หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Kujiang (Beijing Kinging Holdings Limited)
ประพันธ์โดย :夜行月(Yèxíng yuè)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลภาษาไทยโดย :Half Pen(ชาลี บุญล้อม)
พิสูจน์อักษร :เบญญา แสงคล้าย สิริลักษณ์ บารมี
ณ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กน้อยหลายสิบคนพยายามดูดกลืนแสงจันทร์เพื่อการบำเพ็ญ…
แต่ห่างไปไม่ไกลกลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังมองไปด้วยความอิจฉาและปราถนาจะเป็นอย่างพวกเขา
“…เขาก็คือ ‘เจียงอวิ๋น’ เด็กชายกำพร้าที่หัวหน้าหมู่บ้านเก็บมาเลี้ยงจนอายุได้ 16 ปีแล้ว…”
หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเจียง คนของหมู่บ้านเฟิงมักจะมาก่อกวนและพยายามจับเขาอยู่บ่อยครั้ง
“…เจียงอวิ๋น อีกห้าปีให้หลังข้าจักต้องฆ่าเจ้าให้ได้! หากเจ้าบังอาจหนี
ข้าจักทำให้พวกเจ้าหมู่บ้านเจียงของเจ้าต้องถูกฝังไปด้วย!…”
คำขู่นั้นยังคงกังวาลอยู่ในหูของเจียงอิ๋น เขาจึงปราถนาเข้าสู่หนทางแห่งการการบำเพ็ญมรรค! ให้ได้
หนทางที่เขาจะบำเพ็ญได้… คือไปสู่ “นิกายแสวงมรรค!”
…ทว่ายามที่เขาไปถึงกลับต้องพบข่าวร้ายที่ว่า
เขานั้นไร้หัวใจมรรค ไร้วิญญาณมรรค กายามรรคไม่เปิด
หากไร้ซึ่งสามสมับติพื้นฐานแล้วเขาจะทำอย่างไร?
ยามที่เขากำลังถอดใจ…กลับมีคนมอบโอกาสอันใหญ่หลวงให้เขา
บัดนี้โชคชะตายังเข้าข้างเขาอยู่บ้าง และเขาก็จะได้เริ่มก้าวแรกบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคแล้ว
“ปู่วางใจเถอะอีกห้าปีให้หลัง ข้าจะต้องกลับมาแน่ เมื่อนั้นข้าไม่เพียงแต่จะสังหารเจ้าเฟิงอู๋จี้ แต่ข้าจะพาพวกปู่ออกจากที่นี่ด้วย!”
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ตีมหาค่ายกลแตก
แม้ว่าเจียงอวิ๋นจะตัดสินใจใช้อักขระที่เกือบจะโปร่งใสเหล่านี้ไปลองปลดผนึกรอยปาน ทว่าก่อนหน้านั้น เขาก็ยังไปขอคำชี้แนะจากพวกเสว่เผาก่อนสักเล็กน้อย
จึงได้รู้ว่าอักขระเหล่านี้มีนามว่า อักขระแห่งมหามรรค เรียกอย่างง่ายว่าอักขระมรรค
ในฐานะที่เป็นรูปแบบการปรากฏตัวของมรรค อักขระมรรคจึงมิได้เป็นตัวแทนของมรรคเพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่สามารถรวมตัวกันกลายเป็นมรรคทุกชนิดได้
ปกติแล้ว เมื่อนักพรตบรรลุมรรคได้ หรือก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแสวงมรรคสามระดับได้แล้ว ก็จะต้องเผชิญกับทัณฑ์มรรค และได้ข้องเกี่ยวกับอักขระมรรค
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงล้ำพิสดารบางคน ยังสามารถใช้อักขระมรรคเป็นพลังชนิดหนึ่งสำหรับปล่อยวิชาอาคมได้ด้วย!
วิชาอาคมที่ใช้ออกด้วยอักขระมรรค มันจะมิใช่วิชาอาคมธรรมดาทั่วไปอีก และก็มิใช่วิชามรรคด้วย แต่ถูกเรียกขานว่า อาคมมรรค!
กล่าวโดยง่ายก็คือ มันมีทั้งพลังมรรคและพลังแห่งกฎเกณฑ์
อานุภาพของอาคมมรรค มันใหญ่หลวงเสียจนเจียงอวิ๋นในตอนนี้ยังไม่สามารถจินตนาการได้ เอาเป็นว่าการทำลายหนึ่งพิภพจักกลายเป็นเรื่องง่ายราวกับพลิกฝ่ามือหากใช้อาคมมรรค
ทว่าอักขระมรรคที่ต้องใช้ในการปล่อยอาคมมรรค มันมิได้เหมือนกับพลังปราณที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของนักพรต แต่มันเกิดขึ้นในทุกสรรพสิ่งทั่วหล้าฟ้าดิน
ส่วนผู้ที่ได้พบกับทัณฑ์มรรคตั้งแต่ในระดับถ้ำสวรรค์
อีกทั้งยังกล้าช่วงชิงอักขระมรรคมาจากเมฆทัณฑ์โดยตรงในระหว่างที่กำลังผจญทัณฑ์อยู่ แล้วยังเก็บเข้ามาในร่างกายเหมือนกับเจียงอวิ๋นนั้น พวกเสว่เผาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจียงอวิ๋นในตอนนี้จะสามารถนำอักขระมรรคเหล่านี้มาใช้ทำอะไรได้บ้าง
เมื่อฟังคำอธิบายของฝูงชนจบแล้ว เจียงอวิ๋นก็ยิ้มเจื่อนอย่างอดไม่ได้
ตนสามารถแย่งชิงสิ่งของที่ล้ำค่าและทรงพลังอย่างมากมาได้จริงๆ ทว่าเจ้าสิ่งนี้เหมือนจะยังมิใช่สิ่งที่ตนในตอนนี้สามารถใช้งานได้อย่างสิ้นเชิง
“ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อพยายามไปตั้งมากขนาดนั้นเพื่อชิงมันมาแล้ว อย่างน้อยก็ต้องลองทำอะไรกับมันดูสักหน่อย!”
