ฉันจะปลูกผัก ( จบแล้ว )
ข้อมูลเบื้องต้น
อารีกับน้องชาย ใช้ชีวิตเป็นเด็กกำพร้ามาครึ่งชีวิต ในวันที่ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น กับต้องมาตายเพราะเทพชราตนหนึ่งอยากขับรถบรรทุก
ที่ซวยยิ่งกว่าคือร่างหมดลมหายใจ แต่วิญญาณยังไม่หมดอายุไข ส่งผลให้เธอกับน้องต้องไปอาศัยร่างของคนที่หมดอายุไขในโลกอีกใบ เพื่อจะมีชีวิตอีกครั้ง
อนาคตต่อจากนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไร แต่เธอต้องรีดไถท่านเทพตัวต้นเหตุ ให้คุ้มค่ากับชีวิตของเธอกับน้อง
ตัวละคร
1 อดัม เมเยอร์ (เอส) อายุ 15 ปี ป่วยเป็นโรคต่อต้านสารอาหาร
2 อลัน เมเยอร์ (เอ็ม) อายุ 6 ปี แฝดชาย อัจฉริยะตัวน้อยในอนาคต
3 เอวา เมเยอร์ (แอล) อายุ 6 ปี ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นคู่แฝดของเอ็ม
4 วิน เมเยอร์ อายุ 45 ปี คุณพ่อสุดหล่อ โปรแกรมเมอร์ผู้บ้างาน
นิยายจะมีการติดเหรียญเป็นบางตอนนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ชีวิตเด็กกำพร้า
มหานครอันยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก แน่นอนว่าเมื่อคนจำนวนมากมาอยู่ด้วยกัน ปัญหาต่างๆก็เยอะเป็นเงาตามตัว ความเลื่อมล้ำทางด้านสังคม รายได้ การดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่พบเจอได้เป็นปรกติ
ในซอยเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่ด้านในเป็นตึกแถวสามชั้นตั้งแต่ต้นซอยจนถึงท้ายซอย มีคนอาศัยอยู่อย่างแน่นหนา ที่ตึกแถวหนึ่งในนั้นเป็นบ้านของสองพี่น้อง อารีกับอารยะ พี่สาวกับน้องชาย
ทั้งสองคนพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันแค่สองคนมา 10 ปีกว่า พ่อกับแม่ของทั้งสอง เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทิ้งสองพี่น้องอายุ 18 กับ 10 ปี ไว้ข้างหลัง
เพราะพ่อแม่ของอารีกับอารยะ ต่างเป็นเด็กกำพร้า ทำให้ตอนที่ทั้งสองคนเสียชีวิตลง ลูกทั้งสองคนของพวกเขา จึงไม่มีญาติสนิทมาคอยช่วยดูแล นอกจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่พอจะช่วยเหลือแบ่งปันให้ได้เพียงเล็กน้อย เพราะตัวพวกเขาเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร
ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง ผู้ที่ก่ออุบัติเหตุจนมีคนเสียชีวิตถึงสองคน ไม่ได้หนีไปไหน เขายอมรับความผิด ยอมรับโทษแต่โดยดี พร้อมทั้งมอบเงินก้อนหนึ่งให้กับสองพี่น้อง
ทั้งพ่อกับแม่ของอารีและอารยะ ไม่ได้ทำประกันชีวิต พวกเขาจึงไม่ได้รับเงินส่วนนี้ เมื่อนำเอาเงินที่ผู้ก่อเหตุมอบให้ไปรวมกับเงินเก็บของพ่อกับแม่ จึงทำให้สองพี่น้องสามารถดำเนินชีวิตต่อมาได้อย่างไม่ขัดสนมากนัก
หลังจากที่พิจราณาดีแล้ว อารีตัดสินใจหยุดเรียนหลังจากจบ ม.6 เพื่อออกมาหารายได้ มาใช้จ่ายในครอบครัว
ทั้งสองคนพี่น้องต่างช่วยกันใช้จ่ายอย่างประหยัด ที่ชั้นดาดฟ้าถูกดัดแปลงให้เป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัวเล็กๆ
ด้วยเพราะมีวุฒิการศึกษาแค่ ม.6 อารีจึงไม่สามารถเลือกงานได้ เธอได้งานเป็นพนักงานทำความสะอาดที่หอพักแห่งหนึ่ง
สองพี่น้องดำเนินชีวิตมาอย่างเรียบง่าย จนถึงตอนที่อารยะอายุได้ 15 ปี อารยะเริ่มเปลี่ยนจากน้องน้อยที่เชื่อฟังพี่สาว กลายเป็นเด็กที่ติดเกมงอมแงม ไม่สนใจการเรียน
