โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.94 : หาทางออกยังไงดี? เมื่อมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน!

Dek-D.com

เผยแพร่ 03 ส.ค. 2566 เวลา 08.33 น. • DEK-D.com
ความเห็นไม่ตรงกันเคลียร์ความสัมพันธ์ยังไงให้เวิร์ก

จะทำอย่างไรเมื่อความเห็นของเราไม่ตรงกัน?

“ก้อง” เป็นประธานการจัดงานกีฬาสีของโรงเรียนปีนี้ ส่วน “ม่อน” เป็นรองประธานฯ ทั้งก้องและม่อนได้รับการแต่งตั้งจากการออกคะแนนเสียงของนักเรียนบางส่วนและคณะบริหารที่เป็นคุณครู ส่วนคนอื่น ๆ ที่ได้คะแนนลดหลั่นกันไปได้เป็นคณะกรรมการฯ คุณครูให้เงินงบประมาณมา 100,000 บาท โดยที่ไม่ได้กำหนดว่าแต่ละฝ่ายจะได้จำนวนเท่าไร ให้นักเรียนไปบริหารจัดการกันเอาเอง ใช้วิธีโอนเข้าบัญชีของก้องเพราะเชื่อมั่นในตัวก้องที่มีภาพลักษณ์ดี “ฉลาด ซื่อสัตย์ มีภาวะเป็นผู้นำสูง” หน่วยทำงานที่ต้องการใช้เงินในการดำเนินการมีหลายฝ่าย เช่น คณะเชียร์ลีดเดอร์ คณะพาเหรด กองสวัสดิการดูแลสแตนด์ ฝ่ายจัดการแข่งกีฬา วันที่นัดประชุมเพื่อกระจายงบประมาณให้แต่ละหน่วย ก้องเสนอทุ่มงบไปที่เชียร์ลีดเดอร์ 75% เพราะให้ความสำคัญว่าเป็นหน้าเป็นตาของงาน เหตุผลที่แท้จริง คือ หากการโชว์ออกมาดี มีคนอัดคลิปปล่อยลงโซเชียลมีเดียแล้วปังดังขึ้นมา ก้องน่าจะได้ชื่อและมีผลงานไปใส่ portfolio สมัครเข้ามหาวิทยาลัย แต่ม่อนไม่เห็นด้วยเพราะยังมีหน่วยทำงานอีกหลายหน่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจากงบก้อนนี้เหมือนกัน ถ้าเหลือเงินแค่ 25,000 บาท แต่ละหน่วยนักเรียนต้องออกเงินกันเองซึ่งม่อนว่ามันไม่ยุติธรรม ม่อนทักท้วงให้เหตุผลกับก้องดี ๆ แต่ก้องไม่รับฟัง “เราเป็นประธานงาน เรามีอำนาจสูงสุด หน่วยอื่นต้องจัดงบกันเอาเอง ไปขอสปอนเซอร์สิไม่เห็นจะยาก” กรรมการอีกหลายคนเห็นด้วยกับม่อนว่าต้องกระจายงบตามความจำเป็น เสนอให้แต่ละฝ่ายเขียนรายการที่ต้องใช้เงินเพื่อนำมาพูดคุยกันวันพรุ่งนี้ แล้วมาโหวตขอความเห็นตามหลักประชาธิปไตย ก้องบอกไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพราะก้องเบิกเงินไปใช้แล้ว 60,000 บาท ม่อนและเพื่อนไม่พอใจ ทำให้มีปากเสียงกันดังมาก จนมีครูเข้ามาที่ประชุมเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น

  • ปัญหาของเรื่องนี้มีอะไรบ้าง เรื่องไหนเป็นความขัดแย้งที่จำเป็นต้องรีบแก้ไข?
  • หากคุณเป็นก้องคุณจะจัดการกับเพื่อนอย่างไรให้เห็นด้วยกับงบตามที่ก้องต้องการ?
  • หากคุณเป็นม่อนและเพื่อนจะจัดการกับงบประมาณที่เหลือน้อยไม่พอใช้แน่ ๆอย่างไร?
  • หากคุณเป็นครูที่เกี่ยวข้องจะจัดการกับความขัดแย้งนี้อย่างไร?

ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ ลองอ่านวิธีการหาทางออกของปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกัน ด้านล่างนี้ได้เลย!

การที่เรามีความเห็นต่างกับคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิดและแปลกอะไร เพราะทุกคนเติบโตมาด้วยต้นทุนทางกายภาพ สังคมและประสบการณ์ที่ต่างกัน ทำให้หล่อหลอมความคิดความเชื่อความต้องการที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญเมื่อเกิดความเห็นต่าง คือ ทำอย่างไรให้พอคุยกันได้ ประนีประนอม ต่อรอง ไม่ให้เกิดการทะเลาะและขัดแย้งจนมีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและอีกฝ่ายเช่น การกลั่นแกล้ง bully หรือ harassment ไปจนถึงการเลือกทางตัดสินใจแบบห่วย ๆ

หนึ่งในวิธีจัดการกับคนที่มีความเห็นต่างกัน คือ การเจรจาต่อรอง(Negotiation หรือ Conflict Resolution) ซึ่งบางครั้งต่างฝ่ายคุยเคลียร์กันเองแล้วจบ แต่หลายครั้งจำเป็นต้องมีบุคคลภายนอกที่เป็นกลางไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย

วิธีที่คนทั่วไปใช้เมื่อมีความเห็นต่างและความขัดแย้ง

1. หลีกเลี่ยง (Avoiding)

ทำเป็นไม่รับรู้ เพิกเฉย ไม่เข้าไปจัดการเมื่อเกิดสถานการณ์ความเห็นต่างเกิดขึ้น เพราะไม่อยากเครียด ไม่อยากปะทะวิธีการนี้ช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวปัญหายังคงอยู่ท้ายที่สุดเราหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาด้วยการไม่แก้ปัญหาไม่ได้อยู่ดี ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานจนความเห็นต่างลุกลามเป็นความความโกรธ ความเกลียดชัง ปัญหาทุกอย่างจะยุ่งแก้ไขยาก มีการลากอีกหลายคนเข้ามาเกี่ยวเป็นดราม่าซับซ้อน

2. แข่งขัน (Competing)

ต่างฝ่ายหงายการ์ดว่าฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณคิดและทำ ดังนั้นขอสู้และต่อต้าน ฟาดมาฟาดกลับ ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีผู้แพ้กับผู้ชนะ (win-lose strategy)ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บทั้งคู่และทำลายความสัมพันธ์ที่เคยมีกันมา

3. ปรองดอง (Accommodating)

มีฝ่ายหนึ่งที่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออีกฝ่าย โดยปราศจากความรุนแรงและการต่อต้านวิธีนี้สามารถใช้ได้ในระยะสั้น แต่ถ้าใช้ระยะยาวอาจได้ผลไม่ดี เพราะมีฝ่ายที่ต้องจำยอม ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตามทำให้เกิดความเครียด ไม่พอใจ หรืออารมณ์ลบสะสมมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สุดท้ายฝ่ายที่จำยอมไม่สามารถทนได้อีกต่อไป มีการระเบิดความไม่พอใจออกมา

4. ร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborating)

ต่างฝ่ายต่างคุยทำความเข้าใจ พยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ทั้งคู่ (Win-Win Strategy)

5. โอนอ่อนผ่อนตาม (Compromising)

ต่างฝ่ายตกลงกันว่าต่างยอมเสียประโยชน์ (Lose-Lose Strategy) เพื่อให้ยังดำเนินการต่อไปได้ วิธีนี้สำหรับบางเรื่องอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ดีเพราะจบเรื่องได้เร็วหรืออาจใช้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ซื้อเวลาระหว่างรอวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลยั่งยืนในระยะยาว