เจียงอวิ๋นมีนิสัยดื้อรั้น ย่อมไม่มีทางยอมแพ้เพียงเพราะคำอธิบายของพวกเสว่เผาอยู่แล้ว
หลังจากสงบใจลงแล้ว เจียงอวิ๋นก็ปลดปล่อยจิตสำนึกอย่างเต็มกำลัง แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายมากมายนับไม่ถ้วน เริ่มไปลองควบคุมอักขระมรรคเหล่านี้ บีบให้พวกมันมุ่งตรงไปยังผนึกรอยปานบนแผ่นหลัง
แต่น่าเสียดาย แม้แต่พลังของผนึกนั่นก็ยังไม่อาจแตะต้องอักขระมรรคเหล่านี้ได้เลย จิตสำนึกของเจียงอวิ๋นจึงยิ่งไม่มีทางทำได้
หลังจากทดลองดูหลายครั้ง เจียงอวิ๋นก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดที่จะใช้พวกมันไปปลดผนึก เก็บจิตสำนึกกลับไป
ทว่าเมื่อเห็นอักขระมรรคเหล่านี้แหวกว่ายไปทั่วตัวโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว มันก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจอยู่บ้างเหมือนกัน
ตนเสี่ยงตายขนาดนั้นถึงจะสามารถแย่งชิงอักขระมรรคมาได้ แต่บัดนี้พวกมันกลับไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของตน ทั้งยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้เลยด้วย นับว่าสูญเปล่าอย่างสมบูรณ์
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ บัดนี้อักขระมรรคเหล่านั้นมันยังมาแหวกว่ายอยู่ในร่างกายของตนตามอำเภอใจอีกด้วย
แม้ตอนนี้จะยังไม่รู้สึกถึงอันตรายใดๆ แต่จะปล่อยให้มันอยู่ภายในร่างกายของตนด้วยสภาพเช่นนี้ไปตลอดไม่ได้อยู่ดี
ในตอนที่เจียงอวิ๋นกำลังหมดหนทางอยู่นั้น อักขระมรรคตัวหนึ่งก็เข้าไปในเพลิงชีวันของเขาโดยมิได้ตั้งใจ!
“ฟู่ว!”
เพลิงชีวันนั้นราวกับถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง อยู่ๆ เปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นจนใหญ่โตอย่างกะทันหัน ห่อหุ้มอักขระมรรคตัวนั้นเอาไว้
เมื่อถูกเพลิงชีวันแผดเผา อักขระมรรคที่เดิมทีไม่สามารถควบคุมได้เลยกลับสงบลง ทั้งยังมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปอย่างไร้ร่องรอยในที่สุด ราวกับถูกไฟเผาจนกลายเป็นความว่างเปล่าก็ไม่ปาน!
และเมื่ออักขระมรรคตัวนี้หายไป อักขระมรรคตัวอื่นๆ ก็ราวกับเป็นแมวที่ได้กลิ่นปลาก็ไม่ปาน พากันเปลี่ยนทิศทางพุ่งไปหาเพลิงชีวันของเจียงอวิ๋นทันที
ให้ความรู้สึกราวกับว่า พวกมันกลายเป็นแมลงเม่าที่บินเข้าไปหาเรื่องฆ่าตัวตายอยู่ชัดๆ
แต่เจียงอวิ๋นก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลยเช่นกัน
ยกเว้นว่าตนจะยอมตายอีกครั้งเพื่อดับเพลิงชีวันลงไป มิฉะนั้นตนจะไม่มีทางหยุดการฆ่าตัวตายของพวกอักขระมรรคเหล่านี้ได้เลยอย่างสิ้นเชิง
ในที่สุด อักขระมรรคทั้งหมดก็ถูกเพลิงชีวันแผดเผาจนมอดไหม้หมดสิ้น สลายกลายเป็นความว่างเปล่า
ผลลัพธ์นี้ ทำให้เจียงอวิ๋นที่เป็นคนใจเย็นมาโดยตลอดยังอดสบถคำด่าหยาบคายออกมามิได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขาลองกระตุ้นเพลิงชีวันของตัวเองขึ้นมา ก็พบว่ามันมิได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้นเลยอย่างสิ้นเชิง จึงได้แต่ทำใจว่าครั้งนี้ตนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำทิ้งเสียแล้ว มิได้อะไรตอบแทนกลับมาเลย
เพราะความเดือดดาล เจียงอวิ๋นจึงไม่ไปสนใจอักขระมรรคอีกเลย เริ่มไปไตร่ตรองเกี่ยวกับพลังแห่งหุนตุ้นกับมรรคแห่งเบญจธาตุที่สัมผัสได้จากในทัณฑ์มรรคอย่างจริงจัง
ต้องยอมรับว่าการปรากฏของทัณฑ์มรรค มันถือเป็นอาจารย์ชั้นยอดสำหรับเจียงอวิ๋นที่เพิ่งจะสร้างถ้ำสวรรค์เบญจธาตุขึ้นมาได้เลย ทำให้เจียงอวิ๋นเข้าใจในมรรคแห่งเบญจธาตุมากยิ่งขึ้นด้วยวิธีการสอนแบบ “แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่าง”
โดยเฉพาะความหนาหนักที่สามารถส่งผลกระทบต่ออากาศซึ่งแผ่ออกมาจากพลังแห่งดิน มันทำให้เขารู้สึกสนใจสุดขีด ดังนั้นเขาจึงทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการศึกษาขัดเกลาพลังแห่งเบญจธาตุอย่างสมบูรณ์
และเมื่อเจียงอวิ๋นเข้าฌาน เวลาก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน แต่ในตอนนี้เอง อยู่ๆ เพลิงชีวันของเขาก็เกิดการเคลื่อนไหวอย่างพิสดารขึ้นมา!