อารยะเริ่มใช้จ่ายเงินกับเกมต่างๆ จนเงินที่ใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของเขาในแต่ละเดือนเริ่มไม่พอ เขาเริ่มขอเงินเพิ่ม ทำให้สองพี่น้องเริ่มทะเลาะกันเป็นครั้งแรก หลังจากมีครั้งแรกก็มีครั้งต่อไป
อารีที่ไม่มีความเข้าใจในเกมที่น้องชายเล่น ได้นำเรื่องราวของน้องชายไปปรึกษากับเจ้านายที่เป็นเจ้าของหอพักที่เธอทำงานอยู่ เขาแนะนำกับเธอว่าถ้าห้ามไม่ได้ก็ให้ส่งเสริมไปเลย เดี๋ยวนี้มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกมที่เรียกว่า กีฬาEsport มันสามารถสร้างรายได้จำนวนมาก ถ้าหากว่าเล่นเกมได้เก่งจริงๆ
อารีได้กลับมาเปิดใจคุยกับน้องชายของเธอ ทั้งสองพี่น้องจึงกลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง อารียอมให้น้องชายเอาดีทางนี้ดู
เนื่องจากการฝึกเล่นเกมให้มีความเก่งกาจ ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งสองพี่น้องจากที่ประหยัดอยู่แล้ว ยิ่งต้องประหยัดเข้าไปอีก
ในท้ายที่สุดแล้ว อารยะก็ตัดใจจากเกม เบี่ยงเบนความสนใจมาทางคอมพิวเตอร์ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเรียนเกี่ยวกับวิศวคอมพิวเตอร์
เพราะมัวแต่ทำงานหาเงิน ประกอบกับที่อารีไม่ได้รู้สึกชอบใคร ทำให้เธอยังเป็นโสดจนอายุ 30 ปีกว่าแล้ว
เย็นวันนี้ทั้งสองพี่น้อง ตัดสินใจมากินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านอร่อยเจ้าประจำข้างถนน เหลืออีกแค่เทอมเดียวอารยะก็จะเรียนจบ ผลของการมุมานะของทั้งสองกำลังจะสำเร็จผล
"พี่อารี กินเสร็จแล้ว พวกเราไปเดินเล่นที่ถนนคนเดินดีไหมครับ เผื่อจะมีของอะไรน่าสนใจ"
อารยะเอ่ยชวนพี่สาว ในขณะที่มือก็ขยับปรุงก๋วยเตี๋ยวไปด้วย
"ตามใจนายก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว"
อารีไม่ได้ปฎิเสธน้อง ไปเดินเล่นบ้างก็ดีเหมือนกัน
บรืนน… บรืนน…
"ระวัง…. รถบรรทุกคันนั้น มันยังไงเนี๊ย ทำไมถึงได้ขับแบบนี้"
ในจังหวะที่อารีหันไปมองตามเสียงที่ได้ยิน ก็เห็นเพียงแค่หัวรถบรรทุกที่อยู่ตรงหน้า หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดไปหมด
"พวกเจ้าทั้งสองคน ตื่นได้แล้ว"
เสียงที่ดูมีอายุ ดังเข้ามาในหัวของอารี
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งที่อารีมองเห็นคือพื้นที่สีเขียวสุดลูกหูลูกตา รอบข้างล้วนเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว ดอกไม้สีสันสดใส
อารีลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบไป บริเวณที่เธอนอนอยู่ในตอนนี้ เหมือนเป็นศาลาจีน ที่มีเตียงนอนเพิ่มเข้ามาแทนที่จะเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้แบบจีน
ที่อยู่ข้างๆเธอคืออารยะที่ยังนอนหลับตาอยู่ อารีรีบปลุกน้องชายของเธอทันที
"ยะๆรีบตื่นเร็วเข้า เราอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้"
อารยะสะดุ้งตื่นขึ้นมา หันไปมองพี่สาว ก่อนที่จะมองไปรอบๆ
"ที่นี่คือที่ไหน พี่อารี ผมจำได้ว่าพวกเรากินก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างถนน แล้วก็มีรถบรรทุกวิ่งมาหาพวกเรา พี่ เราสองคนตายแล้วเหรอ"
อารยะทบทวนเรื่องราว ก่อนที่ทั้งสองคนพี่น้องจะมาอยู่ที่นี่
"พวกเจ้าหมดลมหายใจจากโลกนั้นแล้ว แต่พวกเจ้ายังไม่หมดอายุไข"
เสียงที่ได้ยินจากข้างหลัง ทำให้สองพี่น้องรีบหันกลับไปมอง
ที่ข้างหน้าของพวกเขาคือชายชราในชุดจีนโบราณ
สองคนพี่น้องยกมือขึ้นไหว้ ทำความเคารพ ชายชราคนนั้นก็ยกยิ้มให้กับพวกเขา
