โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดประวัติ เมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลกแห่งใหม่ของไทย อายุ 2,000 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ย 2566 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2566 เวลา 10.24 น.
ปรางค์ศรีเทพ

เปิดประวัติความเป็นมาอันยาวนาน 2,000 ปี ของ “เมืองโบราณศรีเทพ” จากชุมชนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สำคัญในสมัยทวารวดี และเขมร ก่อนถูกทิ้งร้างและสิ้นลุดลงในพุทธศตวรรษที่ 18 จนวันนี้ยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 7 ของประเทศไทย

องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้“เมืองโบราณศรีเทพ” เป็น“มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-25 กันยายน 2566 ณ กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

“ประชาชาติธุรกิจ” จะพาไปรู้จักอุทยานประวัติศาสตร์อายุกว่า 2,000 ปี แห่งนี้ ที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตั้งเเต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่สมัยทวารวดี และอารยธรรมเขมร ก่อนจะสิ้นสุลงในพุทธศตวรรษที่ 18 จนกระทั่งกลายเป็นมรดกโลกแห่งที่ 7 ของประเทศไทย

“อาจารย์เรวัตร หินอ่อน” ภาควิชาประวัติศาสร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศรีเทพเป็นเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำป่าสัก ปัจจุบันตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ การสำรวจเมืองศรีเทพเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี 2447

อันที่จริงชื่อเมืองศรีเทพไม่ใช่ชื่อโบราณ ยังไม่มีการค้นพบว่าชื่อดั้งเดิมของเมืองนี้ชื่อว่าอะไร สืบเนื่องจากการตั้งมณฑลในสมัยนั้น กรมพระยาดำรงฯ ได้อ่านเอกสารโบราณต่าง ๆ จนไปเจอว่ามีเมืองโบราณแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำป่าสักชื่อว่า ศรีเทพ และไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด เพียงแต่ปรากฏชื่ออยู่

เมื่อครั้งตรวจราชการที่เพชรบูรณ์จึงได้สำรวจและสอบถามชาวบ้าน และพบว่ามีเมืองแห่งหนึ่งขนาดใหญ่โตตั้งอยู่จริง จึงอนุมานว่าที่แห่งนี้คือเมืองศรีเทพตามที่เอกสารว่าไว้ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการสำรวจอะไรต่อแค่รู้ว่ามีเมืองตั้งอยู่เท่านั้น

การสำรวจอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มเมื่อไม่นานมานี้ โดย ศรีเทพ ถือเป็น 1 ใน 10 อุทยานประวัติศาสตร์ของไทยที่จัดตั้งขึ้นโดยกรมศิลปากรเมื่อปี 2527 ก่อนที่จะมีการขุดค้นอย่างเป็นระบบและมีการศึกษาพื้นที่โดยรอบ จนกระทั่งพบโครงกระดูกมนุษย์เมื่อปี 2531 ซึ่งก่อนหน้านั้นมีกระแสการค้าโบราณวัตถุและพบว่าโบราณวัตถุที่ถูกจับได้จำนวนมากมาจากแหล่งศรีเทพ จึงทำให้เกิดความสนใจในพื้นที่นี้ขึ้น

จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ สู่ทวารวดี และเขมร

ร่องรอยจากการขุดค้นทางโบราณคดีบ่งบอกว่า ศรีเทพ มีมนุษย์อาศัยอยู่และเกิดเป็นชุมชนตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เมืองที่เพิ่งเกิดใหม่แต่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง

หลักฐานจากหลุมขุดค้นที่อยู่ในเมือง พบว่า ศรีเทพมีอายุตั้งแต่ยุคเหล็กตอนปลาย สืบเนื่องมายุคต้นประวัติศาสตร์ในสมัยทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-16 และเข้าสู่อารยธรรมเขมรในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18

ศรีเทพพบโครงกระดูกมนุษย์อยู่ในกำแพงเมือง ที่อื่นจะพบอยู่รอบนอกหรือบริเวณใกล้เคียง หลักฐานทางโบราณคดีในศรีเทพจึงชัดเจนมาก โดยโครงกระดูกมนุษย์ที่ศรีเทพทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพราะการฝังศพบ่งบอกว่าเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นก่อนที่อินเดียจะเข้ามา

ที่สำคัญเราสามารถบอกได้ว่าศรีเทพเริ่มพัฒนาเป็นเมืองขนาดใหญ่อย่างจริงจังในสมัยทวารวดี เพราะผังเมืองมีลักษณะเป็นคูน้ำ คันดิน และเป็นรูปวงรี ซึ่งแตกต่างจากเมืองของเขมรที่จะมีผังเมืองเป็นสี่เหลี่ยม