ในส่วนลึกของเพลิงชีวัน มีตรวนทองขนาดเท่าเล็บมือปรากฏขึ้นมารางๆ!
และตรงรูกุญแจของตรวนทองอันนั้น สามารถมองเห็นได้รางๆ ว่า กำลังมีอักขระมรรคที่ถูกเพลิงชีวันแผดเผาจนหายไปก่อนหน้านี้พรั่งพรูออกมา กลับมาอยู่ในร่างกายเจียงอวิ๋นใหม่อีกครั้ง
การปรากฏขึ้นอีกครั้งของอักขระมรรค ย่อมต้องทำให้เจียงอวิ๋นหลุดจากสมาธิ แต่ไม่ว่าเขาจะครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อักขระมรรคเหล่านี้มิได้แหวกว่ายไปทั่วร่างกายของเจียงอวิ๋นอย่างไร้จุดหมายเหมือนก่อนหน้านี้ แต่พวกมันเหมือนกับมีความคิดเกิดขึ้นมาแล้ว และก็เหมือนกับมีคนคอยชักนำก็ไม่ปาน พวกมันทยอยกันไหลไปในตันเถียนของเจียงอวิ๋นอย่างเป็นระเบียบ
ต่อจากนั้น อักขระมรรคเหล่านี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นเกล็ดดอกไม้ โปรยปรายลงสู่ทะเลมรรค ร่วงหล่นลงในภูเขาหนึ่งแสนไพศาล
กระทั่งบนผิวของร่างมรรคทั้งสามก็ยังมีอักขระมรรคจำนวนหนึ่งกระจายอยู่
“นี่มัน…”
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เจียงอวิ๋นฉงนงุนงง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี
เพราะเขาเองก็ลองพยายามควบคุมมันดูอีกครั้งแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเคย
ในที่สุด เมื่ออักขระมรรคทั้งหมดตกลงไปในตันเถียนของเจียงอวิ๋นแล้ว ก็มีเสียง “วูม วูม วูม” ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
อักขระมรรคเหล่านี้สั่นไหวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังส่องประกายขึ้นมาด้วย!
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบหนึ่งเค่อจง เมื่อประกายแสงหายไปแล้ว ตันเถียนของเจียงอวิ๋นสงบลงแล้ว อักขระมรรคเหล่านั้นก็หายไปอีกครั้ง!
ทว่าเจียงอวิ๋นกลับรู้ว่า ครั้งนี้อักขระมรรคมิได้หายไปไหน แต่มันสลักลึกลงไปในตันเถียนของตนราวกับประทับตราเอาไว้ก็ไม่ปาน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งภายในตันเถียน ไม่มีวันหายไปตลอดกาล
“วูม!”
ขณะเดียวกัน กลิ่นอายอันทรงพลังหลายสายก็แผ่ออกมาจากบนร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้พวกเสว่เผาตื่นตกใจ หันขวับมามองทางเจียงอวิ๋นด้วยความงุนงงทันที
เจียงอวิ๋นเองก็ค่อยๆ ลืมตาพร้อมลุกขึ้นยืน ภายในดวงตาทั้งสองข้างมีอักขระมรรคหลายตัวปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะหายไปเช่นกัน!
แต่วินาทีที่เขายืนขึ้นมานั้น ภาพที่พวกเสว่เผามองเห็น ก็มีอยู่เสี้ยวพริบตาหนึ่งที่เงาร่างของเจียงอวิ๋นหายไป แทนที่ด้วยอักขระมรรคมากมายนับไม่ถ้วน!
แม้จะเพียงแวบเดียวก่อนที่เงาร่างของเจียงอวิ๋นจะปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาใหม่อีกครั้ง แต่ภาพที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้พวกเขาเกิดความตื่นตกใจขึ้นอย่างรุนแรง!
เจียงอวิ๋นในเสี้ยวพริบตานั้น ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับว่า นั่นมิใช่เจียงอวิ๋น แต่เป็น…มรรค!
ยิ่งไปกว่านั้น บนร่างกายของเจียงอวิ๋นยังแผ่กลิ่นอายที่ทำให้พวกเขา หรือกระทั่งทุกสรรพสิ่งในทั่วหล้าฟ้าดินต่างก็ปรารถนาถึงขีดสุดออกมา กลิ่นอายแห่งมรรค!
Kawebook พร้อมเสริฟนิยายสนุก ๆ อีกมากมาย
จะสายมันส์ สายหวาน ก็มีอีกเพียบ!
อัพเดตเร็วดี ตอนฟรีมากกว่า
อ่านเลย >>>http://kawebook.co/3ld2
ติดตัวมาแต่กำเนิด
เล่มที่ 1 บทที่ 2 ติดตัวมาแต่กำเนิด
บ้านเล็กในเวลานี้ประหนึ่งแดนเซียนก็ไม่ปาน หมอกไอรายล้อม ทั้งยังมีกลิ่นหอมลอยเตะจมูก เพราะตรงกลางบ้านได้มีถังไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนกองไฟ มองเห็นพืชพรรณกระดูกสัตว์กองหนึ่งจากในนั้นรางๆ
นี่ไม่ใช่การอาบน้ำทั่วไป แต่เป็นการอาบยาสมุนไพร
บนขอบถังไม้ขนาดใหญ่นั้นมีชายชราผมขาวหลังค่อมกำลังยืนหรี่ตาถือท่อนไม้ คอยคนน้ำที่มีไอร้อนลอยคุกรุ่น
เจียงอวิ๋นมองดูเงาร่างของชายชรา ในใจบังเกิดความอบอุ่นขึ้นมา คนผู้นี้ก็คือปู่ของเขา เจียงว่านหลี่ เป็นเพราะปู่เลยเขาถึงยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้
“ปู่!” เจียงอวิ๋นส่งเสียงตะโกนเรียกเจียงว่านหลี่ จากนั้นก็ถอดหนังสัตว์บนตัวออก เดินไปทางถังไม้
เมื่อไร้ซึ่งหนังสัตว์ปกปิด ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บนร่างกายอันกำยำล่ำสันของเจียงอวิ๋น มีรอยแผลเป็นนับหลายร้อยสายกระจายอยู่เต็มตัว ดูน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย
โดยเฉพาะรอยแผลเป็นที่อยู่บนกลางหลัง หากมองจากไกลๆ จะพบว่ารอยแผลเหล่านั้นเหมือนจะเรียงกันเป็นตัวอักษรตัวหนึ่งนั่นคือ ตัวอวิ๋น (云) !