"คุณตาหมายความว่ายังไงครับ ที่ว่าพวกผมหมดลมหายใจแล้ว แต่ยังไม่หมดอายุไข"
อารยะรีบถามคุณตาท่านนั้น ด้วยความสงสัย
"คือว่าต้นเหตุทุกอย่างมาจากข้าเอง ที่คิดอยากจะลองขับรถบรรทุกดู แล้วรถคันนั้นก็เป็นอย่างที่พวกเจ้ารู้ มันเสียหลักพุ่งเข้าชนพวกเจ้าสองคนอย่างจัง จนพวกเจ้าสองคนเสียชีวิตคาที่ โดยที่พวกเจ้าสองคนยังไม่หมดอายุไข"
ชายชราคนนั้นพูดให้ทั้งสองคนฟังถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว
"ที่นี่คือที่ไหนและคุณตาเป็นใครหรือคะ"
อารีเอ่ยถามคุณตา ที่เป็นสาเหตุให้เธอกับน้องชายเสียชีวิต
"ที่นี่คือมิติเทพพฤกษา ส่วนตัวข้าก็คือเทพแห่งมวลไม้ทั้งหลาย"
"แล้วเรื่องในวันนี้ พวกหนูสามารถไปร้องเรียนได้ที่ไหนเหรอคะ"
อยู่ดีๆก็ได้ไปต่างโลก
"นังหนูใจเย็นๆก่อน ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน พวกเราสามารถทำให้เรื่องนี้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายได้"
คุณตาที่บอกว่าตัวเองคือเทพพฤกษา รีบบอกให้อารีใจเย็นลงทันที ท่าทางเหมือนจะกลัวอะไรบางอย่าง
"ท่านเทพพูดมาเถอะเจ้าค่ะ ว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไง พวกหนูสองคนลำบากกันมามาก กว่าจะมาถึงวันนี้ พอถึงตอนที่พวกหนูจะสบาย กลับต้องมาตายแบบงงๆอย่างนี้เหรอคะ"
อารีที่รู้สึกได้ถึงความไม่ยุติธรรมของชีวิต เอ่ยถามท่านเทพออกไป
"เนื่องจากร่างในโลกนี้ของเจ้าทั้งสอง เสียหายจนไม่สามารถที่จะนำกลับมาให้พวกเจ้าใช้ได้อีก ข้าสามารถพาพวกเจ้าสองพี่น้อง ไปยังอีกโลกหนึ่งที่ใกล้เคียงกับโลกนี้มากที่สุด
เจ้าทั้งสองจะยังคงเป็นพี่น้องกันเหมือนโลกนี้ พวกเจ้าจะมีความทรงจำของโลกนี้ติดตัวไปด้วย รวมถึงความทรงจำของร่างที่พวกเจ้าจะไปอาศัยอยู่ด้วย พวกเจ้าพอใจในข้อเสนอนี้หรือเปล่า"
"หนูขอพรอีก 3 ข้อ การที่ต้องไปอยู่ที่โลกไหนก็ไม่รู้ พวกหนูสองคนควรมีอะไรติดตัวไปด้วย"
"ข้าให้พวกเจ้าได้มากสุดแค่คนละ 2 ข้อ โลกนั้นก็เหมือนกับโลกใบนี้ เพียงแต่มีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่า พวกเจ้าขอมาเถอะ"
"งั้นหนูขอเป็นคนแรก
1 หนูขอครอบครัวที่ร่ำรวย
2 หนูขอสิ่งที่จะช่วยให้หนูปลูกพืชผักได้งอกงาม
ท่านเทพให้หนูได้ไหมคะ"
"ข้าให้เจ้าได้ 1 ข้อ ครอบครัวนั้นรํ่ารวยอยู่แล้ว ข้าไม่โกงเจ้าหรอก เจ้าขอใหม่ได้อีกหนึ่งข้อ"
"หนูขอเป็นมิติเก็บของติดตัว ที่หนูสามารถเข้าไปในนั้นได้ทั้งตัว สามารถพาคนอื่นเข้าไปข้างในได้ด้วย ไม่ต้องใหญ่มากก็ได้ แค่ห้องๆหนึ่ง มีห้องน้ำในตัว ท่านเทพให้หนูได้ไหมคะ"
"ได้อยู่แล้ว เรื่องง่ายๆแค่นี้เอง แต่เจ้าแน่ใจนะว่าจะขอ 2 ข้อนี้จริงๆ"
"ค่ะ หนูขอแค่นี้ ในโลกนี้ทั้งชีวิตมีแต่ทำงานหาเงิน ที่โลกนั้น หนูมีน้องไปด้วยแล้วก็หายห่วง หนูแค่อยากมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ปลูกผัก อยู่ในสวนเงียบๆ แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ"
"งั้นพรทั้งสองข้อนี้ ข้ามอบให้เจ้า มิติเก็บของจะอยู่ในรูปปานที่ซอกนิ้วนางข้างขวา ส่วนสิ่งที่จะทำให้เจ้าปลูกผักได้งอกงามก็อยู่ที่นั้นด้วย"
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ ท่านเทพ"
อารี ยกมือขึ้นไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณ
"ถึงตาเจ้าแล้วพ่อหนุ่ม ขอมาได้เลย"ท่านเทพพฤกษาหันไปทางอารยะ
" 1 ผมขอร่างกายที่แข็งแรง มีสมองที่ฉลาดมากกว่าคนปรกติ 5 เท่า
