โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“ส.ขอนแก่น” กางแผนลงทุน ขยายฟาร์มหมู-บุกตลาดสด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.ย 2566 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2566 เวลา 02.38 น.
จรัญพจน์ รุจิราโสภณ

ส.ขอนแก่นกางแผนลงทุนทุ่ม 600 ล้าน ลงทุนธุรกิจฟาร์มหมู เพิ่มฐานการผลิต รุกตลาดร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม-เจาะตลาดสด นำสินค้ากลุ่มหมูยอ-ลูกชิ้น ภายใต้แบรนด์กันเอง เล็งเจาะกลุ่มร้านอาหารมากขึ้น พร้อมเตรียมออกสินค้าใหม่เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ลุยตลาดต่างประเทศ บุกจีน อเมริกา ยุโรป เกาหลี

นายจรัญพจน์ รุจิราโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศ บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SORKON ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ เปิดเผยถึงแผนการลงทุนและการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังปี 2566 ในงาน Opportunity Day (22 ก.ย.) ว่า สำหรับการลงทุนในปีนี้ไปจนถึงสิ้นปีหน้า บริษัทได้วางงบฯลงทุนไว้ 600 ล้านบาท โดยจะใช้ลงทุนในธุรกิจฟาร์มหมูเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันได้มีการเริ่มขยายพื้นที่ฟาร์มที่มีอยู่เดิม ให้มีพื้นที่มากขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 นอกจากนี้เพื่อรองรับอัตราการเติบโตของจำนวนหมูขุนในอนาคต บริษัทก็ได้เตรียมมองหาพื้นที่ในการลงทุนฟาร์มใหม่ด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจอาหารแปรรูปจากเนื้อสุกร ในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มมีสินค้าที่เป็นกลุ่มแพ็กไซซ์ใหญ่ ๆ ในกลุ่มอาหารพื้นเมืองไทยภายใต้แบรนด์ ส.ขอนแก่น หมูดี บ้านไผ่ ห้วยแก้ว และหมูแชมป์ ออกมามากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ และในส่วนของกลุ่มขนมขบเคี้ยวภายใต้แบรนด์อองเทร่ (ENTREE) ในกลุ่มหมูแผ่นก็จะมีการออกสินค้าใหม่ 2 รายการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาส 4 ได้เป็นอย่างดี โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป

ส่วนของธุรกิจร้านอาหาร quick service restaurant (QSR) ช่วงครึ่งปีหลังก็จะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ๆ มากขึ้น จากที่ปัจจุบันมีแบรนด์ร้านอาหารอยู่ในเครือ 2 แบรนด์ อาทิ ร้านแซ่บคลาสสิก 11 สาขา และร้านขาหมูยูนนาน 12 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ก็มีแผนจะลงทุนเครื่องจักรใหม่สำหรับการผลิต เพื่อรองรับช่องทางการส่งออกในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทก็มีแผนขยายธุรกิจเข้าสู่ช่องทางการขายในรูปแบบร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมและตลาดสดมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เริ่มมีการกระจายสินค้าในกลุ่มหมูยอ ลูกชิ้น ภายใต้แบรนด์ “กันเอง”เข้าไปในตลาดสดบ้างแล้ว รวมถึงมีแผนกระจายกลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยว ออกนอกจากห้าง หรือร้านค้าโมเดิร์นเทรดเพิ่มเติม โดยจะเจาะกลุ่มไปยังร้านอาหารต่าง ๆ ร้านโชห่วยมากขึ้นซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกดิสทริบิวเตอร์ที่จะช่วยในการกระจายสินค้า

สำหรับตลาดต่างประเทศ มีแผนเจาะตลาดต่างประเทศ อาทิ ในกลุ่มสินค้าไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปลาต่าง ๆ และเพิ่มฐานการผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีตลาดหลักที่บริษัทสนใจ ได้แก่ จีน อเมริกา ยุโรป เกาหลี เป็นต้น จากเดิมที่การขายสินค้าในต่างประเทศ จะอยู่ในโซนไชน่าทาวน์ ประเทศอเมริกาหรือยุโรป โดยจะเน้นเจาะตลาดร้านค้า ร้านอาหารไทยในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากมีความต่อเนื่องในการซื้อสินค้าสม่ำเสมอมากกว่า

ขณะที่กลุ่มอีคอมเมิร์ซในปีนี้มีแผนขยายตลาดเพิ่มเติม โดยจะเจาะไปยังกลุ่มลูกค้า B2B ร้านค้ารายย่อยต่าง ๆ มากขึ้น โดยจะใช้ช่องทาง TikTok ในการทำการประชาสัมพันธ์ โฆษณากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ และกระตุ้นให้คนท้องถิ่นและคนไทยในต่างประเทศสนใจและซื้อผลิตภัณฑ์ของ ส. ขอนแก่นมาบริโภคหรือนำมาประกอบอาหารมากขึ้น รวมทั้งในช่วงไตรมาส 4 บริษัทก็จะมีการลอนช์โปรแกรมใหม่ ที่จะมาช่วยกระตุ้นยอดขายในบางช่องทางของบริษัทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2566 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของยอดขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด และการจัดโปรโมชั่นร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรด ขณะที่ธุรกิจฟาร์มสุกรมียอดขายลดลง 18.63% เนื่องจากราคาตลาดของสุกรมีการปรับตัวลดลง ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายกลุ่มอาหารแปรรูปจากเนื้อสุกรคิดเป็นสัดส่วน 55% ของรายได้จากการขาย มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 13.12% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปคิดเป็นสัดส่วน 32% ของรายได้จากการขาย มีอัตราการเติบโตลดลง 5.77% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่กลุ่มงานฟาร์มสุกรคิดเป็นสัดส่วน 11% ของรายได้จากการขาย มีอัตราการเติบโตลดลง 19.62% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่มงานร้านอาหาร QSR คิดเป็นสัดส่วน 2% ของรายได้จากการขาย มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 4.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงเดินหน้าขยายช่องทางการขายใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง และจะเน้นการบริหารจัดการภายใน อาทิ เพิ่มการจัดเก็บสต๊อกวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสม รวมทั้งปรับโครงสร้างราคาให้เหมาะสม เพื่อบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงเตรียมวางแผนกลยุทธ์ใหม่ ๆ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งนี้มั่นใจว่าจากแผนการลงทุน และทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ไป จะส่งผลให้มีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าในช่วงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน” นายจรัญพจน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...