ในส่วนลึกของภูเขา เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ภัยอันตรายรายล้อมรอบด้าน การอยู่ในนั้นเป็นประจำ ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับสัตว์ร้ายเหล่านั้นได้ จึงไม่แปลกที่บนตัวเจียงอวิ๋นจะมีรอยแผลเป็นมากมายเพียงนี้ แต่มีเพียงรอยบนแผ่นหลังไม่กี่รอยนี้เท่านั้นที่เป็นปานติดตัวแต่กำเนิด เป็นเพราะปานนี้เองที่ทำให้เจียงว่านหลี่ตั้งนามให้เขาว่าเจียงอวิ๋น
เรื่องอาบน้ำเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเจียงอวิ๋น เพราะนับแต่ที่เขาเริ่มรู้ความ เขาก็มักจะต้องอาบน้ำยาสมุนไพรเช่นนี้เป็นพักๆ อยู่แล้ว
แม้การอาบน้ำยาสมุนไพรจะฟังดูเป็นเรื่องที่สบายอย่างมาก แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการกระตุ้นร่างกายอย่างรุนแรงของฤทธิ์ยาชนิดต่างๆ ที่อยู่ในพืชพรรณกระดูกสัตว์ทั้งหลายที่ใช้อาบเลย เพียงการเข้าไปแช่อยู่ในน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปทำได้แล้ว
เจียงอวิ๋นจำได้แม่นยำว่าครั้งแรกที่ตนอาบน้ำยาสมุนไพร เขาตกใจจนส่งเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายออกมา คิดว่าปู่จะจับเขาต้มกินเสียอีก
ยังดีที่เขาทนผ่านมาได้ เพราะเขารู้ว่านี่เป็นความตั้งใจของปู่ จุดประสงค์ก็เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เขา
แม้เขาจะไม่อาจบำเพ็ญ ทว่าการอาบน้ำยาสมุนไพรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ทำให้ร่างกายของเขามิเพียงแต่ไม่อ่อนแอ กลับยังแข็งแกร่งเหนือคนรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนไม่น้อยไปหลายเท่า
เจียงอวิ๋นหลับตาลง แช่ลงไปในน้ำทั้งตัว กระทั่งส่วนศีรษะก็ดำลงไปในน้ำด้วย สัมผัสกับความร้อนของน้ำและฤทธิ์ยาชนิดต่างๆ ที่กระตุ้นร่างกายของตนอย่างต่อเนื่อง
จนเมื่อผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว ข้างหูของเจียงอวิ๋นถึงได้มีเพียงเสียงของปู่ดังขึ้นอย่างชัดเจน “หนูน้อยอวิ๋น เจ้าอยากบำเพ็ญไหม?”
เกิดเสียง “ซูม” ดังขึ้น เจียงอวิ๋นแทบจะดีดตัวออกจากผิวน้ำ มองทางปู่ด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึง ตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
แม้เจียงอวิ๋นจะไม่เคยออกจากภูเขาหนึ่งแสนไพศาลมาก่อน ทว่าเขารู้ ด้านนอกภูเขานั้นยังมีฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่า และในโลกอันกว้างใหญ่นี้ มีทั้งเผ่ามนุษย์ เผ่าอสูร เผ่าผีสาง หมื่นเผ่าพันธุ์คงอยู่ร่วม แต่ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใด ทั้งหมดล้วนให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญ
ประโยชน์ของการบำเพ็ญ สามารถเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งได้ หรือถึงขนาดเปลี่ยนฟ้าเรียกฝน หนึ่งก้าวขึ้นสู่ฟ้า และอาจถึงขั้นเป็นอมตะ ไม่แก่ไม่เฒ่า อายุขัยเดียวกับฟ้าดิน
เขาปรารถนาการบำเพ็ญอยู่แล้ว!
ทว่าเขาเคยถามปู่แล้ว ไม่เพียงแค่ครั้งเดียว แต่สุดท้ายปู่กลับบอกเพียงว่าร่างกายของเขาแตกต่างออกไป จึงไม่อาจบำเพ็ญได้ แต่ไฉนวันนี้ ปู่ถึงได้เอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้เล่า?
หรือว่าปู่จะค้นพบวิธีที่ทำให้เขาสามารถบำเพ็ญได้แล้ว?
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นตะลึง เจียงว่านหลี่จึงหรี่ตาเล็กลงจนกลายเป็นขีด
“อยาก!”
เจียงอวิ๋นส่งเสียงออกมาได้ไม่ทันไร เจียงว่านหลี่ก็ถามกลับทันที “เช่นนั้นเจ้าบำเพ็ญไปเพื่ออะไร?”
เจียงอวิ๋นเงียบลง
เพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าไฉนตนจึงยึดติดกับการบำเพ็ญเพียงนี้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น? เพื่ออายุยืนไม่แก่ไม่ตาย? เหมือนจะไม่ใช่เหตุผลเหล่านี้เลย
นับแต่ที่เขาเริ่มจำความได้ ในยามที่เขายังไม่รู้ว่าการบำเพ็ญคือสิ่งใด ในใจเขาก็เหมือนจะมีความคิดอยากบำเพ็ญอยู่ก่อนแล้ว
มีมาแต่กำเนิด ตั้งแต่เกิดก็มีแล้ว!