2 ผมขอมิติเก็บของเหมือนพี่สาว เท่านี้ครับ"
"เจ้าจะได้ตามที่ขอ เพื่อเป็นการชดเชยให้พวกเจ้าสองพี่น้อง เมื่อไปถึงที่นั้นข้าจะมอบตำราอาหาร ตำราพืชพันธุ์และเมล็ดพันธุ์บางส่วนกับให้พวกเจ้า"
"ทำไมถึงให้ตำรากับเมล็ดพันธุ์ ที่โลกนั้นไม่มีเหรอเจ้าคะ"
"เรื่องนี้ เมื่อเจ้าไปถึงก็จะรู้เอง ขอให้เจ้าช่วยขยายพันธุ์พืชต่างๆ แล้วแจกจ่ายบางส่วนให้กับคนอื่นๆด้วย ข้าเป็นเทพพฤกษา ไม่ว่าจะโลกไหนๆ ข้าก็อยากให้มีสีเขียวของต้นไม้
ข้าเสียใจจริงๆที่ทำให้พวกเจ้าเสียชีวิตในโลกนี้ ขออวยพรให้เจ้าทั้งสองโชคดีในโลกนั้น"
"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ"
"ขอบพระคุณขอรับ"
"พวกเจ้าไปเถอะ"
ท่านเทพโปกมือ ก่อนที่ร่างของสองพี่น้องจะหายไป
"ข้าขอให้พวกเจ้าทั้งสองโชคดี หลานรักของข้า ที่โลกใบนั้นเนื้อคู่ของพวกเจ้ารออยู่"
"ฮือ…. ฮือ…. พี่เอส พี่เอ็ม ตื่นขึ้นมาเล่นกับน้องแอลนะ ตื่นขึ้นมา"
"คุณตาพ่อบ้านคะ ทำไมพี่ๆของหนูถึงยังไม่ตื่นอีก พวกเขาหลับนานแล้วนะคะ"
“คุณหมอบอกว่าทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมคิดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะตื่นขึ้นมาครับ”
เสียงของเด็กผู้หญิงที่ดังอยู่ข้างหู ทำให้อารีเริ่มรู้สึกตัว ในตอนนั้นเองที่มีความทรงจำของคนผู้หนึ่งไหลเข้ามาในหัวของเธอ อารีรู้ว่านั้นคือความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เธอมาอยู่
เจ้าของร่างนี้เป็นผู้ชายมีชื่อว่า อดัม เมเยอร์ อายุ 15 ปี มีชื่อเล่นว่า เอส อารีมีความกังวลเหมือนกันที่ร่างนี้เป็นผู้ชาย แต่มันคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คงต้องค่อยๆคิดว่าจะทำยังไงต่อไป
ร่างนี้มีคุณพ่อชื่อวิน เมเยอร์ ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ของบริษัทแห่วหนึ่ง เป็นคนจริงจังกับงาน นานๆถึงจะมาหาลูกๆซักครั้ง คุณแม่ชื่อหลินหลัน เนื่องจากมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง จึงเสียชีวิตหลังจากที่ลูกแฝดชายหญิงมีอายุได้เพียง 2 ปี
น้องชายกับน้องสาวฝาแฝดของร่างนี้อายุ 6 ปี ชื่อ อลันกับเอวา ส่วนชื่อเล่นคือเอ็มกับแอล
ส่วนสาเหตุที่ทำไมร่างนี้ ถึงได้เสียชีวิตพร้อมกับน้องชายได้นั้น เป็นเพราะเอ็มรีบร้อนที่จะไปดูบ้านใหม่ เลยรีบร้อนวิ่งลงบันได เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ร่างนี้กำลังเดินขึ้นบันไดมา ด้วยความรีบเอ็มจึงสะดุดบันได
เอสที่เป็นห่วงน้อง จึงเอาร่างเข้ารับตัวน้องชายไว้ เป็นผลให้ทั้งคู่กลิ้งตกบันไดด้วยกัน สุดท้ายทั้งคู่คอหักในที่เกิดเหตุและเสียชีวิตพร้อมๆกันจากเหตุการณ์นี้
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมทุกคนที่อยู่รอบตัวเอสกับเอ็ม รวมถึงคุณหมอที่รักษาทั้งสองคน ยังสบายใจอยู่ ไม่เดือดร้อนทั้งที่สองพี่น้องเสียชีวิตไปแล้ว นั้นก็เพราะท่านเทพพฤกษาได้ใช้อำนาจของท่าน ทำให้สองพี่น้องดูเหมือนคนนอนหลับอยู่ ไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีแผล หายใจได้ปรกติ ท่านทำทุกอย่างให้หมอคิดว่าพวกเขาสองพี่น้องตกใจจนสลบไป อาการทุกอย่างปรกติ ถ้าพื้นขึ้นมาก็กลับบ้านได้
"พี่เอส พี่เอ็ม ตื่นได้แล้วค่ะ"เสียงของเด็กหญิงยังคงร้องเรียกพี่ทั้งสองคนให้ตื่นขึ้นมา
"แอล ไม่ร้องไห้นะ พี่ตื่นแล้ว"
อารีรีบส่งเสียงพูดออกมา ก่อนที่เด็กน้อยจะร้องไห้ไปมากกว่านี้