อาณาบริเวณของศรีเทพ ไม่ได้อยู่แค่เมืองศรีเทพ แต่ขยายเป็นบริเวณกว้างในแถบนั้นและมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของการอยู่อาศัย ดังนั้น เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ศรีเทพจึงประกาศพื้นที่ออกไปมากกว่าบริเวณตัวเมือง ไปถึง “เขาถมอรัตน์” ซึ่งห่างออกไปไกลพอสมควร เพราะเป็นองค์ประกอบของความเป็นเมืองอย่างชัดเจน

เมืองโบราณศรีเทพ

โบราณสถานและโบราณวัตถุในศรีเทพ

เนื่องจากศรีเทพเป็นเมืองสำคัญบนเส้นทางคมนาคมในภูมิภาคและสามารถตั้งอยู่ยาวนานจนกระทั่งช่วงอารยธรรมเขมร จึงสามารถพบโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากในพื้นที่ ทั้งศาสนสถานแบบพุทธศาสนาในทวารวดี และเทวสถานในแบบศาสนาฮินดูที่ได้รับอิทธิจากเขมร

ศรีเทพมีชื่อเสียงเพราะมีศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเมืองค่อนข้างมาก มีทั้งรูปเคารพของพระกฤษณะ สุริยเทพ ซึ่งไม่สามารถพบได้ในเมืองอื่น ๆ จึงมีข้อสันนิษฐานในช่วงหลังว่าศรีเทพอาจเป็นศูนย์กลางอันหนึ่ง หรือาจเป็นศูนย์กลางหลักของสิ่งที่เรียกว่าทวารวดีด้วยซ้ำ

ที่ใหญ่ที่สุดและเห็นอยู่ในเมืองศรีเทพคือ เขาคลังใน ที่ถูกสร้างตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นแบบเถรวาทในสมัยทวารวดี และ เขาคลังนอก ที่อยู่ร่วมสมัยกันโดยสันนิษฐานกันว่าเป็นแบบพุทธพุทธศาสนามหายาน ส่วนงานปฏิมากรรมทั้ง พุทธรูป เทวรูป ก็พบได้มากมายในศรีเทพ แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นแบบขเมรมากกว่าทวารวดี ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเกิดขึ้นในสมัยหลังกว่า

ศิลปะแบบเขมรที่พบในศรีเทพ อาทิ ปรางค์ศรีเทพ ซึ่งอยู่ติดกันกับเขาคลังใน เป็นปราสาทก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่ ราวพุทธศตวรรษที่ 16

ปรางค์สองพี่น้อง ที่ก่อด้วยอิฐสององค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งปัจจุบันส่วนยอดพังทลายลงหมดแล้ว ด้านหน้าปรางค์ยังพบเทวรูปสุริยเทพสลักจากศิลาทราย นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในศาสนาฮินดูที่เคารพนับถือในพระอาทิตย์

เขาถมอรัตน์ พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งศรีเทพ

ปกติแล้วศาสนสถานไม่ว่าพุทธหรือฮินดู จะสร้างหันไปทางทิศตะวันออก แต่ที่ศรีเทพส่วนมากถูกวางผังให้หันไปทางทิศตะวันตก โดยมีข้อสันนิษฐานว่า เพราะทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของ “เขาถมอรัตน์” ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่มีลักษณะตามแบบภูเขาศักดิ์สิทธิ์ สันฐานมีลักษณะเหมือนพีระมิด ซึ่งเชื่อโดยคนในพื้นที่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

เขาถมอรัตน์เป็นจุดเด่นที่สุดในบริเวณนั้น ห่างจากตัวเมืองศรีเทพประมาณ 10 กิโลเมตร แต่สามารถมองเห็นได้ ร่องรอยทางโบราณคดีชี้ให้เห็นถึงการพยายามแปลงสภาพให้พื้นที่บนเขากลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเมื่อรับอิทธิพลจากอินเดียเข้ามาก็จะเห็นทั้งการสร้างเทวรูปของพุทธและฮินดูด้วย กล่าวอีกอย่างคือ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อยู่ก่อนแล้ว พอศาสนาเข้ามาก็นำไปประกอบพื้นที่ตรงนั้นทำให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งเขาคลังนอก เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง หรือสิ่งก่อสร้างสำคัญต่าง ๆ ล้วนหันไปทางตะวันตกหรือหันไปทางเขาถมอรัตน์ คำอธิบายเรื่องการหันทิศไปทางทิศตะวันตกจึงมีอยู่ดังนี้

