โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตะลึง! "ชลดา" ศพดำโยงไซยาไนด์สั่งตาย อดีตสามีแฉยับ กะเทย ป. ไม่ยอมคืนลูก

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 03 ส.ค. 2567 เวลา 17.25 น. • RS PCL

หลังจากที่ช่อง 8 ได้นำเสนอเรื่องราวของการเสียชีวิตของ “นางสาวชลดา คงดำ” หรือน้องตอง อายุ 25 ปี ที่ถูกพบว่าประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มจนเสียชีวิต แต่ทางแพทย์นั้นสงสัยเพราะนางสาวชลดาไม่ได้มีอาการบาดเจ็บสาหัส จึงทำการส่งศพผ่าชันสูตรและผลลัพธ์พบว่า “การตรวจทางนิติพิษวิทยาจากเลือดและกระเพาะอาหารพบยาในกลุ่มยาพิษ ได้แก่ ไซยาไนด์” รวมไปถึงประเด็นเรื่องการทำประกันเพียง 1 วัน และวันต่อมานางสาวชลดาก็ประสบเหตุเสียชีวิต ซึ่งผู้รับผลประโยชน์จากประกันนั้นไม่ใช่ญาติ แต่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่มีชื่อว่า นาย ป. นั้น

วันนี้ (3 ส.ค. 2567) ทีมข่าวช่อง 8 ติดตามความคืบหน้าของคดี โดยได้เดินทางย้อนกลับไปสัมภาษณ์และพูดคุยกับทีมกู้ภัย ชุดที่เข้าไปที่เกิดเหตุในคืนวันที่ 3 ก.พ. โดยทีมข่าวช่อง 8 ได้คุยกับ นายอาญัติ เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยปอเต็กตึ๊งลพบุรี ได้มีการส่งภาพนิ่งซึ่งเป็นภาพหลักฐาน ที่มีการเก็บบันทึกในที่เกิดเหตุในคืนนั้นส่งมาให้กับทีมข่าวดู

โดยจะเห็นลักษณะของการเสียชีวิตของนางสาวชลดา โดยเจ้าตัวจะนอนคว่ำหน้ารถมอเตอร์ไซค์ล้มไปทางขวาทับแขนซ้าย และใบหน้าบริเวณแก้มขวา แนบกับหินคลุกบนพื้น แต่ไม่มีบาดแผลและหลอดเลือด และนอกจากหลังมีการตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวรพร้อมด้วยทีมกู้ภัยได้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของนางสาวชลลดาในขณะนั้น มีการเปิดใต้เบาะรถ ยี่ห้อฮอนด้า ซูเมอร์เอ็กซ์ พบขวดน้ำเปล่า ถูกเปิดใช้งานและดื่มกินไปแล้วบางส่วน ซุกอยู่ใต้เบาะรถรถ 1 ขวด
หลังจากตรวจสอบรถของคนตายแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำรถอุบัติเหตุซึ่งเป็นรถของกลางไปเก็บเอาไว้ที่โรงพัก สภ.เมืองลพบุรี โดยมีการจอดเอาไว้ข้างโรงพักซึ่งเป็นที่เก็บของกลาง มีการระบุพิกัดเอาไว้ในภาพถ่าย 3 ก.พ. เวลา 06.41 น. โดยรถของกลางที่ตำรวจตรวจยึดมาเก็บไว้นั้น จะสังเกตว่าฝั่งขวามีร่องรอยของการครูดกับดิน และมีดินคล้ายกับดินแดงติดอยู่เล็กน้อย แต่รถไม่ได้เสียหายถึงขั้นเฟรมแตก เป็นแค่เพียงรอยนิดหน่อย

ทีมข่าวพูดคุยกับ นายอาญัติ ถึกเพ็ชร เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยปอเต็กตึ๊งลพบุรี เผยว่า ในวันนั้นได้มีชายซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่เป็นคนแจ้งเหตุเข้ามา โดยทีมของตนเองเป็นทีมที่เข้าไปถึงก่อน สังเกตว่าลักษณะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มีรอยครูดบนพื้นถนน ก่องถึงจุดพบรถและนางสาวชลดา 10 เมตร แต่จุดดังกล่าวนั้นเป็นถนนที่ไม่มีลูกระนาบ หรือไม่ใช่ทางโค้ง หรือไม่ใช่ทางแยก ที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และแม้ว่ามีเสาไฟฟ้าแต่ก็ไม่มีร่องรอยของการเฉี่ยวชน เข้าใจว่าน่าจะพุ่งตกหรือล้มบนถนนและครูดตกลงไปข้างทางหรือไม่

โดยสภาพของนางสาวชลดาในตอนนั้น นอนคว่ำหน้า เอาแก้มฝั่งขวาแนบไปกับพื้นหินคุก และมือซ้ายถูกรถมอเตอร์ไซค์ล้มทับ นอนหายใจทางปาก ไม่ได้สติ แต่ยังมีชีวิตอยู่ จึงได้มีการประสานรถกู้ชีพ1669 เข้ามาในที่เกิดเหตุเพื่อรับออกจากพื้นที่ส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยอาการของนางสาวชลดาในขณะนั้น จะมีการหายใจลักษณะเป่าปาก เป็นการหายใจทางปาก และหายใจเหนื่อย

และในคืนเกิดเหตุ หลังจากที่มีการช่วยเหลือและปฐมพยาบาล ก่อนเคลื่อนย้ายร่างของนางสาวชลดาส่งต่อให้กับ 1669 ตนเองในฐานะทีมกู้ภัยและรวมถึงตำรวจร้อยเวรได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสารของผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งไปพบบัตรอยู่ในกระเป๋าคาดอกซึ่งนางสาวชลดาคาดมาด้วย ไปพบบัตรประจำตัวจึงทราบว่าชื่อและนามสกุลอายุเท่าไร จากนั้นมีการตรวจสอบบริเวณใต้เบาะรถไม่พบทรัพย์สินอื่น แต่พบขวดน้ำดื่มซึ่งมีการเปิดทานแล้วซุกไว้อยู่ 1 ขวด และในขวดน้ำดังกล่าวไม่ได้มีการเจือสมของน้ำแดงหรือน้ำเขียว แต่เป็นน้ำเปล่าปกติ จึงไม่แน่ใจว่าจะเป็นส่วนที่เจ้าตัวดื่มก่อนที่จะหมดสติหรือไม่

ส่วนลำดับเหตุการณ์ในวันนั้น คนที่เจอนางสาวชลลดาคนแรกคือชาวบ้านในพื้นที่ เป็นผู้ชายที่มีอายุ เป็นคนเจอคนแรก จากนั้นมีการโทร. แจ้งอุบัติเหตุ ทีมอาสากู้ภัยคือทีมของตนเองเดินทางไปถึงเป็นชุดที่ 2 จากนั้นพบว่านางสาวชลลดายังมีชีพจรจึงต้องเรียก 1669 มาเป็นทีมที่ 3 ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่เข้ามาที่เกิดเหตุคือ นาย ป. กับผู้หญิงคนหนึ่งลักษณะสาวทอม โดยอ้างว่าเป็นญาติ เข้ามาเป็นกลุ่มสุดท้าย ก่อนที่จะพานางสาวชลดาส่งโรงพยาบาล แต่ในตอนที่ญาติมาตนเองไม่ทันได้ฟังว่ามีการพูดหรือสื่อสารอะไรบ้าง และไม่ได้ยินประโยคที่พูดทำนองว่านางสาวชลลดาชอบเล่นมือถือ ประโยคดังกล่าวตนเองไม่ได้ยินเพราะเนื่องจากโฟกัสกับการช่วยเหลือคนเจ็บมากกว่า

อยากได้ก็ตาม ส่วนตัวในฐานะที่เป็นอาสากู้ภัยและเข้ามาช่วยเหลือกู้ชีพสำหรับผู้ได้รับบาดเจ็บและเหตุการณ์อื่น มาหลายปี และเคยเข้าไปประสบเหตุกับผู้ที่พยายามกินยาฆ่าตัวตาย หรือถูกวางยาตาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของยาฆ่าหญ้าหรือน้ำยาล้างห้องน้ำ เคสเหล่านั้นเวลาเข้าไปช่วยเหลือจะพบว่ามีอาการทุรนทุราย และมีน้ำลายฟูมปากหรือฟองออกมา แต่เคสนี้ตอนที่เข้ามานางสาวชลลดาไม่ได้มีอาการเหมือนกับถูกวางยาที่เคยพบเห็น แต่ตนเองยังไม่เคยเจอกับเคสของผู้ที่ถูกวางยาไซยาไนด์ จึงอาจไม่รู้พฤติกรรมหรืออาการของคนที่ถูกยาชนิดดังกล่าว แต่จากอุบัติเหตุดังกล่าวที่พบเพียงแผลถลอกปอกเปลือยภายนอก และจากสภาพที่เกิดเหตุหากมีการประเมินแล้ว ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้

วันเดียวกันนี้ ทีมข่าวทราบความคืบหน้าทางคดี และรวมถึงหน่วยงาน กลุ่มคน ที่มีความเชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับทางวงการนิติวิทยาศาสตร์ รวมทั้งระบบยุติธรรมของไทย ที่เตรียมจะลงพื้นที่ รวมทั้งเตรียมที่จะมีการสืบหาประเด็นการตายของนางสาวชลดา โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นทีมของพลตำรวจเอกเอก อังสนานนท์ ที่เตรียมจะมีการจัดทีม ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี และเร่งคลี่คลายเกี่ยวกับประเด็นการตาย รวมทั้งถอดบทเรียนเกี่ยวกับสาเหตุการตาย ที่ถูกวางยาและเกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์

หนึ่งในนั้นเท่าที่ทีมข่าวทราบ คือ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และอดีตวุฒิสภา ซึ่งเตรียมที่จะลงพื้นที่มาพร้อมกับทีมสืบหาข้อเท็จจริง และถอดบทเรียนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนางสาวชลดา เพื่อเทียบเคียงกับคดีอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ เผยทางโทรศัพท์ว่า การที่พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ เตรียมจัดทีมลงพื้นที่นั้น เพราะเนื่องจากได้รับการประสานจากบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ได้มีการปรึกษาทางข้อกฎหมายและแนวทางการรับมือ เพราะเนื่องจากช่วงหลังพบการเสียชีวิตของคนไทย เป็นการตายโดยไม่ทราบสาเหตุ และยังเกี่ยวข้องกับการถูกวางยาโดยเฉพาะสารไซยาไนด์ หลังจากทราบข้อมูลจากทีมประกัน ประกอบกับได้ข้อมูลการชันสูตรศพของเคสล่าสุดนางสาวชลลดาในพื้นที่ลพบุรี จึงได้มีการประสานทีม ด้านนิติวิทยาศาสตร์ ด้านการสืบสวนสอบ และด้านนักวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะลงพื้นที่ในการถอดบทเรียน รวมทั้งหาแนวทางการป้องกัน และคืนความยุติธรรมให้กับนางสาวชลดา

โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมาย คือ 1. ต้องการถอดบทเรียนไม่ให้มีการก่อเหตุซ้ำ และลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางแผนการก่อเหตุ 2. หาที่มาที่ไปและระบบการควบคุมสารไซยาไนด์ในประเทศไทย 3. สร้างหลักประกันให้กับองค์กรเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และการตรวจหาสารแปลกปลอมที่ทำให้ตาย และระบบการสนับสนุนเกี่ยวกับการตรวจชันสูตร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องให้การสนับสนุนด้านของการตรวจ ไม่ใช่งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายตกอยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากกรณีเกิดเหตุแบบนี้ และ 4. คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และหาแนวทางการรับมือกับคนที่กำลังคิดวางแผนในลักษณะทำนองเดียวกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเสียชีวิตของนางสาวชลดา จากเอกสารที่ตนเองได้รับจากทีมแพทย์รวมถึงได้รับรายงานจากบริษัทประกันโดยเบื้องต้น มีสิ่งที่ชี้ชัดได้ว่าการตายของนางสาวชลดาไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะแน่ชัดว่ามีความเห็นของแพทย์ระบุชัดเจนว่าการตายเกิดจากสารไซยาไนด์ในกระเพาะอาหาร และการตายครั้งนี้ก็ไม่ใช่เป็นการตายแบบปกติอย่างแน่นอน จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญในหลายส่วนจึงต้องมีการระดมกันเพื่อปกป้อง ป้องกัน และผลักดัน

ต่อมาทีมข่าวได้เดินทางไปที่วัดป่าหวายทุ่ง ตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบกับนางสาวดำ อายุ 60 ปี เผยว่าตนนั้นเป็นลูกสาวของสัปเหร่อที่ทำพิธีให้กับศพของนางสาวชลดา ซึ่งในช่วง 15.00 น. ของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการนำศพของผู้เสียชีวิตมาส่งที่วัด ซึ่งกำหนดในการอาบน้ำศพจะเป็นเวลา 16.00 น. แต่ทางด้านญาติที่เป็นทอม (ซึ่งเป็นอาของผู้ตาย) ได้มีการเร่งรัดบอกให้อาบน้ำศพและนำศพเข้าโลงเย็นเดี๋ยวนั้นเลย เพราะว่าเขามีธุระที่ต้องออกไปทำ แต่นางสาวดำก็ไม่ได้ทำตามที่ทางญาติบอกและยืนยันว่าจะทำตามกำหนดการเท่านั้น พอถึงกำหนดเวลาตนก็ได้ทำการอาบน้ำศพและทำพิธีมัดตราสังตามปกติ โดยที่งานศพนั้นก็มีเพียงเพื่อนและญาติไม่กี่คนที่เข้ามาร่วมงานช่วงเย็น แต่พอตกค่ำทุกคนก็แยกย้ายและไม่มีใครนอนเฝ้าศพ ซึ่งศพของนางสาวชลดามีการตั้งสวดเพียงแค่ 1 คืนเท่านั้นเพราะถ้าตนจำไม่ผิดในวันที่ 6 นั้นไม่สามารถทำการเผาได้ จึงได้ขยับเวลามาเป็นวันที่ 5 แทน แต่ในช่วงที่ทำการเปิดฝาโลงครั้งสุดท้าย ตนไม่ได้เข้าไปดูหน้าศพจึงไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็ไม่มีใครพูดถึงความผิดปกติแต่อย่างใด

ขณะที่พระทองหล่อ ทีปังกะโล (รักษาการแทนเจ้าอาวาส) เผยว่า ศพของนางสาวชลดาได้ถูกนำมาตั้งสวดอภิธรรมที่วัดแห่งนี้จริง โดยมีทางญาติและกลุ่มเพื่อนร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานศพ ซึ่งทางญาตินั้นแจ้งว่าเป็นศพที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม แต่ในวันแรกที่เสียชีวิตนั้นยังไม่ได้มีการนำศพมาตั้งที่วัดเพราะทางเจ้าหน้าที่ได้มีการส่งร่างไปผ่าชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ จนช่วงเย็นวันถัดมา (4 ก.พ.) จึงจะมีการนำร่างมาตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัด ซึ่งระหว่างนั้นก็มีกลุ่มเพื่อนมาคอยดูแลจัดการความเรียบร้อย ส่วนทางครอบครัวนั้นแต่ละคนมีอายุเยอะแล้วจึงมาแค่วันรดน้ำศพและวันฌาปนกิจเท่านั้น ซึ่งก่อนที่จะทำการเผาก็ได้มีการเปิดฝาโลงทำพิธีตามปกติ ศพก็มีรอยเขียวช้ำซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นร่องรอยจากการประสบอุบัติเหตุหรือเปล่า เพราะศพมีการแต่งหน้าปกปิดไว้ แต่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอื่นแต่อย่างใด และหลังจากที่ทำการเผาศพแล้วทางกลุ่มเพื่อน ก็ได้มีการมาเก็บกระดูกและทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตตามปกติ

แล้ววันเดียวกันนี้ ทีมข่าวยังได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าทางคดี โดยได้เดินทางไปที่โรงพัก สภ.เมืองลพบุรี โรงพักพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งทีมข่าวเดินทางไปดูโรงจอดรถรถมอเตอร์ไซค์ที่เก็บของกลางข้างโรงพัก ตามที่ทราบรายงานก่อนหน้านี้ว่ามีการนำรถของนางสาวชลดาที่เกิดเหตุมาเก็บเอาไว้ แต่เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าโรงเก็บของกลางข้างโรงพัก 2 จุด ไม่ได้มีรถของคนตายจอดอยู่แต่อย่างใด โดยเข้าใจว่าหลังเกิดเหตุและมีผลสรุปคดีเบื้องต้นแล้ว ญาติจึงได้เดินทางมาติดต่อขอรับรถคืน แต่เบื้องต้นกำลังตรวจสอบ ว่าเป็นรถของ นาย ป. คนสนิท หรือเป็นของนางสาวชลดา

ทีมข่าวตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมไปยัง พ.ต.อ.จรินทร์ ลำลึก ผกก.สภ.เมืองลพบุรี เผยว่า ความคืบหน้าทางคดีนั้น ทางโรงพักพื้นที่ก่อนหน้า ได้มีการเรียกสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ คนในครอบครัว หรือคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ซึ่งมีการตรวจสอบเกี่ยวกับไทม์ไลน์และรวมถึงคำให้การทั้งหมดเก็บเอาไว้ หลังจากที่พบว่า นางสาวชลดาประสบอุบัติเหตุ

จนกระทั่งเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน มีผลรายงานจากทางแพทย์ส่งมายังโรงพักพื้นที่ พบว่าการเสียชีวิตนั้นไม่ปกติ เนื่องจากเจอสารไซยาไนด์ในร่างกาย จึงได้มีการรายงานไปยังระดับจังหวัด ซึ่งเบื้องต้นทางด้านของผู้การจังหวัด ได้มีการสั่งการตั้งทีมคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อให้เร่งคลี่คลายคดีการตายและของสารในร่างกายของนางสาวชลดา และได้มีการเรียกสอบพยานบางคนไปแล้ว แต่สรุปที่มายังไม่ได้เนื่องจากทีมสอบสวนจะต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลรามากรุงเทพฯ ในวันจันทร์ ที่ 5 ส.ค. นี้ เพื่อที่จะมีการสอบปากคำหมอ เนื่องจากหมอมีความเห็นและผลชันสูตรออกมาแล้ว จึงต้องไปคุยกับหมอเกี่ยวกับเรื่องของปริมาณสาร สาเหตุการตาย และการเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีใด หากได้ผลที่แน่ชัดหรือการสอบปากคำหมอแล้ว ทีมสืบสวนจะสามารถขยายผล และหาที่มาต่อในพื้นที่ได้ ดังนั้นจึงต้องรอการสอบหมอในวันจันทร์ก่อน

ส่วนประเด็นที่ตำรวจกำลังทำงานอยู่ในตอนนี้ ยังไม่มีการตัดประเด็นใดทิ้ง แต่เชื่อว่าเรื่องของอุบัติเหตุ อาจเป็นปัจจัยรองเพราะเนื่องจากพบสารไซยาไนด์ และการตายก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากเจอสารในกระเพาะ ส่วนประเด็นที่ผู้ตายจะฆ่าตัวตายนั้น ได้มีการสอบปากคำคนใกล้ชิดรวมถึงญาติแล้ว ไม่มีประเด็นดังกล่าว และคนตายก็ไม่ได้มีพฤติกรรมจะฆ่าตัวตาย แม้ช่วงหลังจะมีปัญหาทางครอบครัวก็ตาม แต่ยังมีอีกประเด็นที่พบ คือ ผู้ตายมีภาวะเรื่องของการรับยาและทานยาเกี่ยวกับอาการชักเกร็ง เพราะเนื่องจากตอนที่เจอคนตาย พบยาที่ทานหลงเหลืออยู่เป็นยาระงับอาการชักเกร็ง จึงต้องมีการสอบแพทย์เพิ่มเติมว่า การที่ที่เกิดอุบัติเหตุ มีอาการนี้เข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ถูกสังคมและรวมถึง สื่อจับตามองเกี่ยวกับเรื่องของเงินประกันชีวิต ในประเด็นนี้อาจจะมีการตั้งธงได้ แต่ในการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ จะมุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวคือสาเหตุการตายเท่านั้น แต่ส่วนรายละเอียดเรื่องของเงินประกัน จะต้องเป็นหน้าที่ของบริษัทที่ผู้ตายมอบผลประโยชน์ให้ จะต้องเดินทางมาที่โรงพักเพื่อแจ้งความเกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องนั้นอีกที เพราะเนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน กับการหาสาเหตุการตาย ดังนั้นจึงต้องแยกกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางหลังจากนี้เมื่อมีการสอบหมอในวันจันทร์เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเข้าสู่ขบวนการในการสืบหาว่าที่มาของตัวยามาจากไหน ใครเกี่ยวข้องกับไทม์ไลน์ตามช่วงเวลาที่หมอให้ปากคำ ว่ายาได้รับมาในปริมาณเท่าไร ใช้เวลากี่นาที จะไปเชื่อมโยงกับคำให้การของพยานและคนใกล้ชิดที่ให้ปากคำไปก่อนหน้านี้ ว่าใครอยู่กับคนตายในช่วงเวลาใด กี่นาที กี่ชั่วโมง ทุกอย่างก็จะสัมพันธ์กัน และถ้าหากผู้ตายไม่ได้รับยาเข้าไปเอง แต่มีคนทำให้ตาย ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป

วันเดียวกันนี้ ทีมข่าวจึงได้เดินทางไปพูดคุยกับนายแบงค์ (นามสมมติ) ช่างแต่งหน้าศพ ในฐานะคนที่แต่งหน้าให้กับนางสาวชลดา ทีมข่าวเดินทางไปเจอกับเจ้าตัว ซึ่งมีการส่งภาพตอนที่รถกู้ภัยนำร่างของนางสาวชลลดาออกจากนิติเวช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เอามาส่งที่ศาลาวัด โดยสภาพศพจะเห็นมีภาพมุมที่ถ่ายเห็นรถกู้ภัยและล่างของนางสาวชลดานอนอยู่จะมีลักษณะผิวคล้ำ โดยจะมีบางช่วงของศพที่มีผ้าขาวห่อแล้วปิดคลุมไม่มิด โดยเฉพาะส่วนขา ซึ่งคนแต่งหน้าศพให้ภาพดังกล่าวเพื่อบอกกับทีมข่าวว่า สภาพศพตอนที่รับมาก่อนแต่งหน้านั้นมีผิวคล้ำ ซึ่งคล้ำทั้งตัว

นายแบงค์ บอกว่า ในวันนั้นนั้นหลังจากที่ทีมกู้ภัยได้นำร่างมาส่งที่วัด ญาติได้ติดต่อให้ตนเองไปช่วยแต่งหน้าศพ โดยได้มีการขนเครื่องสำอางตอนที่คนตายมีชีวิตมาให้ ซึ่งคนที่เอาเครื่องสำอางมาให้จะเป็นผู้ชายลักษณะตุ้งติ้ง (นาย ป.) และหญิงลักษณะเป็นทอม โดยเอาเครื่องสำอางมาวางไว้ แล้วตัวเองก็ใช้เครื่องสำอางอีกบางส่วนที่สำหรับรับงานแต่งหน้าศพมาใช้ในการแต่งหน้า ตอนแรกที่เห็นสภาพศพยอมรับว่าตกใจ เพราะใบหน้ารวมถึงเนื้อตัว มีลักษณะคล้ำเป็นสีม่วง ออกโทนดำ ส่วนเล็บมือก็มีลักษณะคล้ำเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเหมือนกัน ซึ่งในวงการ 6 ปี ที่ตนเองคลุกคลีและแต่งหน้าศพมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศพเน่า ศพอุบัติเหตุ ก็ไม่เคยเจอศพลักษณะแบบนี้มาก่อน แต่ก็พยามแต่งให้เหมือนตามแบบที่ ญาติขอแต่ง โดยมีการเอาภาพตอนที่คนตายมีชีวิตมาให้ดูและขอให้มีการแต่งให้ได้ลักษณะเหมือนตอนที่มีชีวิตและสวยเหมือนเดิม

การแต่งหน้านั้นยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะเนื้อตัวของคนตายคล้ำมาก พยามลงรองพื้นแต่ลงไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นแป้งฝุ่นธรรมดา ค่อย ๆ ทาค่อย ๆ ลง แล้วใช้กระดาษทิชชูซับออก ก่อนที่จะมีการกรีดอายไลน์เนอร์ที่ตา เขียนคิ้ว ทาปาก แต่สภาพก็ไม่เหมือนเดิม เพราะสภาพศพนั้นไม่ไม่เหมือนศพตามภาพที่หญิงคนตายเคยสวย ต่างกันอย่างสิ้นเชิงสิ้น ตนเองยังคิดว่าเป็นคนละคนด้วยซ้ำ และหลังจากที่แต่งหน้าเสร็จแล้ว ญาติได้มีการเร่งรัดในพิธีรดน้ำศพ โดยใช้เวลาในการรดน้ำศพไม่ถึง 30 นาที แล้วรีบนำร่างของนางสาวชลดาเข้าโรงเย็นทันที แต่เท่าที่ตัวเองทราบจากกู้ภัยศพของนางสาวชลดา มีการฉีดฟอร์มาลีนมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังแปลกใจว่าทำไมศพถึงเน่าเร็วขนาดนั้น และเปลี่ยนสีเร็วขนาดนั้น ที่สำคัญหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่ตนเองไปแต่งหน้าศพแล้วศพไม่เหมือนกับศพอื่น นับจากนั้นมาได้มีข่าวเกี่ยวกับการตายของเสี่ยต้น ตนเองก็ดูข่าวดังกล่าวแล้วเห็นว่าศพของเสี่ยต้นมีลักษณะคล้ำดำ แล้วมีเรื่องของไซยาไนด์เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงคิดเล่น ๆ ก่อนที่ฝนจะออก ว่าทำไมศพเหมือนคนถูกวาง แต่สุดท้ายผลออกมา จึงตรงตามที่ตนเองคิดเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยน

ส่วนทางด้านของนายแพทย์ธวัชชัย กาญจนรินทร์ (อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า) ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของนางสาวชลดา โดยโพสต์แรกเป็นการแชร์ข้อความของคุณหมอพรทิพย์ และนายแพทย์ธวัชชัยได้ระบุว่า “เคสนี้ผู้วางยาเหนือชั้นกว่าแอมอีก เก่งมากที่คิดจังหวะการให้ไซยาไนด์วิธีใด เวลาไหนแล้วจึงเกิดอุบัติเหตุ ออกฤทธิ์เร็วไปยังไม่ทันขี่มอเตอร์ไซค์ล้มลงก่อนก็โป๊ะแตก ออกฤทธิ์ช้าไปถึงจุดหมายจอดมอเตอร์ไซค์แล้วก็โป๊ะแตก ต้องชมหมอผู้หญิงเวชศาสตร์ฉุกเฉินที่นึกถึง cyanide poisoning ทั้งที่คนไข้มาด้วยเรื่องอุบัติเหตุ ผลวิเคราะห์ก๊าซในหลอดเลือดแดง (ABG) และอิเล็กโทรไลต์ มี high anion gap, severe metabolic acidosis, high p02 แล้วก็สั่งเจาะก๊าชในหลอดเลือดดำ (VBG) ด้วย ซึ่งปกติในเคสอุบัติเหตุหรือฉุกเฉิน แพทย์สั่งเจาะแค่ ABG เท่านั้น แสดงว่าน้องหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินนึกถึงพิษจากไซยาไนด์ตั้งแต่ทีแรก ขอเป็นกำลังใจให้คุณหญิงหมอพรทิพย์ และท่าน พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์”

จากนั้นเป็นโพสต์ที่สอง ได้มีการแชร์ลิ้งก์ข่าวของช่อง 8 พร้อมกับระบุว่า “ช่อง 8 เก่งจริง ๆ ครับ ผ่านมา 6 เดือนแล้ว ยังสามารถตามหาคลิปคืนเกิดเหตุได้ และหาข้อมูลในเชิงลึกได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง อยากให้คุณตำรวจเปิดเผยตัวเลขระดับไซยาไนด์ออกมาเลย จะได้รู้ว่า toxic แค่ไหน รับพิษภายในเวลาเท่าไร ช่วยกันแชร์ให้กำลังใจช่อง 8 นะครับ”

ต่อมาทีมข่าวได้พูดคุยกับ พ.อ.นพ.ธวัชชัย บอกว่า จากกรณีของ “แอม” มีการวางยาไซยาไนด์เหยื่อคือ “ก้อย” โดยมีจุดมุ่งหมายให้หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันแต่เคสล่าสุดคือ “นางสาวชลดา” คนร้ายมีการวางยาไซยาไนด์ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เหยื่อขี่รถจักรยานยนต์แล้วล้มก่อนที่จะเสียชีวิต ซึ่งทำทีคล้ายกับเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุแต่ตามจริงแล้วคือการวางยาไซยาไนด์ซึ่งเป็นแผนฆ่าวางยาพิษแล้วซ้อนแผนเพิ่มด้วยวิธีอุบัติเหตุ จึงมองว่าคนร้ายที่วางยาไซยาไนด์คิดเหนือชั้นวิธีฆ่าเหยื่อมากกว่า “แอม” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเหยื่อของ “แอม” คือ “ก้อย” หรือ เหยื่อล่าสุดของคนร้ายคือ “นางสาวชลลดา” ฤทธิ์ยาใส่ไซยาไนด์ให้ผลเท่ากันคือ หลังจากกินกินเข้าไปประมาณ 30 นาทีก็ออกฤทธิ์ในคืนเกิดเหตุที่นางสาวชลลดาขี่รถมอเตอร์ไซค์ล้ม จะเห็นได้ว่ายาไซยาไนด์ในร่างกายออกฤทธิ์แล้ว ถึงทำให้เหยื่อไม่มีสติควบคุมรถและขี่รถล้ม ซึ่งชื่นชมทีมข่าวช่อง 8 ที่หาคลิปเหตุการณ์มาเผยแพร่ตีแผ่ความจริงถือเป็นการช่วยเหยื่อ เพราะช่อง 8 ช่วยเหยื่อหลายเคสแล้ว

จากข้อมูลการตรวจพบของตำรวจล่าสุด พบยาที่นางสาวชลลดาทานหลงเหลืออยู่เป็นยาระงับอาการชักเกร็ง จึงต้องมีการสอบแพทย์เพิ่มเติมว่า การที่ที่เกิดอุบัติเหตุมีอาการนี้เข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ เพราะก็เป็นไปได้ที่มีการวางยาไซยาไนด์ในยาดังกล่าวคล้ายกับเคสแอม ซึ่งหากตำรวจจะสงสัยก็ไม่ผิดจึงต้องมีการให้แพทย์ตรวจสอบเพิ่มเติมอีก เพราะหากใส่ยาไซยาไนด์ในอาหารหลังพบศพคนที่ไปกับเหยื่อคนสุดท้ายจะต้องถูกเพ่งเล็ง แต่ถ้าเป็นการวางยาในยาที่เหยื่อต้องกินประจำอยู่แล้วก็จะทำให้ตรวจสอบยากขึ้น ซึ่งคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ความเคลื่อนไหวเหยื่อและรู้พฤติกรรมเหยื่อ เหยื่อกินยาอะไรหรืออาหารอะไรบ้าง

ยืนยันทางแพทย์มีรายงานชัดเจนในรายงานชันสูตรศพที่ออกวันที่ 9 เมษายน 2567 ตรวจพบสารไซยาไนด์จากเลือดและกระเพาะอาหาร และผู้ตายเสียชีวิตจากกระดูกคอหลุดเคลื่อนและบาดเจ็บบริเวณทรวงอก อยากจะบอกว่ามุมมองตนก็เป็นไปได้ว่า สาเหตุผู้ตายมีกระดูกคอหลุดเคลื่อนและบาดเจ็บบริเวณทรวงอก เป็นไปได้เกิดจากการที่แพทย์พยายามช่วยชีวิตเหยื่อหลังเกิดอุบัติเหตุ คือ วิธี CPR ถึง 5 ครั้งนั่นเอง

ต่อมาทีมข่าวได้เดินทางไปยังหน้าบ้านของ นาย ป. โดยพบว่ารถมอเตอร์ไซค์ Zoomer X สีส้ม คันที่นางสาวชลดานำไปประสบเหตุนั้นได้จอดอยู่ภายในโรงจอดรถ โดยสภาพรถนั้นไม่ได้มีร่องรอยของการชำรุดเสียหายแต่อย่างใด จากนั้นได้มีหญิงวัยกลางคนเดินออกมาจากบ้าน ซึ่งแจ้งว่าตัวเองนั้นเป็นป้าของ นาย ป. บอกว่า ตนนั้นเห็นข่าวแล้วและก็อยากรู้ว่าใครเป็นคนร้องเรียนไปยังช่อง 8 เพราะทางฝั่งตนและฝั่งครอบครัวชลดาก็ไม่มีใครติดใจอะไรและไม่มีใครต้องการให้เป็นข่าว ซึ่งข้อมูลนั้นก็ไม่ได้ถูกต้องทั้งหมดเพราะคนในครอบครัวก็ยังไม่มีใครปริปากพูดออกไปเลย หากอยากรู้อะไรก็ต้องรอให้ออกจากปากของเจ้าตัวก่อน แต่ตอนนี้ตนยังไม่อยากจะให้สัมภาษณ์หรือชี้แจงอะไร หากอยากรู้อะไรก็ให้ไปถามตำรวจเอง และหลังจากนี้ตนก็จะปรึกษาทีมกฎหมายเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นคนส่งเรื่องให้นักข่าว

ต่อมาทีมข่าวได้เข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านละแวกบ้านของ นาย ป. โดยเราได้คุยกับ นางปิ่น (นามสมมติ) เผยว่า นางสาวชลดานั้นเคยมาอยู่ที่บ้านของ นาย ป. จริงโดยที่ไม่ได้เป็นการอยู่ประจำ แต่เป็นลักษณะแบบนาน ๆ จะเข้ามาที่บ้านทีหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าทั้งสองคนน่าจะเป็นเพื่อนกัน แต่ความสัมพันธ์ลึก ๆ นั้นตนไม่ทราบเพราะไม่เคยเข้าไปพูดคุยหรือสนิทสนมกับบ้านหลังนั้น ส่วนเหตุการณ์ที่นางสาวชลดาเสียชีวิต ตนก็ทราบมาจากแม่ของนาย ป. โดยที่แม่ของเขาได้มีการบอกและเล่าให้คนแถวนี้ฟังว่า “เพื่อน นาย ป. ขี่รถออกไปจากบ้าน แล้วรถไปตกริมถนน เลยคอหักตาย” ซึ่งชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่มีใครได้ถามอะไรต่อและก็เพิ่งจะมารู้กันว่านางสาวชลดานั้นมีลูก 1 คน เพราะเห็นว่า นาย ป. ได้พาเด็กไปไหนมาไหนอยู่ก็เลยถามว่าเป็นลูกใคร ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์คันสีส้มที่นางสาวชลดานำไปประสบเหตุนั้นก็เป็นรถของที่บ้าน นาย ป. เพราะคนที่ใช้งานรถคันนั้นคือแม่ของนาย ป. โดยนางปิ่นยังบอกอีกว่า หลังจากที่เกิดเหตุนางสาวชลดาเสียชีวิตไป ตนก็ไม่ค่อยเห็นนาย ป. กลับมาที่บ้านเลย แต่ล่าสุดเมื่อวานนี้ นาย ป. ได้ขับรถกลับมาที่บ้าน ซึ่งก็น่าจะพาเด็กที่เป็นลูกของชลดากลับมาด้วย เพราะเมื่อเช้านี้ตนได้ยินเสียงเด็กร้องออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว

สำหรับเฟซบุ๊กของ นาย ป. เมื่อวานนี้ทีมข่าวได้ตรวจสอบพบว่า นาย ป. ได้โพสต์ภาพขณะประชุมเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2563 และระบุว่า “ประชุมก่อนไปเซ็นประกันกับลูกค้า ความเครียดระดับ 10” จากโพสต์นี้เป็นการยืนยันว่า นาย ป. ทำงานเป็นตัวแทนประกันจริง นอกจากนี้ วันที่ 5 ก.พ. 2567 มีการโพสต์รูปภาพตารางกำหนดการสวดอภิธรรมศพของนางสาวชลดา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2567

จากนั้นในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 มีการโพสต์ภาพบรรยากาศงานศพของนางสาวชลดา ที่มีการจัดตั้งอยู่ที่วัดป่าหวายทุ่ง ตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จากนั้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้มีการโพสต์ภาพการเก็บเถ้ากระดูกจากเตาเผา โดยที่ นาย ป. เองก็ได้เข้าไปร่วมเก็บกระดูกของนางสาวชลดาด้วยเช่นกัน จากนั้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 ได้มีการโพสต์ภาพตอนทำบุญ 7 วันให้กับนางสาวชลดา โดยที่ นาย ป. นั้นเป็นผู้ที่จัดเตรียมของทำบุญด้วยตัวเอง และในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 ได้มีการโพสต์ภาพการนิมนต์พระไปสวดตรงบริเวณจุดเกิดเหตุที่นางสาวชลดาประสบอุบัติเหตุพร้อมข้อความว่า “กลับบ้านเรากันนะ”

ทว่า หลังจากที่ช่อง 8 รายงานข่าวการตายของนางสาวชลดาเมื่อวานนี้ วันนี้ทีมข่าวได้เข้าไปสำรวจบัญชีเฟซบุ๊กของ นาย ป. อีกครั้ง ปรากฏว่าหน้าฟีดนั้นว่างเปล่า โดยไม่แน่ชัดว่า นาย ป. นั้นจะลบโพสต์ทั้งหมดออกไปหรือเปลี่ยนเป็นการตั้งค่าส่วนตัว

และเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ ทีมข่าวช่อง 8 ลงพื้นที่ไปยังที่เกิดเหตุเป็นซอยทางลัดตัดผ่านระหว่างถนนหมายเลข 1 กับ ถนน 366 ลพบุรี โดยเส้นทางดังกล่าวเป็นถนนปูนหน้ากว้าง 5 เมตร สวนทางได้ ซึ่งตามรายงานข้อมูลทราบว่าจุดก่อนถึงที่เกิดเหตุ อาจมีลูกระนาด หรือถนนซึ่งขลุกขลัก อาจเป็นเหตุทำให้รถมอเตอร์ไซค์ของคนตายเสียหลักและพุ่งลงไปข้างทางนั้น จากการลงพื้นที่ของทีมข่าวช่อง 8 ตรวจสอบถนนเส้นดังกล่าว พบว่าเป็นถนนที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่มีลูกระนาบ ไม่มีอุปสรรคบนพื้นผิวถนน เพราะเนื่องจากจุดที่เป็นรอยต่อของคอนกรีต ได้มีการใช้ยางมะตอยในการปูทับจนเรียบ และก่อนถึงที่เกิดเหตุจะมีลักษณะคล้ายฝาท่อระบายน้ำ แต่ไม่ได้เป็นเนินหรือนูนยกสูง ดังนั้นจึงไม่มีอุปสรรคที่รถของคนตายจะเสียหลักได้

และขณะเดียวกันทีมข่าวช่อง 8 ยังได้มีการจำเหตุการณ์ ซึ่งทดสอบขับรถบนถนนจุดที่เกิดเหตุ โดยมีการขับใช้ความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นย่านชุมชนไม่สามารถขับรถเร็วได้ โดยจะสังเกตว่ารถของคนตายตามที่ทีมข่าวจำลอง มีการขับอยู่ชิดซ้ายฝั่งของเลนส์มุ่งหน้าออกถนน 366 แต่จุดที่เกิดเหตุอยู่ฝั่งอีกเลนถนนฝั่งตรงข้าม โดยจุดที่รถของคนตายจะเสียหลักแล้วเปลี่ยนอีกเลนข้ามฝั่งไปตกข้างทางของอีกเลน ไม่มีอุปสรรคไม่มีสิ่งกีดขวางและไม่มีลูกระนาบ ขับอย่างราบรื่นเว้นแต่ว่ารถของคนตายจะเสียหลักเองแล้ว พุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...