“ซัมซุง” ขึ้นราคาชิป DDR5 สูงสุด 60% รับวิกฤติขาดแคลนจากการแข่งขันสร้างศูนย์ข้อมูล AI
"ซัมซุง" ปรับขึ้นราคาชิปความจำหลายรุ่นพุ่ง 30–60% ในรอบ 2 เดือน ท่ามกลางความต้องการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ที่ทะยานจนซัพพลายตึงตัวทั่วโลก
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.55 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Samsung Electronics ได้ปรับขึ้นราคาชิปความจำ (memory chips) บางรุ่นมากถึง 60% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน เนื่องจากกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนรุนแรงจากการแข่งขันทั่วโลกในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ทั้งนี้แหล่งข่าว 2 รายที่รับทราบข้อมูลยืนยันการปรับขึ้นราคาดังกล่าว
การขึ้นราคานี้เกิดขึ้นหลังจากซัมซุง ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก เลื่อนการประกาศราคาอย่างเป็นทางการสำหรับสัญญาจัดส่งในเดือนตุลาคม โดยปกติบริษัทจะประกาศราคาใหม่ทุกเดือน
ราคาชิปที่พุ่งสูงกำลังกดดันบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และยังทำให้ต้นทุนของสินค้าอื่น ๆ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากใช้ชิปชนิดเดียวกันในอุปกรณ์เหล่านั้น
Tobey Gonnerman ประธานบริษัทจำหน่ายชิป Fusion Worldwide กล่าวว่า “ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์และผู้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่หลายรายยอมรับแล้วว่า พวกเขาจะไม่ได้รับสินค้าตามต้องการ ราคาที่จ่ายตอนนี้เรียกได้ว่าแพงมาก”
Gonnerman ระบุว่า ราคาชิปแบบโมดูล 32GB DDR5 แบบสัญญาของซัมซุงกระโดดจาก 149 ดอลลาร์ในเดือนกันยายน เป็น 239 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน โดยชิป DDR ถูกใช้ในเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อช่วยประมวลผลข้อมูลชั่วคราว และรองรับการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง
ซัมซุงยังขึ้นราคาชิป 16GB DDR5 และ 128GB DDR5 ประมาณ 50% สู่ระดับ 135 ดอลลาร์ และ 1,194 ดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนชิป 64GB DDR5 และ 96GB DDR5 ขยับขึ้นมากกว่า 30% แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติม โดยมีอีกหนึ่งแหล่งข่าวยืนยันข้อมูลดังกล่าว แต่ปฏิเสธเปิดเผยชื่อเพราะไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ซัมซุงเองปฏิเสธให้ความเห็น
ทั้งนี้วิกฤติขาดแคลนครั้งนี้รุนแรงจนลูกค้าบางรายเริ่มเกิดภาวะ panic buying ตามที่ผู้บริหารและนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมระบุ ผู้ผลิตชิปสัญญารายใหญ่ของจีนอย่าง SMIC ระบุว่าการขาดแคลนชิปความจำทำให้ลูกค้าชะลอสั่งซื้อชิปประเภทอื่นที่ใช้ในสินค้าเดียวกันด้วย
Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีน เตือนเมื่อเดือนก่อนว่าราคาชิปที่พุ่งสูงกำลังเพิ่มต้นทุนการผลิตโทรศัพท์อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้กลับเป็นผลดีต่อซัมซุง ซึ่งก่อนหน้านี้ตามหลังคู่แข่งในตลาดชิป AI ขั้นสูง และมีกำไรไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร การที่ซัมซุงเปลี่ยนไปผลิตชิป AI ช้ากว่าคู่แข่งอย่าง SK Hynix และ Micron ทำให้ซัมซุงยังมีชิปความจำกลุ่มใหญ่ในคลัง และมีอำนาจตั้งราคามากกว่า
Ellie Wang นักวิเคราะห์ของ TrendForce คาดว่า ซัมซุงจะขึ้นราคาสัญญารายไตรมาส 40–50% ในไตรมาสสุดท้ายของปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะอยู่ราว 30%
เธอกล่าวว่า “ซัมซุงมั่นใจอย่างมากว่าราคาจะเพิ่มขึ้น เหตุผลสำคัญคือความต้องการแรงมาก และทุกบริษัทกำลังทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ครอบคลุมปี 2569 หรือ 2569–2570”
อ้างอิง : reuters.com