  • ตาหลักไศวนิกาย ศาสนาฮินดู ที่หันไปทางเขาถมอรัตน์เพราะจำลองให้เขาถอมรัตน์เป็นเขาไกรลาสที่ประทับขององค์พระศิวะ
  • น่าจะสัมพันธ์กับการหันไปทางทิศตะวันตกมากกว่าข้อแรก หลักฐานบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าศรีเทพ เป็นเมืองที่มีมีคติการบูชาไวษณพนิกาย หรือ นิกายที่บูชาพระนารายณ์ในศาสนาฮินดู ซึ่งสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระนารายณ์จะหันไปทางทิศตะวันตกอยู่แล้ว เพราะเป็นทิศของพระนารายณ์ อีกทั้งรูปเคารพที่เจอในศรีเทพล้วนเป็นการบูชาพระนารายณ์เป็นส่วนมาก เช่นเดียวกับนครวัดที่หันไปทางตะวันตกเพราะเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นถวายพระนารายณ์
  • เขาถมอรัตน์เป็นเขาพระสุเมรุตามหลักพุทธศาสนา

ดังนั้น การที่เมืองหันไปทางทิศตะวันตกจึงสันนิษฐานว่า สัมพันธ์กับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิม คือ เขาถมอรัตน์ และการแปลงความหมายของเขาถมอรัตน์ให้เข้ากับศาสนาที่นับถือในช่วงเวลานั้น ๆ มีการแปลงถ้ำธรรมชาติบนเขาถมอรัตน์ให้เป็นศาสนสถานตามความเชื่อทางศาสนาด้วย มีทั้งการสลักผนังถ้ำเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู รูปพระพุทธเจ้า โดยเริ่มในสมัยทวารวดีและทำต่อในหลายช่วงจนกระทั่งสมัยเขมร

จุดสิ้นสุดที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

เมืองศรีเทพตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญในอดีต คือ รอยต่อระหว่างที่ราบสูงโคราชและบริเวณภาคกลาง ตลอดจนดินแดนที่อยู่ขึ้นไปด้านบนตามลุ่มน้ำป่าสัก ชุมชนนี้จึงสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองขนาดใหญ่ได้ในสมัยทวารวดี

ความสำคัญและพัฒนาการของเมืองศรีเทพค่อย ๆ สิ้นสุดลงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าเสื่อมโทรม ศรีเทพไม่ได้เปลี่ยนจาก “รุ่งเรือง” เป็น “ร่วงโรย” หลักฐานทางโบราณคดีไม่ได้บ่งบอกชัดเจนถึงความเสื่อมเช่นนั้น

ศรีเทพอาจหมดความสำคัญลงไปพร้อม ๆ กับเครือข่ายการค้าที่เคยผ่านเข้ามาบริเวณนี้และสัมพันธ์กับการเสื่อมโทรมของอาณาจักรเขมรด้วยซึ่งไม่ได้หมายความว่าศรีเทพเป็นเมืองของเขมร แต่การเดินทาง การค้า ที่เคยผ่านไปมาจากที่ราบสูงโคราชสู่ภาคกลางมีการเปลี่ยนแปลง และเกิดเมืองยุคใหม่ขึ้น อาทิ ชัยบาดาล วิเชียรบุรี เมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองระดับรองในสมัยศรีเทพรุ่งเรือง หรือแม้กระทั่งการเกิดกรุงศรีอยุธยา เป็นต้น สุดท้ายศรีเทพก็กลายเป็นเมืองร้างและหมดความสำคัญลงไป

ศรีเทพในวันที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

อ.เรวัตร กล่าวว่า ใครที่เคยไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จะรู้ว่าศรีเทพเป็นพื้นที่ที่มีความดั้งเดิมสูงมาก เนื่องจากค่อนข้างห่างไกล จึงไม่ได้ถูกรบกวนจากภายนอกเท่าใดนัก แม้ปัจจุบันจะมีชาวบ้านอยู่อาศัยแต่ก็เบาบาง ทำให้ยังคงความดั้งเดิมไว้สูงมาก

ศรีเทพยังมีข้อมูลอีกจำนวนมากที่รอการค้นพบหรือค้นพบหรือการศึกษา ขนาดข้อมูลที่มีถือเป็นส่วนน้อยแต่ยังมีคุณค่ามากพอจนกระทั่งยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

ศรีเทพเป็นแนวทางและตัวอย่างว่าพื้นที่ทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีอีกมากในประเทศไทยยังมีคุณค่าทางการศึกษาอยู่ ก่อนหน้านี้ศรีเทพก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไร โบราณสถานก็มีน้อย แต่น้อยเพราะยังไม่ได้ทำการศึกษา

เมื่อเรามีเทคโนโลยีใหม่ มีภาพจากดาวเทียม ก็ตื่นตะลึงไปตาม ๆ กันว่าศรีเทพมีขนาดใหญ่เพียงใด แหล่งประวัติศาสตร์เช่นนี้จึงเป็นที่เก็บข้อมูลจำนวนมากเอาไว้ ให้ศึกษาต่อไปในอนาคต นั่นคือความสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...