วิธีจัดการเมื่อเรามีความเห็นต่างกัน

1. รับรู้และยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น

คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีเรื่องดราม่าที่ตัวเองถูกลากไปเกี่ยวด้วย เพราะเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ แต่ในเมื่อมีปัญหาที่เกิดจากความเห็นต่างหรือความขัดแย้งเกิดขึ้น ต้องทำใจว่าดราม่ามันมาแล้ว ปรับวิธีคิดว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องน่ากลัว ยากเกิน น่ารำคาญ ให้เป็นเรื่องที่ท้าทาย หากก้าวผ่านแก้ปัญหาความขัดแย้งไปได้ เท่ากับเราได้เติบโตมีประสบการณ์เพิ่มทำให้เรารู้จักอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจากความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย ยิ่งรู้ปัญหาเร็วและรีบแก้ ความเสียหายที่เกิดจะน้อย แต่ถ้าเพิกเฉยตีมึนไม่ช่วยกันแก้ ต่างฝ่ายจะยิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมีใครสักคนหยิบยกปัญหาขึ้นมาประกาศอย่างเป็นทางการให้ทุกคนทราบเพื่อมาเจรจากันด้วยสันติวิธี

2. สงบสติอารมณ์ก่อนพูดคุยกัน

พูดเหมือนง่ายแต่ทำยาก เพราะเมื่อเริ่มมีความขัดแย้งต่างฝ่ายต่างโกรธ ไม่พอใจ น้อยใจ เสียใจ หรือมีอารมณ์ลบที่ท่วมท้นเข้ามา จนไม่สามารถใช้สมองส่วนของเหตุผลจัดการกับปัญหา มีอาการทางกาย เช่น ใจสั่น มือสั่น ตัวสั่น หายใจไม่ออก หายใจเร็ว คลื่นไส้ ปวดท้อง ปวดหัว

การจัดการอารมณ์ตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีควบคุมลมหายใจ (Breathing Exercise) คือ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ทำซ้ำไปมาจนอาการทางกายลดลง หรือเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการใช้ประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียงเช่น ดมน้ำหอมที่ทำให้ผ่อนคลาย บีบลูกบอลยาง กินชานมไข่มุกที่ชอบ

3. ค้นหาและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิด

มีการพูดคุยกันทั้งสองฝ่ายเพื่อหาสาเหตุที่เป็นปัญหา เลี่ยงการใช้อารมณ์ถกกัน สื่อสารกันให้ชัดเจน เก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับความขัดแย้ง (Take It Personal)เช่น ไม่ชอบคนนี้เลยไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขาทุกอย่าง ทั้งที่จริงมันอาจจะเป็นวิธีการที่ดีก็ได้ เมื่อได้คิดวิเคราะห์แยกแยะแล้วหากตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับด้วย เพื่อที่จะแก้ไขอุดรูรั่วให้ได้มากที่สุด

4. สถานที่ที่ใช้คุยต้องเป็นกลาง

บรรยากาศที่ให้คนเห็นต่างกันมาคุยเจรจาต้องมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกลาง (Neutral Ground) หลีกเลี่ยงการคุยในที่ตั้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะจะทำให้เกิดความรู้สึดอึดอัด กดดัน จุดอารมณ์ติดง่าย กลายเป็นการเถียงเอาชนะแทนที่จะหาทางออกที่ดี

5. ให้โอกาสแต่ละฝ่ายได้แสดงความเห็น

มีกติกาในการคุยกัน (Ground Rules)เช่น ก่อนพูดต้องยกมือ ไม่พูดขัดจังหวะอีกฝ่าย ไม่ใช้คำหยาบ พูดอย่างสุภาพ หากพูดด้วยอารมณ์ให้ไปสงบตัวเองก่อนเพื่อที่ต่างฝ่ายจะได้บอกเล่าความคิดเห็นและสิ่งที่ต้องการได้เคลียร์ชัดเจนคนที่เห็นต่างต้องฝึกลองมองในมุมมองของฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำความเข้าใจ (Empathy) หากเรารู้จักรากที่ทำให้มีความคิดแบบนั้นจากทั้งสองฝ่าย การหาทางออกร่วมกันจะทำได้ง่ายขึ้น