เธอตัดสินใจแล้วว่าเมื่อมาอยู่ที่โลกใหม่แล้ว ก็จะเป็นคนๆนี้ให้ดีที่สุด เพราะต่อไปนี้เธอต้องอยู่ในร่างนี้ตลอดไป พูดอีกอย่างคือต่อไปร่างนี้ก็จะกลายเป็นร่างของเธอ ต้องทำความคุ้นเคยตั้งแต่ตอนนี้
"เย้… พี่เอสตื่นแล้ว เหลือแค่พี่เอ็มคนขี้เกียจ น้องแอลต้องปลุกให้ตื่นแล้ว"
เอสมองเด็กหญิงวิ่งไปอีกเตียงที่อยู่คู่กัน
"พี่เอ็ม พี่เอ็ม ตื่นได้แล้วๆ เหลือแค่พี่คนเดียวแล้ว ตื่นแล้วเราจะได้ไปบ้านใหม่กัน"
"พี่เอ็ม"
"พี่เอ็ม"
"พี่ตื่นแล้วแอล หยุดร้องได้แล้ว"เสียงของเด็กชายดังขึ้นแทรกเสียงของเด็กหญิง
เอสมองเด็กผู้ชายคนนั้น ที่ส่งยิ้มมาให้เธออยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่เลี้ยงน้องจากเด็กจนเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่มาด้วยความยากลำบาก ใครจะไปคิดว่าวันนี้จะต้องกลับมาเลี้ยงน้องตัวน้อยอีกรอบ ชะตาชีวิตของเธอช่างน่าหัวเราะจริงๆ แต่อารีก็หัวเราะไม่ออก
"ลูคัส พวกเราจะออกจากโรงพยาบาล แล้วกลับบ้านได้เมื่อไรเหรอครับ"
อารีหันไปถามหุ่นยนต์พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ
ตั้งแต่ได้รับความทรงจำของร่างนี้มา สิ่งที่ทำให้เธอตื่นตาตื่นใจที่สุด ก็คือเรื่องของเทคโนโลยีของโลกใบนี้ หุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ รถยนต์ลอยฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่างดูแตกต่างจากโลกใบเดิมมาก
"คุณเอสกับคุณเอ็ม ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก มีอาการฟกซ้ำบ้างตามร่างกาย ทางโรงพยาบาลตรวจเช็คสมอง ระบบภายในของร่างกายของทั้งคุณเอสและคุณเอ็มแล้วครับ ปรกติดีทุกอย่าง เพียงแต่ตกใจมากจึงทำให้หมดสติไป ถ้าพื้นแล้ว ก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ทันทีครับ"
ลูคัส หุ่นยนต์คุณตาพ่อบ้านบอกกับเจ้านาย
"งั้นช่วยติดต่อกับทางโรงพยาบาลที พวกเราจะได้กลับบ้านกันครับ"
หลังจากที่ฟังจนจบแล้ว อารีก็ไม่มีความลังเลที่จะออกจากโรงพยาบาล ระหว่างที่รอลูคัสติดต่อกับทางโรงพยาบาลนั้น ตัวอารีเองก็มีเรื่องต้องทำเหมือนกัน
อารียกริสแบนด์สีเงินของตัวเองขึ้นมา ก่อนที่กดนิ้วจิ้มลงไป โชคดีที่มีความรู้ของเจ้าของร่างเดิมอยู่ ทำให้อารีสามารถใช้เทคโนโลยีแบบนี้ได้อย่างง่ายดาย
หน้าจอสามมิติแสดงใบหน้าของคนผู้หนึ่ง
“พ่อวิน”
อารีส่งเสียงเรียกคนอีกฝั่ง
“เอส ลูกกับเอ็มเป็นยังไงบ้าง พ่อกำลังจะไปติดต่อเรื่องลางานอยู่พอดี รออีกไม่นานพ่อจะไปหานะ”
วิน เมเยอร์ ส่งเสียงร้องด้วยความยินดีที่เห็นหน้าลูกชายคนโต เขาตกใจมากตอนที่ได้รับการติดต่อจากลูคัส แม้จะรู้ว่าลูกทั้งสองคนไม่เป็นอะไรมาก ทุกอย่างในร่างกายปรกติดี มีเพียงรอยซํ้าอยู่บางแห่ง แต่ด้วยหัวอกคนเป็นพ่อ เขาอยากไปอยู่ตรงนั้นกับลูกๆด้วย
"ผมกับเอ็ม ปลอดภัยดีครับ เอ็มมาทักทายหน่อยครับ ยืนยันกับพ่อวินด้วยว่า น้องปลอดภัยดี"
แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง ที่ต้องเรียกใครคนหนึ่งที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนว่าพ่อ แต่ด้วยความเป็น จริงในตอนนี้ ที่เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกชายของเขา อารีที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับผู้ชายคนนี้เป็นพ่อไปโดยปริยาย
“พ่อวิน สวัสดีครับ ผมสบายดี ไม่ได้เจ็บมากมายอะไร พ่อวินไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ไม่เชื่อลองถามน้องแอลได้ครับ ใช่ไหมครับน้องแอล พี่เอสกับพี่เอ็ม สบายดีทุกอย่างเลย”
