โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ราคายางใกล้แตะ 50 บาท/กก. กระทบโรงงานน้ำยางข้นต้นทุนพุ่ง-จ่อปิดตัว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ย 2566 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2566 เวลา 01.16 น.

ราคายางพาราปรับตัวใกล้แตะ 50 บาท/กก. กระทบโรงงานอุตสาหกรรมผลิต “น้ำยางข้น” มีแนวโน้มปิดตัวเพิ่ม เหตุต้นทุนสูง โรงงานถุงมือยางธรรมชาติซื้อน้อย หันไปใช้ยางสังเคราะห์มากกว่า ด้านปริมาณน้ำยางสดหดหายไปกว่า 50% จากโรคยางใบร่วง ส่งผลให้ยางพาราปรับตัวสูงขึ้น

แหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ยางพาราปรับตัวดีขึ้นครั้งละ 1-2 บาท/กก. โดยราคาน้ำยางสดขยับจากปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 43-44 บาท/กก. เป็น 47-48 บาท/กก. ยางแผ่นดิบมีการปรับราคาขึ้น บางพื้นที่ขยับจากปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 44 บาท/กก. เป็น 45-47 บาท/กก.

ส่วนยางรมควันขยับจากปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 48 บาท/กก. เป็น 50-51 บาท/กก. สำหรับราคาน้ำยางข้นได้ปรับตัวขึ้นมาจากเดิมที่ 43 บาท/กก. ได้ปรับเป็น 47 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับการซื้อขายของแต่ละราย แต่ยังไม่คล่องตัว

เนื่องจากไม่มีน้ำยางสดปั่นเป็นน้ำยางข้น และน้ำยางข้นไม่สามารถส่งขายโรงงานแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางได้ เนื่องจากตลาดถุงมือยางค่อนข้างจะซบเซา เพราะเมื่อโควิด-19 คลี่คลาย กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกานิยมใช้ถุงมือยางสังเคราะห์ คือ ยางไนไตรล์ (nitrile rubber) มากกว่าถุงมือยางธรรมชาติ

ขณะที่ปริมาณน้ำยางสดลดน้อยลงกว่า 50% ส่งผลกระทบให้ตอนนี้โรงงานอุตสาหกรรมน้ำยางข้นต่างประสบภาวะขาดทุน โดยโรงงานระดับเอสเอ็มอีหลายแห่งต่างทยอยปิดตัวชั่วคราว หลายรายเดินเครื่องจักรเพียงครึ่งเดียว และบางรายพยามยามเดินเครื่องไปจนถึงสิ้นปี 2566 และมีแนวโน้มว่าจะปิดตัวลงชั่วคราวอีกเช่นกัน

“2 สัปดาห์ก่อนหน้าราคาน้ำยางข้นในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ 980 เหรียญ/ตัน และปรับตัวขึ้นมา 1,080 เหรียญ/ตัน ตามราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แต่ราคาน้ำยางข้นที่เสนอขายสูงขึ้นตลาดไม่ตอบรับกลับเงียบ ไม่มีใครซื้อจึงต้องเสนอขายราคาต่ำ เพราะยางในตลาดเพื่อนบ้านต่างประเทศก็ขายในราคาต่ำ เช่น ทั้งอินโดนีเซีย เมียนมา เวียดนาม”

สำหรับสาเหตุที่น้ำยางสดปริมาณน้อย มาจาก 1.ยางพาราเกิดโรคยางใบร่วงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำยางสดหายไป 50% ประกอบกับไม่สามารถกรีดได้ตามปกติเนื่องจากฝนตกหนัก และส่วนหนึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวทุเรียน มังคุด มีการโค่นยางพาราปลูกทุเรียน

และที่สำคัญตอนนี้สวนยางพาราขาดแคลนแรงงานมาก บางพื้นที่ 100,000 ไร่ ขาดแคลนถึง 70% น้ำยางสดเหลือ 20,000 กก. บางพื้นที่น้ำยางสดกรีดได้ 40,000 กก./วัน เหลือประมาณ 2,000-3,000 กก./วัน

ทางด้าน นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ เกษตรกรกลุ่มทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราส่งออกต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตลาดโลกซื้อขายล่วงหน้ายางพารา ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาระยะหนึ่ง ส่งผลให้ตลาดซื้อขายยางพาราปรับตัวขึ้นตาม

เนื่องจากปริมาณน้ำยางน้อย ทำให้น้ำยางสดบางพื้นที่ขึ้นไปถึง 45 บาท/กก. ยางรมควัน 50-51 บาท/กก. ส่งผลโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา ไม่มีสินค้าที่จะเดินเครื่องผลิต และราคาปรับตัวยังไม่ปรับตัวหวือหวาเท่าที่ควร

บางพื้นที่น้ำยางสดเคลื่อนไหวอยู่ที่ 42 บาทเศษ/กก. ก็สามารถทำยางแผ่นดิบแปรรูปเป็นยางรมควันได้ เพราะยางรมควันราคา 50-51 บาท/กก. มีส่วนต่าง 5 บาท/กก. แต่บางพื้นที่ราคาน้ำยางสด ราคา 47 บาท/กก. ไม่สามารถแปรรูปเป็นยางรมควันได้

เพราะส่วนต่างเพียง 3 บาท/กก. ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะการแปรรูปทำยางรมควัน มีค่าแรงงาน ค่าวัตถุดิบอื่น ๆ และค่าบริหารจัดการ 5 บาท/กก. จะขาดทุน 2 บาท/กก.

“ยางพาราที่ไปได้ คือยางรมควัน ยางแท่ง เบอร์ 20 ยางก้อนถ้วย ส่วนน้ำยางข้นชะลอตัวไปเหลือประมาณ 40%”

นายกัมปนาทกล่าวอีกว่า ทิศทางยางพาราแม้ว่าจะปรับตัวขึ้นแต่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะปรับขึ้นอยู่ในระยะยาวหรือว่าระยะสั้น ตอนนี้ทางโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิตสินค้าตามออร์เดอร์เท่านั้น เพราะยังมีความเสี่ยงสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้ง จ.สงขลา จ.พัทลุง ชาวสวนยางพาราต่างเร่งกรีดยางพารา จากที่ปกติกรีด 1 วัน หยุด 1 วัน หรือกรีด 2 วัน หยุด 1 วัน และกรีด 3 วันหยุด 1 วัน ปรากฏว่าชาวสวนยางพาราบางกลุ่มกรีด 5 วัน หยุด 1 วัน โดยให้เหตุผลว่า ในช่วงยางพาราปรับตัวขาขึ้นต้องรีบกรีดให้ถี่ขึ้นเพื่อสร้างรายได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...