1 ทศวรรษแห่งความร่วมมือในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ของ กรุงศรี และ MUFG
กรุงศรี และ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ฉลองครบรอบ 10 ปี ของการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ภายใต้แนวคิด “Together for a Brighter and Sustainable Future” ตอกย้ำความสำเร็จที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนกรุงศรีให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้าร่วมมือกันสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งกว่าเดิมสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมและประเทศโดยรวม
ในโอกาสนี้ กรุงศรียังได้รับเกียรติจาก นายจุนอิจิ ฮันซาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MUFG Bank ที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าว
1 ทศวรรษแห่งความสำเร็จที่ยั่งยืน
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นความร่วมมือของกรุงศรี และ MUFG ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2556 และได้ร่วมกันจัดทำแผนธุรกิจระยะกลางฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2558 ภายใต้เป้าหมาย “To be a Top-tier Financial group in Thailand” ด้วยแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
“ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นส่วนสนับสนุน รวมทั้งการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่งของเครือข่าย MUFG ตลอดจนการเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารที่ยั่งยืนด้วยการประกาศวิสัยทัศน์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Krungsri Carbon Neutrality Vision) เพื่อสนับสนุนและเป็นไปตามแนวทางการประกาศเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของ MUFG (Carbon Neutrality Declaration) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของกรุงศรียังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง รายได้สุทธิเติบโตจาก 11 พันล้านบาท เป็นมากกว่า 30 พันล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และกรุงศรียังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในด้านคุณภาพของสินทรัพย์อีกด้วย” นายยามาโตะ กล่าว
ด้าน นายฮันซาวา กล่าวถึงความร่วมมือกับกรุงศรี ตลอด 1 ทศวรรษว่า “เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว MUFG มีปณิธานในการเป็น “กลุ่มสถาบันทางการเงินชั้นนำระดับโลกที่น่าเชื่อถือที่สุดโดยเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชีย” (Be the world’s most trusted financial group representing Asia) ดังนั้น เพื่อยกระดับธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย เราจึงตัดสินใจลงทุนในกรุงศรี ซึ่งภายหลังการลงทุน เราได้ทำงานร่วมกันเพื่อให้กรุงศรีก้าวสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ครบวงจร และมีความแข็งแกร่งทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค พร้อมทั้งขยายธุรกิจไปยังลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคอาเซียน ผ่านการประสานพลังและความร่วมมือกับ MUFG รวมทั้งการนำเสนอโซลูชันระหว่าง MUFG กับธนาคารพันธมิตรอื่นๆ ตลอดจนความชำนาญของกรุงศรีในด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค จึงทำให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งการที่กรุงศรีเป็นหนึ่งในบริษัทภายใต้ MUFG ทำให้ธุรกิจในภาพรวมมีอัตราการขยายตัวต่อเนื่องทุกปี โดยเมื่อปีที่แล้วอัตราส่วนของกรุงศรีต่อรายได้สุทธิของ MUFG อยู่ที่ประมาณ 10% หากดูตามกลุ่มธุรกิจของ MUFG กรุงศรีถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่สี่ รองจาก MUFG Bank มอร์แกน สแตนลีย์ และ Mitsubishi UFJ Trust and Banking ดังนั้นกรุงศรีจึงมีความสำคัญต่อ MUFG อย่างชัดเจน ประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดหลักของกรุงศรีจะยังคงเป็นผู้นำในอาเซียนต่อไป MUFG จะรักษาความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อการพัฒนาประเทศไทย อุตสาหกรรมการเงิน และที่สำคัญที่สุดต่อกรุงศรี”
เข้าสู่ทศวรรษที่ 2 กับความท้าทาย
จากความสำเร็จตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากนี้จะก้าวเข้าสู่ความร่วมมือในทศวรรษที่ 2 กรุงศรียังต้องเผชิญกับสภาวการณ์ทางธุรกิจที่มีความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม รวมถึงกฏระเบียบ และข้อบังคับใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสภาวะปกติใหม่สำหรับธุรกิจการเงินการธนาคารที่ต้องเผชิญ หากแต่ความท้าทายเหล่านี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้กรุงศรีก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาค (Regional Play) และ เป็นผู้ที่เล่นที่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ (Sustainability Play) ต่อไป
“ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับปัจจุบัน (MTBP 2021-2023) เราจะนำคำมั่นสัญญาของกรุงศรี คือ “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” (Make Life Simple) และ วิสัยทัศน์ของ MUFG คือ “การมุ่งมั่นในการเสริมสร้างอนาคตที่สดใสกว่าเดิม” (Committed to Empowering a Brighter Future) มาเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจในอีก 3 ปี รวมถึงเป้าหมายและทิศทางของแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ (MTBP 2024-2026) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจหลักด้วยการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ช่องทางการขายและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการปรับโครงสร้างกระบวนการภายในให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายยามาโตะ กล่าวปิดท้าย