เพราะไม่พร้อมจะคุยกับคนที่เป็นพ่อของเจ้าของร่างมากเท่าไร อารยะจึงส่งไม้ต่อให้กับแอล ที่กระตือรือร้นอยากจะคุยกับคุณพ่อของเธอเป็นอันมาก
“พ่อวิน แอลยืนยันได้ค่ะ พี่เอสกับพี่เอ็มแข็งแรงดี กำลังจะออกจากโรงพยาบาล เราสามคนกำลังจะไปที่บ้านใหม่ของพวกเราแล้วค่ะ”
วินที่เห็นว่าลูกทั้งสามคนของเขาสบายดีจริงๆ หัวใจที่หนักอึ้งอยู่ก็เบาบางลงทันที
“พ่อวินยังไม่ต้องลางานมาก็ได้ครับ พวกเราสามคนสบายดี งานในครั้งนี้ของคุณพ่อสำคัญมากนี่ครับ คุณพ่อเคยบอก ผมว่าพ่อวินทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ แล้วค่อยกลับมาทีเดียวดีกว่าครับ จะได้หยุดยาวๆหลายวัน ถือโอกาสมาพักผ่อนที่บ้านเลย ระหว่างนี้พวกเราสามคนจะเตรียมบ้านเอาไว้รอต้อนรับคุณพ่อนะครับ”
อารีพยายามเกลี้ยกล่อมวิน ไม่ให้กลับบ้านมาหาพวกเขาในช่วงนี้ เธออยากมีเวลาทำความเข้าใจกับชีวิตของ อดัม เมเยอร์ ให้มากกว่านี้อีกซักหน่อย
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่ครับ ถ้าพวกผมอาการหนักจริงๆ ผมจะตามพ่อวินมาเลยแม้พ่อวินจะไม่อยากมาก็ตาม แต่ตอนนี้พวกผมไม่ได้เป็นอะไรมาก มีแรงมากพอที่จะออกไปสำรวจบ้านใหม่ด้วยซ้ำ พ่อวินสบายใจได้ ไม่ต้องคิดมาก ถ้ายังกังวลใจอยู่ ก็รีบทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จเร็วๆ แล้วมาฉลองบ้านใหม่พร้อมกับพวกผมเร็วๆดีไหมครับ”
“ก็ถ้าเอสว่าแบบนี้ดีแล้ว ก็เอาแบบนี้แล้วกัน แต่ลูกต้องจำเอาไว้นะ ถ้ารู้สึกไม่สยายขึ้นมาให้รีบไปหาหมอแล้วติดต่อพ่อด้วย ดูแลเอ็มกับแอลให้ดีนะ พ่อวินฝากด้วย”
ในเมื่อคนที่ประสบอุบัติเหตุยืนยันว่าพวกเขาไม่เป็นอะไร ไม่ต้องการให้เขาไปหาในตอนนี้ วินก็ได้แต่ยอมรับในการตัดสินใจของลูก
“ผมจะดูแลตัวเองและน้องๆให้ดีที่สุด เหมือนที่เป็นมา พ่อวินไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”
“ได้ยินแบบนี้แล้ว พ่อก็สบายใจ วั้นพ่อกบับไปทำงานต่อแล้วนะ วานจะได้เสร็จเร็วๆ พวกเราจะได้รวมตัวฉลองบ้านใหม่กันเร็วๆ”
“ครับ สู้ๆนะครับ พ่อวิน”
“ครับ สู้ๆ”
ลูคัสยกข้อมือข้างซ้ายที่มีริสแบนด์สีเงินขึ้นมา หลังจากที่จิ้มอะไรบางอย่าง หน้าจอสามมิติก็โผล่ขึ้นมา เขาจิ้มหน้าจอซักพัก ก็เงยหน้าขึ้นมา
"เรียบร้อยแล้วครับ พวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้ตลอดเวลา"
"เอ็ม แอล เตรียมตัวได้ พวกเราจะไปบ้านใหม่กันแล้ว"
อารีหันไปบอก น้องชายคนเดิมกับน้องสาวคนใหม่
"เย้… เย้… บ้านใหม่ บ้านใหม่ แอลจะได้ไปบ้านใหม่แล้ว"
เด็กหญิงกระโดดไปมา ปากก็พูดแต่บ้านใหม่ๆไม่หยุด ท่ามกลางรอยยิ้มของทุกคน
โลกที่เจริญกว่าเดิม
โลกที่อารีกับอารยะได้มาอยู่นี้ มีสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ แทบจะเหมือนกันกับโลกเดิมที่ทั้งคู่จากมา แต่แตกต่างกันที่โลกใบนี้ ผ่านการทำลายล้างมาอย่างโชกโชน สงครามน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน สภาพแวดล้อมถูกทำลายจากอาวุธสงคราม อาวุธนิวเคลียร์ มลพิษมีอยู่ทุกที่
แม้ว่าในภายหลังทุกประเทศจะลงมติสงบศึก ธรรมชาติก็ถูกทำลายจนฟื้นฟูด้วยตัวของมันเองไม่ได้ ไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่ถูกทำลาย มนุษย์เองก็เสียชีวิตไปมากมาย วัฒนธรรมต่างๆหายไปกับคนที่ล้มตายไป
การฟื้นฟูธรรมชาติกับวัฒธรรมเป็นไปอย่างยากลำบาก การพัฒนาเทคโนโลยีกลับรุดหน้าไปไกลเป็นอย่างมาก
2,000 ปีผ่านพ้น มนุษย์สามารถปลูกป่าไม้คืนมาให้กับธรรมชาติได้ราว 20% ของพื้นที่ทั่วทั้งโลก ส่วนด้านเทคโนโลยี มนุษย์สามารถสร้างหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ไว้ใช้งานตามบ้านเรือน สร้างรถยนต์ลอยฟ้า ระบบขนส่งที่ทันสมัยเที่ยงตรง
ทั่วทั้งโลกใช้กฏหมายเดียวกัน เชื่อมต่อข้อมูลของแต่ละคน ผ่านทางริสแบนด์ที่สวมติดข้อมือของทุกคนตั้งแต่เกิด
ในส่วนของวัฒธรรมต่างๆ เหลือเพียงแค่ในหน้าหนังสือเท่านั้น มีกลุ่มคนที่สนใจจริงๆ คอยศึกษาและหาหนทางฟื้นฟู
คนสมัยใหม่ให้ความสนใจกับวัฒนธรรมเก่าแก่เหมือนกัน แล้วส่วนที่พวกเขาให้ความสนใจมากที่สุด คือวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหาร
ในปัจจุบันอาหารที่มีส่วนใหญ่เป็นอาหารเหลวที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง รสชาติพอใช้ได้ อาหารปรุงสุกก็มีการดัดแปลงตามวัตถุดิบที่มี ส่วนอาหารโบราณจริงๆนั้นส่วนมากมีแค่ตำราปรุงแต่ไม่มีวัตถุดิบ บางอย่างก็มีวัตถุดิบไม่ครบ
"พี่อารีครับ แล้วหลังจากนี้พี่จะทำยังไงต่อไป ต้องมาเป็นผู้ชายอย่างนี้"
อารยะอาศัยจังหวะที่ลูคัสกับแอลเผลอ แอบถามพี่สาวของเขา ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นพี่ชายไปแล้ว
"ก็ไม่ทำยังไง แค่ดำเนินชีวิตต่อไปตามที่เคยทำมา แล้วนายก็อย่าเรียกพี่ว่าอารีอีก ให้เรียกว่าพี่เอสตามชื่อเจ้าของร่าง เราต้องทิ้งตัวตนที่โลกนั้นไป
หลังจากที่ไปถึงบ้านใหม่แล้ว นายก็ลองหาวิธีเข้าไปในมิติดู แต่ต้องระวังหน่อย อย่าให้ใครเห็นตอนนายหายไป"
อารีสอนน้องของเธออย่างจริงจัง
"ผมเข้าใจแล้วครับ พี่เอส ดีที่คุณพ่อคนใหม่ของพวกเราเป็นอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์ ทำให้พอที่จะกลบเกลื่อนเรื่องความฉลาดของผมไปได้ในตัว"
ลูคัสจูงมือของแอล เข้ามาหาเอสกับเอ็ม
"พวกเราพร้อมเดินทางแล้วครับ"
"งั้นเราก็ไปกันเถอะ ใครบางคนแทบจะรอไม่ไหวแล้ว ใช่ไหมครับ แอล"
"ค่ะ พี่เอส หนูอยากไปบ้านใหม่แล้ว"แอลยอมรับด้วยรอยยิ้ม
"เชิญครับ"ลูคัสผายมือของเขาให้กับเอส
อารีเดินจูงมือน้องสาวคนใหม่เดินไปที่รถยนต์ลอยฟ้าที่มารออยู่แล้ว ทั้งสามคนพี่น้องนั่งข้างหลัง ส่วนลูคัสเข้าประจำที่คนขับ หลังจากที่เรียบร้อยแล้ว รถก็พุ่งสุ่ท้องฟ้ามุ่งตรงสู่บ้านหลังใหม่
อารีมองไปที่ลูคัส ก่อนที่จะพยายามนึกถึงความทรงจำของร่างเดิม รูปร่างภายนอกของลูคัส คือผู้ชายอายุราวๆ 50 ปี วิน พ่อของพวกเขา เลือกภาพลักษณ์นี้ให้กับหุ่นยนต์พ่อบ้าน ก็เพื่อให้ดูเหมือนคุณตาของเด็กๆ ที่มาคอยดูแลพวกเขา
อารีรู้ดีว่าจริงๆแล้ว ลูคัสเป็นหุ่นยนต์ที่พ่อของเอสเขียนโปรแกรมให้เป็นพิเศษ หน้าที่หลักคือดูแลความปลอดภัยของพวกเขาสามคนพี่น้อง
ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะพ่อของพวกเขาเป็นพวกบ้างาน หลังจากที่เขารับงานมาชิ้นหนึ่งแล้ว เขาแทบจะกินนอนอยู่ที่ๆทำงาน ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องจนกว่าจะทำงานชิ้นนั้นเสร็จสิ้น
เพื่อที่จะสามารถทำงานและดูแลลูกๆไปพร้อมๆกันได้ เขาจึงสร้างลูคัสขึ้นมาเป็นพิเศษ และอีกเหตุลหนึ่งก็เพื่อตรวจสอบคนแปลกหน้าที่อาจจะระแคะระคายเรื่องบางอย่าง แล้วเข้ามาวุ่นวายกับครอบครัวของเขา
เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิด ลูคัสต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ คัดกรองคนที่จะเข้ามาหาสามพี่น้องเพื่อหวังล้วงข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้มีเพียงไม่กี่คนที่รู้
ส่วนเหตุผลที่ต้องไปอยู่ที่บ้านใหม่ เหตุผลมีอยู่ด้วยกัน 2 ข้อ คือ
1 เพราะเอสมีร่างกายที่อ่อนแอมาก ซึ่งเป็นเพราะได้รับกรรมพันธุ์โรคประหลาดมาจากคุณแม่หลินหลัน ซึ่งอารีคาดเดาจากอาการแล้ว มันคือโรคขาดสารอาหาร
อารีก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าโรคนี้เป็นโรคประหลาดได้ยังไง แต่คนในโลกใบนี้มีเยอะเหมือนกันที่ป่วยเป็นโรคนี้ อาการของโรคคือการต่อต้านอาหารต่างๆที่กินเข้าไป กินเข้าไปแล้วอาเจียนออกมา ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ส่วนมากคนที่ป่วยด้วยโรคนี้ สารอาหารที่ได้รับจะเป็นการฉีดเข้าไปในร่างกายโดยตรง
เพราะป่วยด้วยโรคนี้ จึงทำให้เอสมีร่างกายที่เล็กกว่ามาตรฐาน ประกอบกับที่เขามีอาการของโรคภูมิแพ้ด้วย จึงต้องมีบ้านที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้ คุณพ่อวินผู้ไม่ขาดแคลนเงินทอง จึงสร้างบ้านหลังนี้ขึ้น
2 เพื่อจะได้ตรวจสอบคน ที่จะเข้ามาสืบความลับได้ง่ายขึ้น
เพราะการสัญจรบนท้องฟ้าไม่ติดขัดอะไร ใช้เวลาไม่นานรถลอยฟ้าก็มาถึงบ้านหลังใหม่ อารีขอให้ลูคัสพาบินวนดูข้างนอกหนึ่งรอบ ก่อนที่จะเข้าไปข้างใน
บ้านใหม่หลังนี้ มีเนื้อที่ 50 ไร่ เป็นสมบัติของคุณแม่หลินหลัน คุณพ่อวินเป็นคนออกแบบ ทั่วบริเวณปกคลุมด้วยโดมสูง กระจกที่ใช้ทำโดมเป็นกระจกที่มีความแข็งแรงสามารถทนทานต่อพายุรุนแรงได้อย่างสบายๆ
ระบบภายในควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สั่งงานผ่านริสแบนด์ของแต่ละคน แต่ในกรณีฉุกเฉินมีเพียง 3 คนที่เข้าถึงส่วนควบคุมสำคัญคือ วิน เอส ลูคัส
พื้นที่ทั้งหมดแบ่งออกเป็น ป่าไผ่ประมาณ 2 ไร่อยู่ทางทิศเหนือ มีต้นสนกระจัดกระจายกันอยู่ ส่วนต้นไม้อื่นๆ ก็มีให้เห็นแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นต้นอะไรบ้าง คงต้องมีการสำรวจทีหลัง
มีบึงน้ำอยู่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันตก ที่บ้านใหม่นี้มีบ่อนํ้าที่ขุดตรงจุดที่มีตานํ้าตามธรรมชาติอยู่ 2 บ่อ อยู่คู่กับพื้นที่นี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ
ที่ใจกลางของพื้นที่เป็นบ้านยกพื้นชั้นเดียว มี 3 หลังหันหน้าเข้าหากันเป็นรูปตัว U โดยหลังตรงกลางหันหน้าไปหาป่าไผ่ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือ บ้านหลังนี้เป็นส่วนของสามพี่น้อง
หลังที่อยู่ทางขวามือเป็นส่วนของคุณพ่อวิน มีห้องพักแขกสองห้อง ส่วนหลังที่สามเป็นห้องครัว ห้องอาหาร ห้องพักของน้ามารีกับน้าคีย์ คู่สามีภรรยาที่ดูแลบ้านและเป็นแม่ครัวด้วย
ถึงแม้ในยุคนี้คนจะชอบมีหุ่นยนตร์ดูแลบ้านและชอบกินอาหารเหลวที่สะดวกสบาย แต่วินก็ชอบให้ลูกๆมีปฎิสัมพันธ์กับคนมากกว่าหุ่นยนต์ บ้านของเขาจึงมีลูกจ้างเป็นคนธรรมดาด้วย
เพราะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เอสจึงต้องเรียนด้วยตัวเองอยู่ที่บ้าน มีแค่คู่แฝดที่จะไปเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้ที่อยู่ไกลจากบ้านใหม่ประมาณ 5 กม.
ตอนที่มองเห็นบ้านกับที่ดินรอบๆ วิญญาณของนักปลูกก็เข้าสิงอารีทันที เรียนหนังสือที่บ้าน มีที่ดินเปล่าอยู่รอบๆ มีเงินทอง อย่างนี้การปลูกผัก มีชีวิตเรียบง่ายก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว