จากมั่งคั่งสู่ล่มสลาย ‘เวเนซุเอลา’ ประเทศที่เงินเคยเฟ้อ 1,000,000%
ชื่อของ ‘เวเนซุเอลา’ กลับมาอยู่ในสายตาโลกอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาจับกุมประธานาธิบดี ‘นิโกลัส มาดูโร’ พร้อมภรรยา ด้วยข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งสมคบคิดค้ายาเสพติด ก่อการร้ายจากยาเสพติด และครอบครองอาวุธสงคราม และนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก
แต่ก่อนที่จะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในสายตาตลาดโลก เวเนซุเอลาเคยเป็นประเทศที่‘รวยระดับโลก’ และเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในอเมริกาใต้ ก่อนจะล่มสลายลงต่อหน้าสายตาทั้งโลกภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ และทิ้งสถิติที่โลกการเงินไม่มีใครอยากจดจำ นั่นคือ ‘เงินเฟ้อระดับ 1,000,000%’
ประเทศที่เงินไม่เคยเป็นปัญหา
ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1950–1960 เวเนซุเอลาคือหนึ่งในประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก รายได้ต่อหัวสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง (ราว 6,500–7,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี) ในช่วงเวลานั้น คนเวเนซุเอลามีรายได้มากกว่าคนไทยราว 11 เท่า และสูงกว่าคนญี่ปุ่น อิตาลี หรือเนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำ เมืองหลวงอย่างการากัสเต็มไปด้วยรถนำเข้า ร้านอาหารหรู และชนชั้นกลางที่เติบโตเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
เบื้องหลังทั้งหมดคือทรัพยากรที่โลกทั้งใบต้องการ“น้ำมัน” เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Oil Reserves) มากที่สุดในโลก (ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล) รายได้เกือบทั้งประเทศมาจากการส่งออกน้ำมัน เงินไหลเข้าอย่างไม่ขาดสาย และในวันที่น้ำมันแพง ประเทศนี้แทบไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้
ความมั่งคั่งกลายเป็นกับดัก
เมื่อเงินเข้ามาง่าย โครงสร้างเศรษฐกิจก็เริ่มบิดเบี้ยว รัฐบาลเลือกตรึงค่าเงินโบลิวาร์ให้แข็งค่าเกินจริง ทำให้สินค้านำเข้าถูกอย่างน่าเหลือเชื่อ ซูเปอร์มาร์เก็ตเต็มไปด้วยของจากต่างประเทศ ขณะที่การผลิตในประเทศค่อย ๆ หายไป โรงงานไม่คุ้มลงทุน เกษตรกรแข่งขันไม่ได้
รัฐบาลเริ่มใช้เงินจากน้ำมันซื้อทุกอย่าง แทนที่จะสร้างความสามารถของตัวเอง เวเนซุเอลากลายเป็นรัฐที่‘บริโภคเก่ง แต่ผลิตไม่เป็น’ และในวันที่น้ำมันยังแพง ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา
ประชานิยม น้ำมัน และอำนาจ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในยุคของ ‘อูโก ชาเบซ’ ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาคนที่ 45 ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วงปี 1999 – 2013 นำรายได้จากน้ำมันมาอัดฉีดสวัสดิการอย่างเต็มที่ โดยค่าอาหาร ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ถูกควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อเอาใจประชาชน
นโยบายเหล่านี้สร้างความนิยมอย่างถล่มทลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันทำลายกลไกตลาด ธุรกิจเอกชนจำนวนมากขาดทุนจนต้องปิดตัวลง กิจการนับหมื่นหายไปจากระบบ รัฐเข้าควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่กลับไม่ลงทุนบำรุงรักษาและพัฒนาการผลิต
ผลลัพธ์คือ ในขณะที่เวเนซุเอลามีน้ำมันมากที่สุดในโลก กำลังการผลิตกลับลดลงต่อเนื่องอย่างน่าตกใจ
วันที่เงินกลายเป็นกระดาษไร้ค่า
ปี 2014 ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง และในวันนั้น เวเนซุเอลาก็พบว่าตัวเองไม่มีแผนสำรอง รายได้รัฐเกือบทั้งหมดหายไปในพริบตา ทางเลือกที่รัฐบาลเลือกคือการพิมพ์เงินเพื่ออุดช่องว่างงบประมาณ
สิ่งที่ตามมาคือหนึ่งในเหตุการณ์ Hyperinflation ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เงินเฟ้อพุ่งจากหลักร้อย เป็นหลักหมื่น และทะยานสู่ระดับที่โลกแทบไม่เคยเห็น‘1,000,000%’
เงินเฟ้อของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคม ปี 2018 พบว่า กระดาษชำระ 1 ม้วนมีราคาสูงถึง 2,600,000 โบลิวาร์ จากที่ไม่กี่ปีก่อนยังขายกันเพียง 4–5 โบลิวาร์ ไก่ 1 ตัวขยับขึ้นเป็น 14,600,000 โบลิวาร์ จากเดิมแค่ 22–27 โบลิวาร์ ขณะที่มะเขือเทศ 1 กิโลกรัม มีราคาพุ่งแตะ 5,000,000 โบลิวาร์ จาก 7–9 โบลิวาร์
และถ้าหากต้องการซื้อของเหล่านี้พร้อมกัน โดยจ่ายด้วยธนบัตรมูลค่าสูงสุดในเวลานั้น คือแบงก์ 1,000 โบลิวาร์ ผู้ซื้อจะต้องหอบเงินราว22.6 กิโลกรัมไปที่ร้าน ซึ่งหนักพอ ๆ กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุของจนเต็ม
ที่โหดร้ายยิ่งกว่านั้นคือ ต่อให้มีเงินสดอยู่ในมือ หากไม่รีบซื้อในวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจต้องแบกเงินไปหนักกว่าเดิม และไม่มีใครรับประกันได้เลยว่า สิ่งของที่เราต้องการจะยังมีวางขายอยู่หรือไม่
ในวันนั้น ชาวเวเนซุเอลาไม่ได้ยากจนเพราะไม่มีเงิน แต่เพราะ‘เงินที่มีไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อีกต่อไป’
ชาวเวเนซุเอลาหลายล้านคนอพยพออกนอกประเทศ ซูเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า โรงพยาบาลขาดยา ผู้คนหันไปใช้เงินดอลลาร์ ใช้ Bitcoin หรืออะไรก็ตามที่ “ไม่ใช่โบลิวาร์”เพื่อป้องกันชีวิตจากความไม่แน่นอน
พายุไม่ทันจาง คลื่นใหม่ก็ซัดเข้าใส่
แม้เศรษฐกิจจะเริ่มนิ่งลงในเวลาต่อมา จากการผ่อนคลายการควบคุมบางส่วน แต่รอยแผลยังฝังลึก และความเสียหายต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นฟู และสิ่งหนึ่งที่หายไป คืออำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง
ล่าสุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้จับกุมผู้นำเวเนซุเอลา และเตรียมเข้ามามีบทบาทในการ “ดูแลประเทศ” โดยเฉพาะในส่วนของแหล่งพลังงาน พร้อมกับประกาศว่า เวเนซุเอลาเตรียมมอบน้ำมันดิบถึง 50 ล้านบาร์เรล ให้สหรัฐฯ
สำหรับประเทศที่เคยร่ำรวยจากน้ำมัน และล่มสลายเพราะน้ำมัน ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับสิ่งเดียว เมื่อนั้นอนาคตของประเทศก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป
อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย, ลงทุนแมน, BBC, The Guardian