โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประวัติศาสตร์การก่อตั้ง “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ที่มา “วันชาติจีน” 1 ตุลาคม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ต.ค. 2566 เวลา 18.14 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2566 เวลา 23.45 น.
บรรยากาศการเฉลิมฉลองวันชาติ ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ปี 2022 (ภาพโดย Noel CELIS / AFP)

วันที่ 1 ตุลาคม เป็น “วันชาติ” ของสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนแผ่นดินใหญ่

แต่ก่อนที่จะมีวันชาติจีนเป็นวันที่ 1 ตุลาคม ชาวจีนในจีนแผ่นดินใหญ่เคยมีวันชาติเป็นวันที่ 10 ตุลาคม

เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” ถือโอกาสวันชาติจีนปีนี้เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ฉบับย่อ ๆ ที่จะบอกทั้งความเป็นมาของประเทศจีนและวันชาติของจีน

ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ฉบับย่อ เริ่มต้นจาก ดร.ซุนยัตเซ็นชาวจีนผู้ซึ่งได้รับการศึกษาสมัยใหม่และเคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เป็นนักเรียนนอก ปัญญาชน และทหารจำนวนหนึ่งเพื่อก่อการปฏิวัติล้มล้างการปกครองระบอบกษัตริย์

ซุนยัตเซ็นได้เดินทางไปเรี่ยไรเงินจากชาวจีนโพ้นทะเลเพื่อเป็นทุนในการก่อการปฏิวัติ หนึ่งในแหล่งเงินทุนสำคัญก็คือประเทศไทย (ในเวลานั้นยังเป็น “สยาม”) ซึ่งมีชาวจีนข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์แรกของการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงเกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911

ในวันนั้น ทางการจีนประหารชีวิตนายทหารช่างสามคนในเขตอู่ชาง เมืองอู่ฮั่น มณฑลเจ้อเจียงที่อยู่ในขบวนการปฏิวัติ พร้อมกับสั่งปิดเมืองอู่ฮั่นและกวาดล้างผู้ก่อการปฏิวัติ

ค่ำวันนั้นจึงเกิดการลุกขึ้นสู้ของกองพันทหารช่างที่ 8 ในกองพลที่ 8 แห่งกองทหารแผนใหม่ในเขตอู่ชาง เมืองอู่ฮั่น ซึ่งการลุกขึ้นสู้นี้เรียกว่า “การก่อการกำเริบอู่ชาง”เป็นเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การปฏิวัติจีนเพื่อโค่นล้มราชวงศ์ชิง ที่เรียกอีกชื่อว่า“การปฏิวัติซินไฮ่” ซึ่งมีทหาร แรงงาน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมจำนวนมาก

หลังการปฏิวัติสำเร็จ จีนได้เริ่มต้นการปกครองประเทศแบบ “สาธารณรัฐ” โดยก่อตั้งประเทศขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 1912 ภายใต้ชื่อ “สาธารณรัฐจีน” (Republic of China) พร้อมกับยกเอาวันที่ 10 ตุลาคม เป็น “วันชาติสาธารณรัฐจีน”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ปีนั้น จักรพรรดิผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงก็ต้องจำยอมสละราชบัลลังก์ เป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ที่ครองอำนาจเหนือแผ่นดินจีนมายาวนาน 2,000 ปี

หลังการปฏิวัติและก่อตั้งประเทศ ดร.ซุนยัตเซ็น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีนเพียงชั่วคราว แล้วเมื่อราชวงศ์ชิงยอมสละบัลลังก์ ซุนยัตเซ็นก็ต้องมอบอำนาจให้ นายพลหยวนซื่อไข่ผู้กุมอำนาจในกองทัพซึ่งมีกำลังในการบีบให้ราชวงศ์ชิงสละราชบัลลังก์ ตามที่ยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนไว้ตอนที่ซุนยัตเซ็นชวนหยวนซื่อไข่มาอยู่ฝั่งปฏิวัติ

นายพลหยวนซื่อไข่ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่จะสร้างสาธารณรัฐ และไม่ได้สนใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด เขาเข้าร่วมปฏิวัติเพียงเพราะต้องการแย่งอำนาจจากราชวงศ์ชิงมาอยู่ในมือของตนเองเท่านั้น ดังนั้น แม้สิ้นสุดระบอบกษัตริย์แล้วชาวจีนก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้นำทหารแทนที่จะได้เปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ “อำนาจเป็นของประชาชน” อย่างที่ซุนยัตเซนประกาศไว้ก่อนปฏิวัติ

ส่วนกลุ่มแกนนำการปฏิวัติสายซุนยัตเซ็นก็อยู่ไม่ได้ ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไป

หยวนซื่อไข่ครองอำนาจอยู่ 4 ปีก็เสียชีวิตในปี 1916 เมื่อสิ้นหยวนซื่อไข่แล้วก็ไม่มีใครมีบารมีพอที่จะสามารถปกครองแผ่นดินจีนทั้งประเทศได้ จึงเกิดการแบ่งแยกอำนาจของแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีผู้มีอำนาจภายในเมืองภายในมณฑลของตนเอง