6. เป็นผู้ฟังที่ดีและแสดงออกอย่างเหมาะสม

เมื่อเสียงอีกฝ่ายผ่านเข้ามาในหู แต่เราไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจสิ่งนี้เรียกว่าการได้ยิน (Hearing) แต่การจะเป็นผู้ฟังที่ดีได้ (Active Listener) ต้องมีความกระตือรือร้นที่จะทำความเข้าใจอีกฝ่าย มีการแสดงออกทั้งภาษาพูดและภาษากายที่ให้เกียรติกันเช่น สบตาผู้พูด พยักหน้าหลีกเลี่ยงการทำท่าที่แสดงอาการต่อต้านไม่ใส่ใจเช่น เล่นมือถือระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังพูด มองบน หน้าเหวี่ยงเพราะถ้าฝ่ายที่พูดรับรู้ได้ว่าเราไม่ใส่ใจฟัง อาจทำให้เขาโกรธ เบื่อ ไม่พูดต่อหรือใช้คำพูดแย่ ๆ เพื่อเป็นการเอาคืน แทนที่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ กลับกลายเป็นสงครามประสาทที่ไม่ได้ทางออกในการแก้ปัญหาและสร้างปมความเกลียดชังเคียดแค้นเพิ่ม

7. หาทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

นำข้อมูลทั้งหมดมาไตร่ตรอง คิดทางเลือกทางออกของปัญหาไว้หลายทาง ดูข้อดีข้อเสียของทางเลือกแต่ละอย่าง แล้วนำมาพิจารณาเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุดควรเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเป็นแบบชนะ-ชนะ (Win-Win Solution) แต่ถ้าไม่ได้อย่างน้อยให้เป็นได้บ้าง-เสียบ้าง (Win Some-Lose Some Solution) ทางแก้ปัญหาที่แย่ที่สุดแพ้-แพ้ (Lose-Lose Solution)

8. ติดตามการแก้ปัญหา

ลงมือปฏิบัติตามวิธีที่ตกลงกันและประเมินติดตามผล ซึ่งแต่ละปัญหามีความยากง่ายในการแก้ไขต่างกัน บางอย่างแก้ยาก ต้องแก้ปัญหากันหลายครั้งหากแก้ครั้งนี้ไม่สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าล้มเหลว แต่ให้นำเรื่องที่เกิดขึ้นมาประเมินวิธีแก้ปัญหาใหม่ แล้วทำไปเรื่อยๆ ปัญหาจะค่อยๆ คลี่คลาย

ทุก ๆ ระดับของความสัมพันธ์เรามีความเห็นต่างจากอีกฝ่ายได้ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับประเทศหรือโลกใบนี้ หากเราเลี่ยงการปะทะเป็นฝ่ายยอมไปเสียหมด ตัวเราจะเครียด และสะสมอารมณ์ลบที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคปวดหัวไมเกรน และสุขภาพใจ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลเราต้องฝึกทักษะในการจัดการความขัดแย้ง สามารถที่จะบอกความต้องการและยืนหยัดสิ่งที่เราเชื่อได้อย่างมีเหตุผล แต่อย่าลืมที่จะฟังความคิดเห็นของคนอื่น แล้วลองคิดในมุมมองของเขา เพื่อนำไปสู่การเจรจา แลกเปลี่ยนความคิด ไกล่เกลี่ย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับทุกฝ่ายบางครั้งผลลัพธ์อาจไม่ได้ทั้งหมดตามที่เราคาดหวัง แต่อย่างน้อยเราก็ได้พยายามแล้ว

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...