เห็นได้ชัดว่าเจียงว่านหลี่รู้ความคิดของเจียงอวิ๋น จึงไม่จำเป็นต้องให้เขาตอบคำถาม แย้มยิ้มอย่างใจดีแล้วกล่าวว่า “เอาละ หนูน้อยอวิ๋น หากเจ้าปรารถนาที่จะบำเพ็ญจริงๆ ละก็ เช่นนั้น…”
“ตูม!”
ทันใดนั้น พลันมีเสียงดังสนั่นดังมาจากไกลๆ ขัดคำพูดของเจียงว่านหลี่ไปทันที
“คนของหมู่บ้านเฟิงมาอีกแล้ว!”
เจียงว่านหลี่เหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก สีหน้าพลันเย็นชาลง ในดวงตาที่หรี่ลงคู่นั้นพลันมีประกายแสงสองสายปะทุออกมา หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้ก็หันร่างเดินออกจากบ้านไปทันที
เทียบกับเจียงว่านหลี่ สีหน้าของเจียงอวิ๋นก็เปลี่ยนไปบูดบึ้งยิ่งกว่า เขาไม่ได้โกรธที่คำพูดของปู่ถูกขัด แต่เป็นเพราะเขารู้ว่า เป้าหมายของหมู่บ้านเฟิงที่ว่า คือตัวเขานั่นเอง
ภูเขาหนึ่งแสนไพศาล มีพื้นที่กว้างขวางสุดขีด นอกจากหมู่บ้านเจียงแล้ว ในที่นี้ยังมีหมู่บ้านน้อยใหญ่อีกมากมายอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ระหว่างหมู่บ้านจะไม่ถือว่าเป็นมิตรต่อกัน แต่อย่างน้อยก็ต่างคนต่างอยู่ อาจจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นบางครั้งคราวเท่านั้น
หมู่บ้านเฟิง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านเจียงที่สุด มีความแข็งแกร่งโดยรวมเหนือกว่าหมู่บ้านเจียงเล็กน้อย
เพราะทั้งสองฝั่งมีอาณาเขตติดกันจึงเกิดความขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ล้วนเป็นเพียงความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ทว่า นับตั้งแต่เมื่อสิบหกปีก่อน หลังจากที่เจียงอวิ๋นมายังหมู่บ้านเจียงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสองหมู่บ้านกลับค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ในสมัยที่เจียงอวิ๋นยังเยาว์วัย หมู่บ้านเฟิงมักจะหาข้ออ้างมาก่อกวนหมู่บ้านเจียงอยู่บ่อยครั้ง เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการจับตัวเจียงอวิ๋น
ส่วนสาเหตุที่อีกฝ่ายคิดจะจับตัวเขา เจียงอวิ๋นไม่รู้เลยแม้แต่น้อย แต่รู้สึกว่าในสายตาของคนในหมู่บ้านเฟิงแล้ว ตัวเขาเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าหายากอะไรบางอย่างก็ไม่ปาน เพราะทุกครั้งที่พบเจอกับคนของหมู่บ้านเฟิง เจียงอวิ๋นก็จะรับรู้ได้ถึงความโลภความกระหายที่เผยออกมาจากสายตาอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
ต่อมาเจียงว่านหลี่ได้ใช้วิธีการอะไรบางอย่าง ทำให้หลังจากเจียงอวิ๋นอายุสิบปีเป็นต้นมา คนของหมู่บ้านเฟิงก็ไม่ได้มาเยือนอีกเลย แต่คาดไม่ถึงเลยว่า วันนี้พวกนั้นจะมากันอีกแล้ว
เจียงอวิ๋นพลันกระโดดออกจากถังไม้ สวมหนังสัตว์ให้เรียบร้อย จากนั้นก็พุ่งออกไป
บัดนี้ เหล่าสตรีและเด็กของหมู่บ้านเจียงได้ถูกปิดไว้ในบ้านหมดแล้ว มีเพียงบุรุษวัยผู้ใหญ่สามสิบกว่าคนมารวมตัวที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ใช้สายตาดุร้ายจับตามองดูกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างโตที่อยู่ตรงข้าม พวกคนของหมู่บ้านเฟิง
ทั้งบุรุษและสตรีที่อาศัยอยู่ในภูเขานี้ล้วนกำยำล่ำสันสุดขีด ซึ่งคนของหมู่บ้านเฟิงนั้น นอกจากจะกำยำแล้ว บนร่างกายยังมีความโหดเหี้ยมอำมหิตและความคาวเลือดอยู่หลายส่วนด้วย
เจียงอวิ๋นมองทะลุผ่านกลุ่มคนไป มองเห็นประตูใหญ่ที่ถูกทำลายจนแตกหักอยู่บนพื้นด้วยเช่นกัน
เขาจึงรู้สึกตึงเครียดทันที หนึ่งหมู่บ้านเทียบเท่ากับหนึ่งครอบครัว การทำลายประตูบ้านครอบครัวผู้อื่นเช่นนี้ ถือเป็นการประกาศสงครามอย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าหมู่บ้านเฟิงครั้งนี้ไม่คิดจะจบเรื่องง่ายๆ แล้ว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงอวิ๋นออกแรงกำหมัดแน่นอย่างลับๆ เดินแทรกเข้าไปในกลุ่มคน
“เฟิงหลิง!” เจียงว่านหลี่ยืนอยู่หน้าสุดของกลุ่มคนหมู่บ้านเจียง ยังคงหรี่ตาจับจ้องไปที่ชายร่างโตที่สูงเกินสองจ้าง กล่าวเสียงเย็นชา “ไม่พบเจอหกปี เจ้าบังอาจกล้ามากเกินไปแล้ว หรือคำสั่งของหลิ่วเทียนเหยิน เจ้าก็กล้าขัดหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียงอวิ๋นที่อยู่ในกลุ่มคนก็พลันเข้าใจเรื่องราว เพราะเขาเคยได้ยินว่า ภายในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลแห่งนี้ หมู่บ้านที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือหมู่บ้านหลิ่ว ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านอย่างหลิ่วเทียนเหยินก็เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของภูเขานี้ด้วย
เห็นได้ชัดว่า เจียงว่านหลี่ได้หยิบยืมชื่อเสียงของหลิ่วเทียนเหยินมาสะกดหมู่บ้านเฟิงไว้นานถึงหกปี ทำให้พวกเขาไม่กล้ามาก่อเรื่องที่หมู่บ้านเจียงอีก
เฟิงหลิงแลบลิ้นเลียริมฝีปากตน หัวเราะอย่างชั่วร้ายพร้อมกล่าว “ตาแก่เจียง ก่อนหน้านี้ข้าเกรงกลัวหลิ่วเทียนเหยินอยู่บ้างก็จริง ทว่าบัดนี้ นามของมันใช้กับข้าไม่ได้ผลแล้ว วันนี้เจ้ามีเพียงสองทาง ส่งตัวเจียงอวิ๋นมาเสีย หรือไม่ ข้าจักทำให้พวกเจ้าหมู่บ้านเจียงต้องนองเลือด!”
------------------------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
รับคำท้า
เล่มที่ 1 บทที่ 3 รับคำท้า
วาจาสามหาวของเฟิงหลิงทำให้เจียงว่านหลี่ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่างุนงงอยู่บ้างเช่นกัน ไฉนอยู่ๆ อีกฝ่ายก็ไม่หวาดกลัวหลิ่วเทียนเหยินแล้ว
เจียงว่านหลี่ยังไม่ทันได้กล่าวอันใด เจียงมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้ชิงตอบกลับไปก่อน “ลุงเจียง จะเสียน้ำลายกลับพวกมันไปไย ข้าอยากเห็นเช่นกันว่าพวกมันจะทำให้หมู่บ้านเจียงเรานองเลือดอย่างไร!”
“ใช่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราไม่กลัวหรอกนะ!”
“หนูน้อยอวิ๋นเป็นคนของหมู่บ้านเรา มันผู้ใดบังอาจแตะต้องเขา ให้มันฝ่าด่านข้าไปก่อน!”
ผู้คนของหมู่บ้านเจียงที่อยู่รอบๆ ต่างเห็นด้วยกับคำพูดของเจียงมู่ทันที ต่างก็กำหมัดชูมือ กัดฟันเตรียมพร้อมเปิดศึกกับหมู่บ้านเฟิง
เมื่อพูดถึงการต่อสู้ สำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูเขาหนึ่งแสนไพศาลแล้ว ไม่มีผู้ใดไม่คุ้นเคย เพราะหากพวกเขาคิดจะอยู่รอดในที่แห่งนี้ พวกเขาก็จำเป็นต้องต่อสู้กับสัตว์ร้ายต่างๆ นานาเป็นประจำอยู่แล้ว
เรื่องนี้ จากรอยแผลเป็นทั่วร่างเจียงอวิ๋นก็ดูออกได้ไม่ยากแล้ว ตัวเขาที่อายุสิบหกปี สามารถพูดได้อย่างไม่กระดากปากเลยว่า เขาได้ผ่านการต่อสู้มานับร้อยศึก ทั้งยังเฉียดตายมาแล้วหลายครั้งหลายครา ดังนั้น คนในภูเขาแห่งนี้จึงไม่กลัวการต่อสู้
เมื่อเผชิญหน้ากับคนของหมู่บ้านเจียงที่เตรียมพร้อมต่อสู้ คนของหมู่บ้านเฟิงเองก็ย่อมไม่ยอมแสดงท่าทีอ่อนแอเหมือนกัน แผดเสียงตะคอกอย่างดุดัน “จะสู้ก็สู้ วันนี้พวกเจ้าหมู่บ้านเจียงจักต้องหลั่งเลือดเป็นสายธาร!”
“อย่าแตะพวกผู้หญิงนั่นล่ะ ข้าได้ยินมานานแล้วว่าผู้หญิงของหมู่บ้านเจียงมีเสน่ห์แตกต่างจากที่อื่น หึหึ ครั้งนี้สามารถจับกลับไปเสพสมได้สักหลายคนพอดี!”
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เตรียมพร้อมลงมือ ศึกใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้าแล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีเสียงตะคอกอันดังสนั่นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างฉับพลัน ขัดจังหวะของผู้คนทั้งหมด “หุบปาก!”
ฝูงชนมองไปทางต้นเสียง พบว่าผู้ที่เอ่ยพูดขึ้นมาก็คือเจียงอวิ๋นที่เพิ่งแทรกตัวมาอยู่หน้ากลุ่มคน
เจียงอวิ๋นตอนนี้สีหน้าถมึงทึง สองตาเผยประกายอำมหิต
เหมือนกับที่คนของหมู่บ้านเจียงยอมรับเขาเป็นครอบครัว เขาเองก็มองเหล่าคนในหมู่บ้านเป็นดั่งครอบครัวไปนานแล้วเช่นกัน เขามองที่นี่เป็นบ้านของเขา ดังนั้นเขาไม่มีทางยอมให้คนของหมู่บ้านเฟิงใช้วาจาดูหมิ่นเหยียดหยามคนในครอบครัวของตนเด็ดขาด
ยิ่งกว่านั้น เรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเริ่มต้นขึ้นเพราะเขาด้วย
เจียงอวิ๋นเมื่อสิบปีก่อนยังอายุน้อย ตัวเขาในเวลานั้นทำได้เพียงหลบซ่อนอยู่หลังปู่ พึ่งพาการคุ้มครองจากปู่เท่านั้น ทว่าตัวเขาในตอนนี้ อายุสิบหกปีแล้ว ตามธรรมเนียมของภูเขาหนึ่งแสนไพศาล เขากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นปรากฎตัว ดวงตาของเฟิงหลิงพลันเป็นประกายทันที กำลังคิดจะอ้าปากพูด ทว่าในอากาศกลับมีเสียงทะลวงเวหาอย่างแหลมคมดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ฝึบ!”
