โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทัศนคติชนชั้นนำสยามต่อลาวล้านนา จากดูหมิ่น-เหยียด ก่อนยอมรับเป็นพวกเดียวกัน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 ก.พ. 2568 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2567 เวลา 17.09 น.
คนเมือง หรือลาวล้านนา หยุดพักระหว่างเดินทาง ภาพถ่ายราว พ.ศ. 2469 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อ้างใน สุรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. สำนักพิมพ์อมรินทร์, 2557)

เผยทัศนคติชนชั้นนำของ สยาม ต่อ ลาว ลาวล้านนา จากดูหมิ่น-เหยียด ก่อนยอมรับเป็นพวกเดียวกัน

ในอดีตคำว่า“ลาว” ใช้เรียกกลุ่มคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อาศัยอยู่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไป และกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทางสองฝั่งของแม่น้ำโขง

ทัศนคติของผู้คนในสมัยอยุธยามีต่อคนลาวในล้านนา คือ รับรู้ว่าเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งที่เป็นคู่สงครามกัน จึงมีทัศนคติแสดงการดูหมิ่นเกลียดชัง

ในสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ ชนชั้นนำของลาวในล้านนาและสยามได้ร่วมมือกันขับไล่กองทัพพม่า หลังช่วยเหลือล้านนาสำเร็จ สยามจึงแต่งตั้งเจ้าเมืองล้านนาเป็นเจ้าประเทศราชเพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านในการสืบข่าวและป้องกันศึกจากพม่า

แม้ว่าชนชั้นนำของสยามจะเปลี่ยนท่าทีต่อคนลาวในล้านนาในทิศทางที่ดีต่อกันมากขึ้น แต่ทัศนคติที่ดูถูกความเป็นลาวว่ามีฐานะทางการเมืองต่ำต้อยกว่ายังคงปรากฏอยู่

ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ชนชั้นนำของสยามยังคงมีทัศนคติต่อคนลาวในล้านนาในเชิงดูถูกเหยียดหยาม โดยมองว่าสยามมีความเหนือกว่าทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ส่วนลาวด้อยกว่าในทุก ๆ ด้าน ดังที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แม่ทัพใหญ่กองทัพสยามในศึกเชียงตุง วิจารณ์ว่า ลาวมีนิสัยสันดาน 3 ประการ คือ

*“…เป็นแต่อยากได้ของเขา ไม่อยากเสียของให้แก่ใคร กับเกียจคร้านเท่านั้น เหมือนกันตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ตลอดไปทุกบ้านทุกเมือง ไม่เหมือนชาติภาษาอื่น ๆ ที่จะต่ำช้าเหมือนภาษาลาวไม่มี ไม่รักชาติรักสกุล ถ้าใครให้เงินสักสองชั่งสามชั่งขอบุตรเจ้าเมืองอุปราชราชวงษ์เปนภรรยาก็ได้ ไม่ว่าไพร่ว่าผู้ดี ไม่ถือว่าจีนว่าไทย เอาแต่มีเงิน ถ้าใครได้บุตรเจ้าเปนภรรยาแล้วก็ยกย่องคนนั้นขึ้นเป็นเจ้าด้วย ลาวไม่มีสติปัญญาตรึกตราระวังหลังหามิได้”*

ลาวในที่นี้เป็นคนลาวในล้านนาที่มีวัฒนธรรมที่ด้อยกว่าสยามหรือไทย โดยชนชั้นนำสยามรับรู้ว่าคนลาวด้อยกว่าและมีนิสัยที่ไม่ดี ขี้เกียจ ขี้ขลาด อยากได้ของของผู้อื่น และไม่อยากเสียของของตน

ทั้งนี้ ความเป็นลาวและการรับรู้ความเป็นลาวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ แต่เกิดภายใต้เงื่อนไขของพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของสยาม ที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจเข้าสู่การค้าในระบบตลาดตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านโลกทรรศน์ของชนชั้นนำของสยาม จนทำให้เกิดมุมมองต่อความเป็นลาวว่าด้อยกว่าความเป็นไทย

เหตุผลเพราะความเป็นลาวหรือหัวเมืองลาวล้านนายังอยู่ในระบบการผลิตเพื่อยังชีพอยู่ มิใช่การผลิตเพื่อขายหรือส่งออกอย่างสยาม ทำให้โลกทรรศน์และระบบคิดยังอยู่ในระบบจารีต จึงถูกรับรู้ว่าด้อยกว่า สยาม

ดังปรากฏในหนังสือกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 4 ของกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ว่า

“…พวกลาวนายหนึ่งคุมไพร่ร้อยหนึ่งสองร้อยก็จริง ก็แต่ว่าขี้ขลาดนัก ได้ยินเสียงปืนหนาไม่ได้ หลีกเลี่ยงหลบเหลี่ยมไป…”

หรือ*“…นิสัยลาวมากไปด้วยความเกียจคร้านโดยธรรมดาประเพณีบ้านเมือง ถึงจะทำไร่นาสิ่งใด ถ้าแดดร้อนเข้าต้องหยุดก่อน ต่อเย็นจึงจะทำ เดินทางสายน่อยหนึ่งก็ต้องหยุด เย็น ๆ จึงจะไป ไม่ได้รับความลำบากยากเลย…ครั้นพระยาราชสุภาวดี…ขึ้นไปอยู่เมืองน่านครั้งก่อน ลาวก็บ่นแทบทุกคน ว่าต้องเสียเงินเสียทองเป็นเบี้ยเลี้ยงแทบจะหมดบ้านหมดเมือง…ด้วยนิไสยสันดานลาวนั้นมีอยู่ 3 อย่าง เปนแต่อยากได้ของเขา ไม่อยากเสียของให้แก่ใคร กับเกียจคร้านเท่านั้น เหมือนกันตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ตลอดไปทุกบ้านทุกเมือง…”*

อย่างไรก็ตาม หลังการรุกคืบของจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้สยามเสียสิทธิครอบครองพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงใน พ.ศ. 2436 สมัยรัชกาลที่ 5 ชาติตะวันตกล่าอาณานิคมแข่งกับสยามอย่างดุเดือด นั่นทําให้ชนชั้นนำของสยามเปลี่ยนท่าที และได้สร้างการรับรู้ใหม่ว่าคนลาวในล้านนา (รวมถึงคนลาวในหัวเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขง) เป็นคนไทยเช่นเดียวกันกับคนสยาม

ทั้งนี้ สยามพยายามใช้วิธีผูกใจเจ้านายในหัวเมืองลาวทั้งหลาย โดยหวังผลให้ราษฎรเข้ากับฝ่ายสยามเพื่อป้องกันการขยายอิทธิพลจากชาติตะวันตก

แม้จะมีความพยายามจะหมายรวมให้ “ลาว” กลายเป็น “ไทย” แต่ทัศนคติที่มองว่า “ลาวล้านนา” เป็นคนแปลกแยกจากต่างถิ่นและต่ำต้อยกว่ายังคงปรากฏอยู่ ดังเห็นได้จากกรณี พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งเข้ามาถวายตัวใน พ.ศ. 2429 ยังได้รับการดูหมิ่นเช่นกัน โดยต่างพากันเรียกตําหนักของพระองค์ว่า “ตําหนักเจ้าลาว” ซึ่งคําเรียกดังกล่าวมีนัยยะของการดูถูกเหยียดหยามร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยว (รวมถึงกบฏผู้มีบุญในภาคอีสาน) ชนชั้นนำของสยามจึงพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายในการปกครองใหม่ โดยสร้างคำอธิบายว่าคนลาวในล้านนาเป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์เดียวกันกับคนสยาม อีกทั้งวางรากฐานการสอนหนังสือไทยเพื่อชักจูงให้คนลาวมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม ฯลฯ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เนื้ออ่อน ขวัรทองเขียว. (มกราคม 2556). การรับรู้และทัศนคติของไทยต่อคำว่า “ลาว”. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 34 : ฉบับที่ 3.

ชัยพงษ์ สำเนียง. (กรกฎาคม, 2558). “ประวัติศาสตร์ของ ‘กบฏ’ ‘กบฏ’ ของประวัติศาสตร์” : กบฏเงี้ยวเมืองแพร่. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 36 ฉบับที่ 9.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 ตุลาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทัศนคติชนชั้นนำสยามต่อลาวล้านนา จากดูหมิ่น-เหยียด ก่อนยอมรับเป็นพวกเดียวกัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...