โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้น หุ้นไหนจะโดดเด่นเข้าตา

Wealthy Thai

อัพเดต 23 ม.ค. 2568 เวลา 17.45 น. • เผยแพร่ 01 ต.ค. 2567 เวลา 02.38 น.

ในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความผันผวน ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลในทิศทางการลงทุนว่าควรเลือกหุ้นในกลุ่มใด และเลือกรูปแบบการลงทุนในระยะสั้นหรือยาวถึงจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยประเด็นนี้ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุถึง กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้เป็นลักษณะ Trading ระยะสั้นมากกว่าจะเป็นกลยุทธ์สะสมระยะยาว
โดยหุ้นที่แนะนำในระยะสั้น ได้แก่ หุ้นที่ยังปรับขึ้นเล็กน้อยและมีปัจจัยการเติบโตของกำไร อาทิ ITC, TU, BEM, AOT, M, MINT จากกลยุทธ์การลงทุนดังกล่าว Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์ 6 หุ้นจากบล.พาย มาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
แนะนำ "ซื้อ" บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC พร้อมให้มูลค่าเหมาะสมที่ 29.30 บาท โดยภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ในแง่รายได้คาดว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องจากการออกสินค้าใหม่ๆ ที่ยังมีอยู่รวมถึงปัญหาตู้สินค้าขาดแคลนได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้การส่งสินค้าตั้งแต่เดือน ส.ค. กลับสู่ระดับปกติแล้ว
ล่าสุดผู้บริหารมีการแจ้งว่างวดไตรมาส 3/67 มีคำสั่งซื้อที่แน่นอนแล้วประมาณ 90% ของเป้าที่ตั้งว่าจะเติบโต 18-19% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่คือราคาขายที่คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยตามราคาปลาทูน่าที่อ่อนตัวลงในช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามรอบการปรับราคาขายกับลูกค้าอยู่แล้ว ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรทั้งปี 2567 อยู่ที่ 3,511 ล้านบาท โต 54% จากปีก่อน
แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU พร้อมให้มูลค่าพื้นฐานที่ 18.30 บาท โดยภาพรวมช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ในแง่รายได้คาดยังเติบโตได้ดีในทุกธุรกิจ เพราะเข้าสู่ช่วง High Seasons ของการส่งออกแล้ว รวมถึงจะเริ่มเห็นผลดีจากการทำการตลาดสำหรับสินค้าแบรนด์ของ TU เองที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี
ขณะที่ธุรกิจอาหารแช่แข็งจะเป็นการเทียบกับฐานเดียวกันแล้ว ด้านกำไรขั้นต้นคาดยังรักษาระดับสูงได้ต่อ หลังจากราคาทูน่าปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ (เดิมเคยคาดทั้งปีอยู่ที่มากกว่า 1,600 เหรียญฯ/ตัน เหลือต่ำกว่า 1,500 เหรียญฯ/ตัน) ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรสุทธิที่ 5,506 ล้านบาท
แนะนำ "ซื้อ" บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM พร้อมให้มูลค่าพื้นฐาน 10.00 บาท โดยกำไรช่วงครึ่งปีแรก 2567 คิดเป็น 48% ของประมาณการกำไรปี 2567 (คาดอยู่ที่ 3,821 ล้านบาท) ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลัง 2567 มีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องตามจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่เติบโตโดดเด่น และมี upside จากทางด่วนขั้นที่ 2 (Double Deck)
แนะนำ "ซื้อ" บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT พร้อมให้มูลค่าเหมาะสม 64.00 บาท โดยมีปัจจัยบวกที่ AOT จะได้รับผลดีจากการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรปี 2567 อยู่ที่ 19,946 ล้านบาท โต 127% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม บล.พายมีการปรับประมาณการปี 2568 ลงจากเดิม 5% มาอยู่ที่ 22,780 ล้านบาท โต 17% จากปีนี้ โดยรวมผลกระทบจากการยกเลิก Duty Free ขาเข้า เพิ่มเติมจากที่เคยนับเฉพาะการขอคืนพื้นที่ Duty Free ที่เคยประเมินไว้ในบทวิเคราะห์ฉบับวันที่ 2 ก.ค. อย่างไรก็ตามเราปรับจำนวนผู้โดยสารขึ้นเป็น 139 ล้านคน จากเดิมที่ใช้สมมติฐาน 135 ล้านคน
แนะนำ "ซื้อ" บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M พร้อมให้มูลค่าพื้นฐาน 39.00 บาท โดยภาพของการแข่งขันในตลาดสุกี้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง MK ยังคงดำเนินกลยุทธ์รักษาฐานลูกค้าเดิม โดยมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพสินค้า การให้บริการ และทำ Festive menu เพิ่มความหลากหลายของเมนูนอกจากนี้ยังเพิ่มแบรนด์ใหม่ MK Buffet ขยายฐานลูกค้า ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก
ขณะเดียวกันเชื่อว่า SSSG ช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะทยอยดีขึ้นตามกำลังซื้อและฐานที่ต่ำจากปีก่อน ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.45 พันล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน และกลับมาฟื้นตัวเป็น 1.6 พันล้านบาท โต 9% ในปี 2578 และ 1.7 พันล้านบาท โต 4% จากปีก่อน ในปี 2569 จากยอดขายที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ต่อเนื่อง
สุดท้าย แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT มูลค่าพื้นฐาน 36.00 บาท โดยมองว่ากำไรสุทธิในปี 2567 จะเติบโตอยู่ที่ 7.8 พันล้านบาท โต 45% จากปีก่อน หนุนจาก 1. GPM ที่โตต่อเนื่องหลังผ่านช่วง Covid-19 โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจโรงแรม 2. การกลับมาของนักท่องเที่ยวในยุโรป และการจัดงานระดับโลก (UEFA Euro และ Olympic Game) หนุนอัตราการเข้าพัก (Occupancy) สูงขึ้น
ทั้งนี้ อ้างอิงจาก ETC โดยมียอดการเข้าพักในช่วงครึ่งปีแรก 2567 เติบโต 1.8% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ในขณะที่รายได้ต่อห้องพักเพิ่มสูงขึ้น +5.4% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ 3. ในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะได้รับอานิสงส์จากช่วง High season ของการท่องเที่ยวในประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...