สาวเวียดนามหลงทางในญี่ปุ่น ถามผิดคนเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ สุดท้ายเป็นคู่ชีวิต
สาวเวียดนามหลงทางในญี่ปุ่น ลองถามคนแปลกหน้า เหตุเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าหน้าที่ สุดท้ายได้แต่งงานกัน
การหลงทางเพียงครั้งเดียวในสถานีรถไฟใต้ดินเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนชีวิตของ "ดิ่วถู" หญิงสาวชาวเวียดนามไปตลอดกาล เมื่อเธอโทรศัพท์แบตหมดจึงเข้าไปถามทางจากชายแปลกหน้า โดยไม่เคยคาดคิดเลยว่า เขาจะกลายมาเป็นสามีของเธอ
ย้อนกลับไปปี 2023 หญิงสาวในวัย 27 ปี ต้องการเช็กเส้นทางรถไฟไปจังหวัดชิงะ ทว่าโทรศัพท์มือถือแบตหมด เธอเดินวนไปมาสถานีรถไฟใต้ดินโดยไม่รู้จะถามใคร จนตัดสินใจลองถามชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อกั๊ก เพราะเข้าใจว่าเป็นพนักงานสถานี
โชตะ วิศวกรหนุ่มวัย 32 ปี เพิ่งเลิกงานและกำลังจะขึ้นรถไฟกลับบ้าน เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังสับสนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาจึงช่วยนำทางให้ พร้อมเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองให้เผื่อเธอจะต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม
หลังจากเดินทางถึงบ้านอย่างปลอดภัย หญิงสาวได้โทรไปขอบคุณเขา การพูดคุยครั้งนั้นนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ พวกเขาส่งข้อความหากันอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นนัดเดต
“เธอพูดจาเจื้อยแจ้วเหมือนนกตัวเล็ก ๆ และมีรอยยิ้มอยู่เสมอ แม้ในวันที่เล่าเรื่องลำบากก็ตาม ผมชื่นชมในความมองโลกในแง่ดีของเธอ” โชตะกล่าว
ส่วนเธอเองก็รู้สึกประทับใจในความจริงใจของเขา เมื่อเธอถามถึงรายได้เฉลี่ยของคนญี่ปุ่น เขาก็ไม่ลังเลที่จะหยิบสลิปเงินเดือนมาให้ดูตรง ๆ แม้รายได้จะไม่สูงนัก แต่ความตรงไปตรงมาซึ่งไม่ค่อยพบในสังคมญี่ปุ่น ทำให้เธอ “เชื่อใจ” เขาทันที
ในการพบกันครั้งต่อมา เธอสังเกตว่าเขาไม่ใช่คนพูดแต่จะนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ และหลังพบกันเพียงครั้งเดียว เขาก็จำได้ว่าเธอไม่ชอบอาหารเผ็ดและรู้ว่าควรสั่งเมนูอะไรให้ แม้ไม่ได้ร่ำรวย แต่ทุกครั้งที่ออกไปเที่ยวด้วยกัน เขามักเลือกซื้อตั๋วที่ดีที่สุดให้เสมอ หลังจากคบหากันได้ 5 เดือน โชตะก็พาเธอไปพบแม่ของเขา อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและบุคลิก ทำให้เธอไม่กล้าคาดหวังมากนัก
จนกระทั่งในปี 2024 ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของเธอ ในช่วงนั้นเธออ่อนล้าอย่างหนักจากแรงกดดันในการทำงาน เธอเป็นลมบ่อยครั้งและมีอาการเลือดกำเดาไหล แต่ผู้จัดการกลับไม่ใส่ใจ แถมยังตำหนิและกดดันเธอต่อเนื่อง
เมื่อเธอต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โชตะซึ่งปกติเป็นคนเงียบขรึม กลับติดต่อหน่วยงานคุ้มครองแรงงานเพื่อร้องเรียนพฤติกรรมของผู้จัดการ จนบริษัทต้องออกมาขอโทษและคุ้มครองสิทธิของเธอ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตระหนักว่า ภายใต้ท่าทางนิ่งขรึมของเขา มีความอ่อนโยนและจริงใจมากแค่ไหน
“ถ้าเขาไม่ลุกขึ้นมาปกป้องฉัน ฉันคงถูกไล่ออกโดยไม่ได้รับสิทธิอะไรเลย” เธอกล่าว
ด้วยความเป็นห่วงว่าเธออาจเกิดอันตรายเพราะอยู่คนเดียว โชตะจึงขออนุญาตพ่อพาเธอไปอยู่ที่บ้าน แต่เธอปฏิเสธ เขาจึงไปหาเธอทุกคืนหลังเลิกงาน พร้อมนำอาหารและยามาดูแลไม่ขาด เขาทำให้เธอใจอ่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อวันหนึ่งเขาพูดว่า “ผมยอมกินถั่วงอกทั้งเดือนก็ได้ ถ้าได้เอาเงินมาดูแลคุณ”
พ่อแม่ของโชตะแนะนำให้ทั้งคู่คิดเรื่องแต่งงาน ดังนั้นในเดือนมิถุนายน 2024 เธอจึงพาเขากลับเวียดนามไปพบครอบครัว และในสี่เดือนต่อมา ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสอย่างเรียบง่าย
“ไม่มีการขอแต่งงาน ไม่มีแหวนเพชร ทุกอย่างธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความเชื่อใจและความรัก” ถูกล่าว
อย่างไรก็ตาม ชีวิตคู่ไม่ได้ราบรื่นเสมอ หลังแต่งงาน เธอเผชิญภาวะทางจิตใจจากแรงกดดันของสภาพแวดล้อมและการคิดถึงบ้านเกิด ทำให้น้ำหนักลดลงและนอนไม่หลับเรื้อรัง โชตะยอมลางานนานถึง 2 เดือน พาเธอไปตรวจตามโรงพยาบาลหลายแห่ง
“ผมถึงขั้นต้องช่วยเธออาบน้ำ สระผม พอเห็นภรรยาผอมแบบนั้น ผมก็รู้ว่าเธออดทนมาเยอะมาก” โชตะกล่าว
ในช่วงที่เธอมีอาการหนักที่สุด โชตะตัดสินใจลาออกจากงาน และพาภรรยากลับไปอยู่กับพ่อแม่ของเธอที่จังหวัดฮหว่าบิ่ญ ในเวียดนาม เพื่อให้เธอได้พักฟื้นหัวใจ และบรรยากาศอบอุ่นช่วงวันตรุษญวนปี 2025 ช่วยให้เธอค่อย ๆ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง
“ถ้าวันนั้นฉันไม่หลงทาง และเขาไม่ยื่นมือช่วยในจังหวะนั้น บางทีฉันอาจไม่มีความสุขแบบนี้” ถูกล่าว
ขอบคุณที่มา vnexpress
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวเวียดนามหลงทางในญี่ปุ่น ถามผิดคนเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ สุดท้ายเป็นคู่ชีวิต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th