โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทาสแมวต้องรู้ ‘แพ้ขนแมว’ เกิดจากอะไร พร้อมแนะวิธีป้องกัน ที่นี่!!

The Bangkok Insight

อัพเดต 14 ส.ค. 2567 เวลา 16.43 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. 2567 เวลา 01.30 น. • The Bangkok Insight

หมอสมิติเวช เตือนทาสแมว ระวังการแพ้ขนแมว เปิดสาเหตุ แนะวิธีสังเกตอาการ พร้อมแนวทางป้องกัน เช็กรายละเอียดที่นี่

นพ.ภก. สุรสฤษดิ์ ขาวละออ แพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า การแพ้ขนแมว เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากน้ำลายและผิวหนังของแมว ซึ่งเมื่อสูดดมสารดังกล่าวเข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ และอนุภาคของสารก่อภูมิแพ้นั้นสามารถติดไปกับเสื้อผ้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่ไม่ได้เลี้ยงแมวก็อาจจะมีอาการแพ้ได้เช่นกัน

การแพ้ขนแมว

ทั้งนี้ กองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิการสัตว์ (International Fund for Animal Welfare) กำหนดให้วันที่ 8 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันแมวสากล หรือ วันแมวโลก ตั้งแต่ปี 2545 โดยมีเป้าหมายของวันนี้เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้เกี่ยวกับแมว ในขณะเดียวกันแมวก็เป็นสัตว์เลี้ยงที่สามารถทำให้ผู้เลี้ยงมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น บรรเทาความเครียดความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าได้ แต่ก็มีผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยที่เกิดอาการแพ้แมว

การแพ้แมวเป็นหนึ่งในอาการแพ้ที่พบบ่อย จากการสำรวจพบว่าเกือบหนึ่งในสามของชาวอเมริกันที่เป็นภูมิแพ้ มีอาการแพ้แมวและสุนัข และพบว่ามีผู้ที่มีอาการแพ้แมวมากกว่าผู้ที่มีอาการแพ้สุนัขถึง 2 เท่า ในขณะที่คนไทยเมื่อปี 2018 มีการเก็บข้อมูลในคลินิกโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า คนไทยแพ้แมว 12.9% และ แพ้สุนัข 10% เท่านั้น

การระบุสาเหตุของการแพ้ อาจเป็นเรื่องยาก นั่นเป็นเพราะภายในบ้านมีสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น ไรฝุ่น ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้คล้ายกัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ที่จะต้องยอมรับว่าแมวที่เลี้ยงนั้นกำลังก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่รักภายในบ้าน แทนการหลีกเลี่ยงหรือการย้ายสัตว์เลี้ยงออกห่างจากตัว

สาเหตุของการแพ้ขนแมว

ผู้ที่แพ้ขนแมว อาจมีที่มาจากสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากน้ำลายและผิวหนังของแมว เพราะสารก่อภูมิแพ้อาจติดมากับขนแมว ขณะที่แมวเลียขนตัวเอง แล้วขนก็อาจจะลอยขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเมื่อเราสูดดมสารดังกล่าวเข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เพราะอนุภาคของสารก่อภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถติดไปกับเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์และที่นอนของเรา ซึ่งนั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่ไม่ได้เลี้ยงแมวก็อาจจะมีอาการแพ้ได้เช่นกัน

อาการแพ้ขนแมว

อาการทั่วไปของการแพ้แมว จะเกิดอาการบวมและอาการคันของเนื้อเยื่อรอบดวงตาและจมูก มักจะนำไปสู่การอักเสบของดวงตา ในบางรายอาจมีผื่นที่ใบหน้า คอ หรือ หน้าอกส่วนบน นอกจากนี้บางคนจะรู้สึกคันจมูก จามบ่อย น้ำมูกไหล ระคายคอหลังจากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ดังกล่าวจากแมว

สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแมว เพราะมีโอกาสที่อาการจะรุนแรงขึ้น ในกรณีที่สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในขนแมวหลุดเข้าไปในหลอดลม สารก่อภูมิแพ้จะไปกระตุ้นแอนติบอดี้บางชนิดบนผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวบางสายพันธ์ ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก ไอ และหายใจเสียงดัง วี้ด ๆ ซึ่งเป็นอาการกำเริบของโรคหืดเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคหอบหืดเรื้อรังอีกด้วย มีข้อมูลว่า 30% ของผู้ที่เป็นโรคหืด อาจจะมีอาการหนักขึ้นเมื่อสัมผัสกับแมว ดังนั้น ควรรีบปรึกษาอายุรแพทย์โรคภูมิแพ้เพื่อทำการรักษาที่ถูกต้อง

การตรวจวินิจฉัย

มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การทดสอบทางเลือด และการทดสอบทางผิวหนังโดยวิธีการสะกิด (Skin prick test) ซึ่งวิธีหลังจะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีแรก

ยาบางชนิดที่คนไข้รับประทานอาจรบกวนต่อการทดสอบผิวหนัง ดังนั้นควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคภูมิแพ้ก่อนการทดสอบ

วิธีป้องกัน

การไม่เลี้ยงแมวเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการแพ้ขน แต่ถ้าหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็มีทางเลือกเพื่อลดอาการแพ้ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการเลี้ยงแมวในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
    ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสแมว
  • ถ้าในบ้านทมีการปูพรม ควรนำพรมออก เพื่อลดการสะสมของสารก่อภูมิแพ้และขนแมว
  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน โดยเฉพาะห้องนอน
  • หมั่นล้างทำความสะอาดไส้กรองแอร์ และเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนด
  • ดูดฝุ่นภายในบริเวณบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง รวมถึงของเล่นและที่นอนของเจ้าเหมียว และควรใช้หน้ากากปิดจมูกขณะปัดฝุ่น และทำความสะอาดด้วย
  • เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนังไม่ควรทำจากผ้า เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด
  • อาบน้ำให้แมวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และแปรงขนให้แมวทุกวัน เพื่อลดเศษขนและฝุ่นละอองที่สะสมไว้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 150 นาที เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคหืด ให้ใช้ยาพ่นจมูกหรือยาพ่นทางคอ เพื่อช่วยป้องกันอาการกำเริบ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการแพ้ให้เร็วที่สุด

ก่อนที่จะเลี้ยงสัตว์อะไร ไม่ว่าจะเป็น หมา แมว นก หนู กระต่าย ควรศึกษาหาข้อมูลของสัตว์แต่ละประเภทให้ดี เพื่อที่เราจะได้เข้าใจธรรมชาติของสัตว์ต่าง ๆ เหล่านั้น และมั่นใจได้ว่าเราจะเลี้ยงเขาให้ดีและมีความสุขได้ เพราะเราเองก็จะได้ความสุขจากการเลี้ยงเขาด้วยเช่นกัน

ที่สำคัญถ้าคิดจะเอาเขามาเลี้ยง ก็ควรเลี้ยงด้วยความรับผิดชอบ ไม่ควรทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ หรือปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นภาระของผู้อื่น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...