โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘InDrive’ ซูเปอร์แอปฯมาใหม่ ใช้กลยุทธ์ ‘ต้นทุนต่ำ’ บุกไทย ชาร์จส่วนแบ่ง 10% ตลอดไปมัดใจลูกค้า

The Better

อัพเดต 09 ส.ค. 2567 เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 01.32 น. • THE BETTER
‘อินไดรฟ์’ ซูเปอร์แอปฯ เบอร์2 ระดับโลก บุกตลาดไทยนำร่องบริการเรียกรถ เจาะหัวเมืองใหญ่ ด้วยกลยุทธ์ ‘โลว์ คอสต์ โอเปอเรชั่น’ ขอส่วนแบ่งจากต่อทริปแค่ 10% ตลอดไป ไม่ต้องใช้โปรโมฯโค้ด

แอนเดรียส สมิทธ์ (Andries) Smit รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ (VP New Ventures) บริษัท อินไดร์ฟ จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ‘inDrive’ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิชั่นครบวงจรรายใหญ่เป็นอันดับ2 ในระดับโลก (ไม่รวมตลาดในประเทศจีน) โดยเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในเมืองยาคุตสค์ รัสเซีย ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 12 ปีและทำตลาดใน 46 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ดาวน์โหลดใช้บริการผ่านแอปฯ 250 ล้านครั้ง

“จุดเริ่มธุรกิจอินไดรฟ์ มาจากต้องการแก้เพนพ้อยต์ผู้คนในเมืองยาคุสต์ที่ต้องการเดินทางไปยังที่ต่างๆ แต่ขาดแคลนรถรับส่งเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาก หรือหากมีรถให้บริการก็มักจะคิดค่าโดยสารที่สูงขึ้นมากในช่วงนั้น ทำให้อินไดรฟ์มองเห็นโอกาสการให้บริการด้านการเดินทาง ด้วยจุดตั้งต้นคือความโปร่งใสด้วยค่าบริการที่เป็นธรรม จากนั้นได้ต่อยอดไปยังตลาดในประเทศอื่นๆ และเติบโตสูงในตะวันออกกลางและกลุ่มลาติน อเมริกา” แอนเดรียส กล่าว

ล่าสุด บริษัทฯ เข้ามาจัดตั้งสำนักงานในไทยตั้งแต่ปี 2566 โดยนำร่องทำตลาดให้บริการเรียกรถคนขับส่วนตัว(Ride Hailing) ในเบื้องต้นจะให้บริการครอบคลุมในพื้นที่หัวเมืองใหญ่จังหวัดต่างๆ อาทิ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา จากที่ผ่านมาให้บริการไปแล้วกว่า 1 หมื่นทริป และมีไรเดอร์ร่วมลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการราว 1,000 ราย ในปัจจุบัน

”อินไดรฟ์ มองเห็นโอกาสตลาด Ride Hailing ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก จากแนวโน้มพฤติกรรมคนไทยรุ่นใหม่กว่า 12 ล้านคนจากจำนวนประชากรไทยมีความคุ้นเคยการใช้งานดิจิทัลด้านต่างฯ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยในปี 2573 ตลาดรวมบริการนี้คาดจะมีมูลค่ากว่า 1-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ” แอนเดรียส กล่าว

พร้อมเสริมว่า สำหรับการทำตลาดในไทย อินไดรฟ์ ได้นำแนวคิดการทำธุรกิจบนความโปร่งใสมาใช้ร่วมกับทั้งพันธมิตรผู้ให้บริการขับรถและผู้โดยสาร ด้วยอัตราค่าบริการที่เป็นธรรมโดยคิดส่วนแบ่งรายได้ตลอดทั้งทริปอยู่ที่อัตรา10% พร้อมยกตัวอย่าง การเดินทางต่อครั้งมีค่าโดยสารอยู่ที่ 100 บาท บริการอินไดรฟ์ จะได้รับส่วนแบ่ง 10 บาท และที่เหลือ 90 บาทเป็นของคนขับ เป็นต้น

“ส่วนแบ่ง 10% ที่อินไดรฟ์ได้รับถือว่าเพียงพอแล้ว ด้วยบริษัทใช้แนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจต้นทุนต่ำ หรือ โลว์ คอสต์ โอเปอเรชั่น ทำให้ไม่ต้องเสียค่าการตลาดเดมื่อเปรียบเทียบผู้ให้บริการรนายอื่นๆในตลาดบริการเรียรกรถรับส่งที่ใช้โปรโมชั่นส่วนลดค่าบริการ หรือ โปรโมชั่น โค้ด ให้กับลูกค้าใช้เป็นส่วนลดบริการเรียกรถ” แอนเดรียส กล่าว

พร้อมเสริมว่า ขณะเดียวกันบริษัท ยังเตรียทำตลาดเชิงรุกในไทยมากขึ้น ด้วยการมองหาพันธมิตรธุรกิจเทคโนโลยีโดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามาใช้ร่วมกับการให้บริการมากขึ้น ทั้งการใช้เอไอ เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรคับคั่ง หรือ การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในด้านอื่นๆ ทั้งในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C)

นอกจากนี้ ในอนาคตอาจยังมีความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจใหม่ๆ ของอินไดรฟ์ ตามรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ในการทำตลาดในประเทศอื่นๆ ก่อนหน้าทั้ง บริการจัดส่งอาหาร (Food Delivery) จากธุรกิจร้านอาหารท้องถิ่น บริการขนส่งสินค้าพัสดุ (Courier) ขนส่งสินค้าคาร์โก้ (Cargo) และ บริการให้สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ให้กับไรเดอร์ของอินไดรฟ์ด้วย และยังรวมไปถึงความร่วมมือการขยายบริการเรียกรถรับส่ง ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงรถตู๊กตุ๊ก ซึ่งอาจมีความเป็นได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...