จากนั้นในปี 1919 ซุนยัตเซ็นกับชาวคณะพรรคก๊กมินตั๋งของเขาจึงกลับเข้าไปตั้งรัฐบาลใหม่ที่มณฑลกวางตุ้ง พร้อมก่อตั้งกองทัพของพรรคและก่อตั้งโรงเรียนทหารขึ้นมา เพื่อให้พรรคมีความเข้มแข็ง

แต่เนื่องจากแผ่นดินจีนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล การจะรวมดินแดนทั้งประเทศให้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ระบอบใหม่และรัฐบาลใหม่จึงเป็นเรื่องยาก

ซุนยัตเซ็นจึงขอความช่วยเหลือจาก โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) ผู้นำสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งสตาลินให้ซุนยัตเซ็นรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าเป็นแนวร่วมการรวมชาติ แลกกับการให้คำแนะนำในการสร้างชาติพร้อมกับให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน

การรวมแผ่นดินยังไม่ทันสำเร็จ ซุนยัตเซ็นก็เสียชีวิตไปก่อนในปี 1925 หลังจากนั้นลูกน้องของเขาได้เดินหน้าพยายามรวบรวมดินแดนให้เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของรัฐบาล แล้วทำได้สำเร็จในปี 1927

หลังจากรวมประเทศได้สำเร็จก็เกิดการแตกแยกกันเองภายในพรรคก๊กมินตั๋ง นายพลเจียงไคเช็กผู้กุมกำลังทหารเป็นฝ่ายชนะ ได้ขึ้นเป็นผู้นำพรรคและเป็น “ประธานาธิบดีจีน”

เมื่อเจียงไคเช็กขึ้นมาเป็นผู้นำ เขาได้ปราบปรามกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ต้องล่าถอยออกจากเมืองไปอยู่พื้นที่ชนบทนานราว 10 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้น พรรคคอมมิวนิสต์ถือโอกาสทำคะแนนตามชนบท รวบรวมกำลังพลได้จนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง ที่เรียกว่า “รัฐบาลคณะชาติ” อ่อนกำลังลงจากการต่อสู้กับญี่ปุ่น

ปี 1937 จีนคณะชาติและจีนคอมมิวนิสต์ได้จัดตั้งแนวร่วมต่อต้านญี่ปุ่น โดยที่ยังคงหวาดระแวงกัน แม้ว่าตามข้อตกลง กองทัพแดงของพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลคณะชาติ แต่ในความเป็นจริง พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กลายเป็นรัฐบาลในภาคเหนือที่ค่อย ๆ ขยายอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังญี่ปุ่นแพ้แล้วถอนกำลังออกจากจีน จีนคณะชาติกับพรรคคอมมิวนิสต์ก็กลับมาสู้กันเอง เกิดเป็นสงครามกลางเมือง ทั้งนี้ แต่ละฝ่ายมีผู้สนับสนุนเป็นชาติมหาอำนาจของโลก โดยฝั่งคณะชาติได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ ขณะที่ฝั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต

ในที่สุดแล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นฝ่ายชนะ รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งที่สูญเสียอำนาจการปกครองในจีนแผ่นดินใหญ่ได้อพยพไปตั้งรัฐบาลที่เกาะไต้หวันในปี 1949 แล้วไม่มีโอกาสได้กลับไปมีอำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่อีกเลย

วันที่ 1 ตุลาคม 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดยเหมาเจ๋อตง สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ขึ้นมาบนจีนแผ่นดินใหญ่ โดยประกาศต่อหน้าประชาชนกว่า 3 แสนคน ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง พร้อมกับเปลี่ยนวันชาติของจีนแผ่นดินใหญ่มาเป็นวันที่ 1 ตุลาคม แทนวันที่ 10 ตุลาคม ที่คณะปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงตั้งไว้

ชื่อ “สาธารณรัฐจีน” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี 1912 จึงกลายเป็นชื่อที่ใช้ได้เฉพาะในไต้หวัน เช่นกันกับวันที่ 10 ตุลาคม ที่ยังคงเป็นวันชาติของ “สาธารณรัฐจีน” ซึ่งมีการเฉลิมฉลองในไต้หวันเท่านั้น

เรื่องราวนี้ นอกจากเป็นที่มาของวันชาติจีนแล้วยังเป็นเรื่องเดียวกันกับที่มาของกรณีพิพาทและสถานะความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน ซึ่งจีนยึดหลักการ “จีนเดียว” ที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ขณะที่ในไต้หวันมีทั้งคนที่มองว่าไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวกับจีน แต่ต้องการจีนที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย และคนที่มองว่าไต้หวันกับจีนไม่ใช่ประเทศเดียวกัน ควรต่างคนต่างอยู่-เป็นประเทศของตนเอง

อ้างอิง :

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...