ที่ผู้ประกอบพิธีกรรมมักจะถูกระบุให้เป็นพระสงฆ์หรือผู้ชาย และอีกหลายๆ ศาสนาหลักที่ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในการประกอบพิธี

ด้าน ดร.นฤพนธ์ เปรียบเทียบ ภาพของร่างทรงในอดีตและปัจจุบัน ว่าเดิมทีปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่น ในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นเพศหญิงที่จะคอยติดต่อสื่อสารกับผีเจ้านาย วิญญาณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือในกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีการติดต่อสื่อสารกับผีบรรพบุรุษและผีประจำชุมชน แต่เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ความใกล้ชิดระหว่างพิธีกรรมกับคนในสังคมก็ลดลง แต่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนพื้นที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่เมือง

“พื้นที่ทางศาสนากับความหลากหลายทางเพศ เป็นพื้นที่ของจินตนาการ มันสร้างความรู้สึกที่เราเป็นมนุษย์ เราสามารถสัมผัสสิ่งที่เป็นเทพเจ้า จิตวิญญาณ นามธรรมเบื้องสูง เหมือนกับเรากำลังทำให้อัตลักษณ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเคารพบูชา หนังสือเล่มนี้พยายามทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราอยู่แล้ว

พื้นที่ความเชื่อทางศาสนาที่ผมเรียกว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สามารถมองเห็นการให้อิสระของความหลากหลายทางเพศให้ได้รับการเคารพมากกว่าพื้นที่ทางการแพทย์ พื้นที่วิทยาศาสตร์ พื้นที่ที่เป็นเรื่องเหตุผลนิยมแบบตะวันตก ซึ่งค่อนข้างตีตราคนหลากหลายทางเพศว่าเป็นผู้ป่วยทางจิต เบี่ยงเบนทางเพศ หรือวาทกรรมที่สังคมไทยใช้มาตลอด ก็คือ จิตผิดปกติ ผิดธรรมชาติ ผิดเพศ” ดร.นฤพนธ์ กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.พิเชฐ กล่าวถึงคำว่า ‘ร่างทรงองค์เควียร์‘ ซึ่งเป็นคำสำคัญในหนังสือ ว่ามีด้วยกัน 2 ระดับ ในระดับแรกนั้นหมายถึง บุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศซึ่งมีความหลากหลาย ที่เรียกว่า ‘เควียร์’ เข้ามาเป็นร่างทรงเองและอีกระดับหนึ่งหมายถึง สภาวะข้ามเพศที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีกรรมทรงเจ้าแม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้เป็นบุคคลที่อยู่ในสภาวะข้ามเพศมาก่อน

“หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ให้ คำอธิบายว่าไสยศาสตร์ รวมถึงพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ เวทมนตร์เหล่านี้ เป็นสิ่งมีความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งกลไกของโลกสมัยใหม่ได้นำผู้คนในสังคมเข้าไปสู่พิธีกรรมเหล่านี้มากขึ้น

สื่อสมัยใหม่ เช่นสื่อที่เรียกว่า สื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวผลักดันให้ระบบความเชื่อเหล่านี้แพร่กระจายอย่างเป็นวงกว้างมากขึ้นพร้อมๆ กับทุนนิยมยุคใหม่ที่มากับบริบทโลกแบบโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นความเชื่อเหล่านี้ ไม่ได้รับรู้เฉพาะความที่เชื่อที่ปรากฏขึ้นในท้องถิ่นเท่านั้น แต่รับรู้เป็นวงกว้างที่เกิดขึ้นในทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ทุนนิยมก็มีกลไกที่สำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยม ซึ่งทำให้บุคคลต่างๆ ที่ทำการประกอบพิธีกรรม สามารถเข้ามาใช้โอกาสทางสังคมต่างๆ กระบวนการทางสังคม แทนที่จะตอบโจทย์ในแง่ของพิธีกรรมเพื่อจิตวิญญาณอย่างเดียว

แต่พิธีกรรมเหล่านี้มันตอบโจทย์เพื่อสถานะทางสังคม รวมถึงตอบโจทย์เพื่อทำให้คนมีความหวังในสังคมทุนนิยมที่เราต้องแข่งขันกันอย่างสิ้นหวัง” รศ.ดร.พิเชฐกล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการรุมขบ ‘ไสยเวท เพศ ผี’ ขยี้ปมร่างทรงองค์เควียร์ ทฤษฎีไหนไม่เวิร์ก?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...