คมมีดที่ก่อตัวจากแรงลมสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ยิงตรงมาทางเจียงอวิ๋นโดยไร้ซึ่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า ความเร็วสูงถึงขีดสุด
วิชาอาคม!
แม้เวลานี้เขาจะถูกลอบโจมตี ทว่าเมื่อได้เห็นคมมีดวายุสายนี้แล้ว ในใจของเจียงอวิ๋นก็ยังคงเกิดความรู้สึกอิจฉาเสี้ยวหนึ่งขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เพราะนี่คือความสามารถที่มีเพียงนักพรตเท่านั้นจึงจะใช้ได้
“แต่ว่า วิชาอาคมนี้ยังทำอะไรข้าไม่ได้!”
ดวงตาเจียงอวิ๋นเป็นประกายเย็นเยียบ กำลังคิดจะลงมือแล้ว ทว่าเจียงมู่ที่อยู่ข้างกลับชิงลงมือก่อนหนึ่งก้าว ชกหมัดเข้าใส่คมมีดวายุนั่นอย่างดุดัน
“เปรี้ยง!”
คมมีดวายุระเบิดออกในพริบตา แตกสลายไปในอากาศ ส่วนเจียงมู่ก็ชักฝ่ามือกลับด้วยสีหน้าเย็นชา สายตาจับจ้องไปทางชายหนุ่มที่มีสีหน้าชั่วร้ายซึ่งยืนอยู่หลังเฟิงหลิง กล่าวอย่างเย็นชา “เฟิงอู๋จี้ เจ้าเป็นถึงนักพรตที่ก้าวเข้าสู่ระดับเบิกปราณขั้นห้า กลับลอบโจมตีเด็กที่ไม่สามารถบำเพ็ญได้ พวกเจ้าหมู่บ้านเฟิงไร้ยางอายถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
แม้เจียงอวิ๋นไม่อาจบำเพ็ญ แต่เขาก็รู้เหมือนกันว่าระดับการบำเพ็ญสามระดับแรกจากสูงไปต่ำสามารถเรียงได้ดังนี้ คือ ระดับเบิกปราณ ระดับธรณีมงคล และระดับถ้ำสวรรค์ แต่ละระดับยังแบ่งออกได้อีกเก้าขั้น
แม้ระดับเบิกปราณจะดูเป็นเพียงระดับเริ่มต้น ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไปแล้ว ก็เทียบเท่ากับการเหยียบย่างขึ้นสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรค ไม่อาจดูแคลน อีกทั้งเจียงอวิ๋นยังรู้ดีว่า ในหมู่บ้านเจียงนั้น ผู้ที่อายุต่ำกว่าสามสิบปีลงมา ผู้ที่ระดับสูงสุดจนบัดนี้ก็เพิ่งจะบำเพ็ญถึงระดับเบิกปราณขั้นสี่เท่านั้น
ทว่าชายหนุ่มนามเฟิงอู๋จี้ผู้นี้ เพิ่งจะอายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปี กลับมีระดับเบิกปราณขั้นห้าแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าเป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญ
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ด้วยฐานะและระดับบำเพ็ญของเขาแล้วกลับยังลอบโจมตีเจียงอวิ๋น การกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เขาไร้ยางอายกว่าเดิม
ดวงตาพญาหงส์กับคิ้วเรียวยาวปลายชี้ขึ้นคู่นั้น ทำให้เฟิงอู๋จี้มีหน้าตาดูงดงามชดช้อยคล้ายสตรี ซึ่งตอนนี้เขามิเพียงแต่ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องผิดเท่านั้น แต่บนใบหน้ากลับยังเผยสีหน้าหยอกล้อเย้ยหยันออกมาด้วย “ในระหว่างที่เจ้าล่าสัตว์ ก่อนที่จะลงมือ เจ้าทักทายเหยื่อด้วยหรือ?”
“เจ้า!”
คำพูดนี้สร้างความเดือดดาลให้คนของหมู่บ้านเจียงอีกครั้งทันที อีกฝ่ายลอบโจมตียังพอว่า แต่มันกลับยังมองเจียงอวิ๋นเป็นเหยื่ออีก นี่เป็นการเหยียดหยามอย่างใหญ่หลวงแล้ว
เจียงมู่เอ่ยขึ้นอย่างดุร้าย “ดี วันนี้เป็นข้อยกเว้น เฟิงอู๋จี้ เตรียมตัวตายได้เลย ตอนนี้ข้าจะฆ่าเหยื่ออย่างเจ้าทิ้งเหมือนกัน!”
“เจียงมู่ ข้าลืมบอกอะไรเจ้า!” เฟิงหลิงพลันยิ้มกล่าวอย่างมีเลศนัย “อู๋จี้ถูกผู้อาวุโสของนิกายสังสารวัฏรับเป็นศิษย์สายในแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางไปที่นิกายสังสารวัฏแล้ว หากเกิดอันใดขึ้นกับเขาแม้เพียงปลายเล็บ หึหึ!”
เฟิงหลิงไม่ได้กล่าวจบประโยค ทว่าในคำพูดมีน้ำเสียงข่มขู่แฝงอยู่ ทำให้เจียงว่านหลี่ เจียงมู่ และคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าเข้าใจทันที
เจียงมู่สีหน้ามืดมนลง กล่าวว่า “มิน่าล่ะ แม้แต่หลิ่วเทียนเหยินก็ไม่อยู่ในสายตาเจ้า ที่แท้ก็ได้เกาะบนต้นไม้ใหญ่อย่างนิกายสังสารวัฏแล้วนี่เอง”
เฟิงหลิงเอ่ยขึ้นอย่างกำเริบเสิบสาน “ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม แม้แต่หลิ่วเทียนเหยินก็คุ้มครองพวกเจ้าไม่ได้แล้ว! ถ้าไม่อยากถูกทำลายหมู่บ้าน จงส่งตัวเจียงอวิ๋นมาเสียดีๆ และนับจากนี้ไปจงสวามิภักดิ์ต่อหมู่บ้านเฟิง…”
“ส่งหัวมารดาเจ้าเถอะ ไม่ว่านิกายสังสารวัฏจะร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวเรื่องในภูเขาเราได้! หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราซัดกับมันเลยเถอะ!”
“ใช่แล้ว นิกายสังสารวัฏบ้าบออะไรนั่น ข้าไม่กลัวมันหรอก ข้าจะสังหารเฟิงอู๋จี้ทิ้งมันตรงนี้เลย ดูสิว่าไอ้นิกายอะไรนั่นจะทำอะไรข้าได้!”
คำพูดของเฟิงหลิงทำให้คนของตระกูลเจียงทั้งหมดเดือดดาลขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการส่งตัวเจียงอวิ๋น หรือจะเป็นการสวามิภักดิ์ต่อหมู่บ้านเฟิง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้นอีกครั้ง แสงทมิฬสายหนึ่งได้ถูกยิงออกจากมือของเจียงอวิ๋น แทงตรงลงบนพื้นตรงหน้าเฟิงอู๋จี้
ขณะเดียวกัน เจียงอวิ๋นก็ได้กล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “เฟิงอู๋จี้ เจ้ากล้าดึงลูกธนูนี้ออกไหม?”
เสียงที่เคยดังเซ็งแซ่พลันเงียบลงในบัดดล สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ลูกธนูสีดำที่ปักอยู่ตรงหน้าเฟิงอู๋จี้
ลูกธนูลูกนั้น คือสาสน์ท้าดวล เป็นการท้าดวลของเจียงอวิ๋นที่ส่งให้เฟิงอู๋จี้
ขอเพียงเฟิงอู๋จี้ดึงลูกธนูนั่นออกมา ก็เท่ากับยอมรับคำท้าของเจียงอวิ๋น
กฎของภูเขาหนึ่งแสนไพศาล หากทั้งสองหมู่บ้านเกิดความขัดแย้งกันขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ ส่วนใหญ่ก็มักจะแก้ไขปัญหาด้วยการดวลทั้งสิ้น
การดวล ก็คือการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งส่งสาสน์ท้าดวลออกมา เลือกหนึ่งคนหรือหลายคนออกมาต่อสู้ประลองกัน
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายท้าหรือฝ่ายรับคำท้า ต่างก็เป็นตัวแทนของหมู่บ้านตัวเอง
แต่โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ท้าดวลมักจะเลือกผู้ที่มีความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับตน เช่นนี้ถึงจะมีโอกาสชนะ
ทว่าเจียงอวิ๋นกลับส่งคำท้าให้กับเฟิงอู๋จี้ นับว่าเหนือความคาดหมายของผู้คนทั้งหมดจริงๆ
เพราะเจียงอวิ๋นไม่สามารถบำเพ็ญได้ จึงยังเป็นเพียงปุถุชนคนทั่วไป แม้คุณสมบัติของร่างกายจะไม่เลว เคยเข้าไปส่วนลึกของภูเขามาแล้วหลายครั้ง แต่อย่างไรเสียเฟิงอู๋จี้ก็เป็นนักพรตระดับเบิกปราณขั้นห้า
เจียงอวิ๋นไปท้าดวลกับเฟิงอู๋จี้ ในสายตาผู้อื่นจึงเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินไปท้าดวลกับผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่งเปี่ยมพลัง รนหาที่ตายโดยแท้
เฟิงอู๋จี้เองก็ชะงักไปเช่นกัน จากนั้นก็ยิ้มเย้ยดูถูก “ข้าอยากรู้ว่า เจ้าเจียงอวิ๋น เป็นตัวแทนของหมู่บ้านเจียงได้หรือ?”
“น้องอวิ๋น ข้าจะดวลกับมันแทนเจ้าเอง!”
ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเจียงอวิ๋นครึ่งศีรษะคนหนึ่งรีบก้าวออกมา เขามีชื่อว่าเจียงเหลย เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้เยาว์ของหมู่บ้านเจียงตอนนี้เช่นกัน ระดับเบิกปราณขั้นสี่
เจียงมู่เองก็กดเสียงต่ำกล่าวว่า “หนูน้อยอวิ๋น เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว เจ้ารู้ไหมว่าระดับเบิกปราณขั้นห้าแข็งแกร่งเพียงใด เจ้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้เลย!”
ยังมีคนกล่าวเสียงดังอีกว่า “หนูน้อยอวิ๋น เจ้าวางใจ ตราบใดที่ยังมีพวกเราอยู่ จะไม่มีผู้ใดพาตัวเจ้าไปได้เด็ดขาด!”
เมื่อได้รับความห่วงใยจากเหล่าคนในหมู่บ้านเจียง ทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกอบอุ่นใจ ขณะเดียวกันก็แน่วแน่ในการตัดสินใจของตัวเองยิ่งกว่าเดิม กล่าวกับเฟิงอู๋จี้ว่า “แม้ข้าจะเป็นตัวแทนของหมู่บ้านเจียงไม่ได้ ทว่าข้าตัดสินใจในฐานะข้าเจียงอวิ๋นได้ หากข้าพ่ายแพ้ ข้าจักตามพวกเจ้าไปด้วยตัวเอง!”
“ดี!” เฟิงอู๋จี้พลันยื่นมือออก สายลมพลันซัดลูกธนูบนพื้นขึ้นมาอยู่บนมือเขา
เฟิงอู๋จี้ยอมรับการท้าดวล
------------------------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย