เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ:Transn IOL Technology Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 云蒙居士
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Company Limited
บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ
แปลและเรียบเรียงโดย:กองบรรณาธิการ สนพ. Kawebook
….ในลมหายใจสุดท้ายที่เจ็บปวดจากโรคร้าย หลินทิงเสวี่ย ได้เห็นภาพชีวิตอันขมขื่นของตนเองอีกครั้ง…
ภาพที่ถูกแม่บังเกิดเกล้า พ่อเลี้ยง และน้องสาวต่างพ่อร่วมมือกันหลอกลวงเธอตั้งแต่วัยเยาว์
เพียงเพราะต้องการเลือดกรุ๊ปหายากของเธอไปรักษาชีวิต ‘เฉินเหยาเหยา’ น้องสาวคนใหม่
.
เมื่อหมดประโยชน์ เธอก็ถูกขายทิ้งไปเป็นภรรยาชายบกพร่องทางสติปัญญา
เผชิญความทุกข์ทรมานจนตายอย่างโดดเดี่ยว
ทว่า…สวรรค์ยังคงมีตา!
หลินทิงเสวี่ยลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองวัย 8 ขวบ!
ช่วงเวลาก่อนที่โศกนาฏกรรมทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้น!
ด้วยความทรงจำจากชาติก่อน เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ย่อมไม่เลือกเดินซ้ำรอยเดิม
.
"จะเอาเลือดของฉันเหรอ? ได้สิ…
อยากได้ก็เอาเงินมาแลก!"
.
การเอาคืนของเด็กหญิง 8 ขวบเพิ่งจะเริ่มต้น! จากเหยื่อผู้ถูกกระทำในวันวาน
สู่ผู้กุมชะตาและพร้อมจะเอาคืนทุกคนที่เคยทำร้ายเธอและครอบครัวอย่างสาสม!
เส้นทางพลิกชีวิตสุดมันส์ได้เริ่มขึ้น
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรมาเพื่อคุณนักอ่านโดยเฉพาะ
“เมื่อสาวจอมขี้เกียจตัวเป็นขนดันทะลุมิติมาอยู่ในร่างเด็ก 7 ขวบผู้อัปลักษณ์ในครอบครัวตกยากที่ชีวิตถูกโขกสับประดุจทาส นางจึงขอสู้กลับด้วยสารพัดเมนูเด็ดและสูตร "หม่าล่า" รสแซ่บ เพื่อพลิกชีวิตจากดินสู่ดาว!”
อยากอ่านเรื่องนี้ จิ้มได้เลย >> ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนียะหม่าล่าขาลุย!
บทที่ 1 ก่อนลมหายใจสุดท้าย
แม้ใครต่อใครจะพากันตีจาก แต่ฉันจะยังคงศรัทธาในตัวเธออย่างสุดหัวใจ
ผู้พเนจรในม่านเมฆ
……
ปีนี้ลมหนาวมาช้ากว่าทุกปี จวบจนปลายเดือนสิบสองแล้วถึงเพิ่งจะเห็นหิมะโปรยปรายลงมาเล็กน้อย
ณ ห้องผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลรัฐชื่อดังแห่งหนึ่ง หลินทิงเสวี่ย ผู้มีใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ กำลังนั่งอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียงผู้ป่วย ฝั่งตรงข้ามของเธอคือชายผู้หนึ่งสวมแว่นตากรอบทอง
“คุณหลินครับ ตามที่คุณกล่าวว่ามีข้อมูลฉาวโฉ่ที่สามารถสั่นสะเทือนวงการของเฉินเหยาเหยา ผมหวังว่าคุณจะให้โอกาสผมได้ประเมินค่ามันเสียก่อน ว่าสิ่งนี้คุ้มค่าพอให้ผมลงทุนเงินก้อนโตหรือไม่” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หลินทิงเสวี่ยยิ้มบางๆ ให้ชายคนนั้น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมา นิ้วเรียวยาวของเธอกรีดไปบนหน้าจออยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นโทรศัพท์ให้เขา
ในโทรศัพท์กำลังเล่นคลิปวิดีโออยู่ ปรากฏภาพหญิงสาวใบหน้าซีดเซียวในชุดผู้ป่วย ร่างผอมบางอิดโรย นั่นคือหลินทิงเสวี่ยเอง ส่วนผู้หญิงที่คุกเข่าอ้อนวอนอยู่เบื้องหน้าเธอคือสตรีสูงศักดิ์ท่าทางร่ำรวย “เสี่ยวเสวี่ย แม่รู้ว่าเรื่องที่แม่กับลุงเฉินขายลูกไปในตอนนั้นมันไม่ถูกต้อง หลายปีมานี้แม่รู้สึกผิดมาตลอด แม่รู้ว่าแม่ผิด แม่ยินดีจะชดใช้ให้ลูก ขอร้องล่ะ อย่าเปิดโปงเรื่องนั้นเลยนะ ตราบใดที่ลูกไม่พูดเรื่องนั้นออกมา ลูกจะให้แม่ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
จากนั้นในคลิปก็ปรากฏหญิงสาวอีกคนหนึ่ง เธอเชิดหน้าพูดใส่หลินทิงเสวี่ยอย่างถือดีว่า “แค่เธอไม่พูดจาเหลวไหล ฉันยินดีจะให้เธอห้าสิบล้าน ห้าสิบล้านเชียวนะ เธอใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก”
พูดจบเธอก็ประคองหญิงชราผู้นั่งคุกเข่าให้ลุกขึ้น
วิดีโอจบลงแค่นั้น
ชายคนนั้นคืนโทรศัพท์ให้หลินทิงเสวี่ย “คุณหลินครับ คุณต้องคิดให้ดีนะ ถ้าคุณเอาคลิปนี้ให้พวกเรา อนาคตของเฉินเหยาเหยาดับวูบแน่ นั่นน้องสาวแท้ๆ ของคุณเชียวนะ!”
เมื่อได้ยินคำว่า “น้องสาวแท้ๆ” รอยยิ้มเย็นเยียบและแฝงแววเศร้าก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดขาวของหลินทิงเสวี่ย “หากคุณไม่จริงใจที่จะร่วมมือ ฉันก็จะเอาคลิปนี้ไปขายให้คนอื่น”
ชายคนนั้นตอบ “ก็ได้ครับ ผมให้สามหมื่นสำหรับคลิปนี้”
หลินทิงเสวี่ยเอ่ย “ฉันยังมีคลิปอื่นอีก ฉันให้คุณฟรีๆ ได้ทั้งหมดเลย”
ชายคนนั้น “…”
สามวันให้หลัง ชื่อของซูเปอร์สตาร์สาวเฉินเหยาเหยาก็กลับมาผงาดบนหน้าสื่ออีกครั้ง ที่ผ่านมาเวลาเธอเป็นข่าว มักจะเป็นเรื่องดีๆ สร้างภาพลักษณ์ แต่ครั้งนี้กลับเป็นข่าวฉาวโฉ่
#เฉินเหยาเหยาภาพลักษณ์จอมปลอมพังทลาย
ต้นตอของข่าวร้อนนี้มาจากคลิปวิดีโอหลายคลิปที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อสองวันก่อนโดย “สตูดิโอชุนเหลย” บริษัทปาปารัสซี่ชื่อดังของประเทศ จากคลิปเหล่านี้เองที่ทำให้บรรดาขาเมาท์ทั้งหลายได้รู้ว่า ที่แท้แล้วพ่อแม่ของเฉินเหยาเหยาเคยขายพี่สาวต่างบิดาของเธอไปเมื่อสามสิบปีก่อน พอพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะระยะสุดท้ายตามมาหาถึงบ้าน พวกเขากลับคิดจะใช้เงินปิดปากเธอ ไม่ให้เธอแพร่งพรายเรื่องในอดีต
นอกจากนี้ยังมีคลิปที่เฉินเหยาเหยาทารุณกรรมสัตว์เล็กๆ และคลิปที่เธอทำตัวเป็นขาใหญ่ในกองถ่าย รังแกนักแสดงหน้าใหม่ ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง
หินก้อนเดียวโยนลงน้ำเกิดระลอกคลื่นนับพัน วงการบันเทิงที่ดูเหมือนจะสงบเงียบมาพักใหญ่ คราวนี้ถึงกับสั่นสะเทือน
เฉินเหยาเหยาโด่งดังเป็นพลุแตกจากละครวัยรุ่นเมื่อแปดปีก่อน และทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งนางเอกแถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม หลายปีมานี้เธอทุ่มเทให้กับงานการกุศลอย่างแข็งขัน ในทำเนียบดาราใจบุญ ชื่อของเฉินเหยาเหยามักจะติดอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ
เฉินเหยาเหยาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแสดงสาวรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังบวก มีแฟนคลับในโซเชียลกว่าห้าสิบล้านคน มีรายได้ต่อปีเกือบร้อยล้านบาท ทั้งงานละคร งานภาพยนตร์ และรายการวาไรตี้ต่างๆ ก็มีเข้ามาไม่ขาดสาย แทบจะไม่มีข่าวเสียหายเกี่ยวกับตัวเธอเลย
หลังจากคลิปเหล่านี้ถูกปล่อยออกมา ภาพลักษณ์ที่เฉินเหยาเหยาอุตส่าห์สร้างมานานหลายปีก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง โซเชียลมีเดียของเธอแทบจะลุกเป็นไฟ นอกจากแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ที่ยังคงหลับหูหลับตาเชียร์แล้ว กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้คนต่างพากันรุมประณามเธอ
อีเวนต์สำคัญทั้งหลายที่เธอมีกำหนดเข้าร่วม ล้วนถูกยกเลิกเพราะข่าวฉาวครั้งนี้
ประตูห้องผู้ป่วยถูกผลักเปิดออกอย่างแรง หลินทิงเสวี่ยที่กำลังนอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียง ลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณแล้วลุกขึ้นนั่ง
หญิงสูงวัยสีหน้าถมึงทึงเดินเข้ามาจากด้านนอก เธอปรี่เข้ามาที่เตียงผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว แล้วเงื้อมือตบหน้าหลินทิงเสวี่ยฉาดใหญ่ “แกรับเงินของฉันไปแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมยังต้องมาทำลายอนาคตน้องสาวแกอีก? นังเด็กใจดำ วันนี้ฉันจะตบแกให้ตาย!”
นี่คือหลิวกุ้ยหลาน แม่บังเกิดเกล้าของเธอเอง เมื่อสามสิบปีก่อน ก็เป็นหล่อนที่หลอกเอาตัวเธอไปจากพ่อแท้ๆ ไม่ใช่เพื่อจะให้ชีวิตที่ดีขึ้น แต่เพื่อเอาเลือดไปให้เฉินเหยาเหยา พอใช้ประโยชน์จากเธอเสร็จ เธอกับเฉินเฉียง สามีใหม่ ก็ขายเธอไปด้วยเงินแค่หนึ่งพันห้าร้อยหยวนให้กับครอบครัวหนึ่งที่อยู่ห่างไกล ให้ไปเป็นเมียเด็กของผู้ชายพิการ
หลินทิงเสวี่ยกัดฟันทนความเจ็บแสบบนใบหน้า ก่อนจะยิ้มเย็นชาให้หลิวกุ้ยหลาน “ฉันไม่เพียงแต่จะทำลายอนาคตของเฉินเหยาเหยา แต่ฉันจะทำให้คุณกับเฉินเฉียงต้องชดใช้กรรมที่เคยก่อไว้ด้วย!”
“ดี ดีมาก ถ้ารู้ว่าแกมันใจดำขนาดนี้ ตอนคลอดแกออกมาฉันน่าจะบีบคอแกให้ตายซะ” ทันใดนั้นในมือหลิวกุ้ยหลานก็ปรากฏมีดปลายแหลมเล่มหนึ่งส่องประกายวาววับ
ขณะที่หลิวกุ้ยหลานกำลังจะพุ่งเข้าใส่หลินทิงเสวี่ยอีกครั้ง ประตูห้องผู้ป่วยก็เปิดออก ตำรวจในเครื่องแบบสองนายเดินเข้ามา จากนั้นหลิวกุ้ยหลานก็ถูกตำรวจควบคุมตัวไป
ในเวลาเดียวกัน ตำรวจอีกชุดหนึ่งก็ได้เข้าจับกุมเฉินเฉียงไว้ได้แล้วเช่นกัน
ข่าวพ่อแม่ของเฉินเหยาเหยาถูกจับกุมกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เดิมทีหลินทิงเสวี่ยคิดว่าเรื่องราวจะยังคงคุกรุ่นต่อไป และจะบีบคั้นให้เฉินเหยาเหยาจนตรอก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ หลังจากนั้นกลับมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจนเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนทั้งประเทศไปได้สำเร็จ
ฉินหยวนเฟิง ประธานบริษัทเฟิงฉือเทียนเซี่ยพลัดตกตึกเสียชีวิต! ข่าวนี้แพร่ออกไปปุ๊บ ความสนใจทั้งหมดที่เคยจับจ้องไปยังเฉินเหยาเหยาก็ถูกเบนมาทางนี้ทันที
เรื่องบังเอิญก็คือ ฉินหยวนเฟิงถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลเดียวกับที่หลินทิงเสวี่ยนอนพักรักษาตัวอยู่ แต่น่าเสียดายที่เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เขาก็ไม่มีสัญญาณชีพแล้ว และถูกส่งไปยังห้องดับจิตของโรงพยาบาลโดยตรง
แม้ว่าหลินทิงเสวี่ยจะไม่เคยติดต่อกับฉินหยวนเฟิงผู้ล่วงลับคนนี้ แต่เมื่อสามสิบปีก่อน พวกเขาเคยเป็นเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน
ฉินหยวนเฟิงคือนักธุรกิจที่หนุ่มที่สุดและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการ เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีเครือข่ายเฟิงฉือเทียนเซี่ยซึ่งเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่มาก
ฉินหยวนเฟิงคนนี้สร้างตัวขึ้นมาจากศูนย์ ทั้งยังหล่อเหลาจนเป็นที่หมายปองของหญิงสาวทั่วประเทศ ตรงตามแบบฉบับท่านประธานสุดเพอร์เฟกต์ มีทรัพย์สินหลายพันล้านหยวน อายุน้อยและประสบความสำเร็จ แต่กลับไม่มีผู้หญิงคนไหนอยู่ข้างกาย เขาจึงได้รับการยกย่องจากหญิงสาวนับไม่ถ้วนที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นซินเดอเรลล่ายกให้เป็น “สามีแห่งชาติ”
ข่าวการตกตึกเสียชีวิตของฉินหยวนเฟิง สามีแห่งชาติ แพร่สะพัดออกไป ก่อให้เกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตกรรมกันแน่?
สำหรับสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของฉินหยวนเฟิงนั้น ตำรวจได้เข้ามาสืบสวนแล้ว
หลินทิงเสวี่ยถือดอกเบญจมาศสีขาวไปที่ห้องดับจิตเพื่อไว้อาลัยแด่ฉินหยวนเฟิง เธอเป็นคนแรกที่มาไว้อาลัยเขา ที่เธอมาไว้อาลัยฉินหยวนเฟิงก็เพียงเพื่ออยากจะสัมผัสบรรยากาศของห้องดับจิต เพราะอีกไม่นานตัวเธอเองก็จะต้องมาอยู่ที่นี่เช่นกัน
เธอป่วยหนักเกินเยียวยาแล้ว และมีเวลาเหลืออยู่อีกไม่มาก
เธอไม่มีญาติมิตร ไม่มีคนรัก เมื่อเธอตายไปแล้วก็คงจะถูกทิ้งไว้ในสถานที่อ้างว้างและเย็นเยียบเช่นนี้
ก่อนตาย หลินทิงเสวี่ยได้เชิญทนายความอาวุโสมาที่โรงพยาบาล เธอต้องการทำพินัยกรรม เธอยกเงินเก็บทั้งชีวิตของเธอให้กับองค์กรการกุศล และเธอยังต้องการบริจาคดวงตาและอวัยวะอื่นๆ ที่ยังใช้การได้ให้กับผู้ที่ต้องการ
ก่อนตายเธอยังมีความปรารถนาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการได้พบหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอรู้ว่าชาตินี้เธอคงไม่ได้พบพ่ออีกแล้ว สิ่งที่เธอเสียใจที่สุดในชีวิตก็คือการที่จากพ่อมาเมื่อสามสิบปีก่อน หากทุกอย่างย้อนกลับไปได้ เธอจะไม่มีวันทิ้งพ่อผู้รักเธอปานแก้วตาดวงใจไปเพียงเพราะขนมไม่กี่ชิ้นกับคำหวานไม่กี่คำของแม่บังเกิดเกล้า ต่อให้ชีวิตยากจนข้นแค้นเพียงใด การได้อยู่กับพ่อก็คือความสุขแท้จริง ทว่าเธอเพิ่งจะตระหนักถึงมันในวันที่สายเกินไป
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 2 ฉันเกิดใหม่แล้ว
หลินทิงเสวี่ยถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงทะเลาะวิวาท เธอลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือขื่อบ้านที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม ผนังห้องที่มืดครึ้ม และหน้าต่างกระจกที่ผุพัง
เตียงใต้ร่างแข็งกระด้าง ผ้าห่มสองผืนกดทับจนแทบหายใจไม่ออก
นี่คือบ้านหลังแรกของเธอ เป็นบ้านของเธอกับพ่อ เธอไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?
เสียงเอะอะข้างนอกยังดังไม่หยุด คุ้นหูเหลือเกิน เป็นเสียงผู้ชายกับผู้หญิง เสียงหนึ่งสูงเสียงหนึ่งต่ำ นั่นคือพ่อกับแม่กำลังทะเลาะกัน
เมื่อตั้งใจฟังเนื้อหาที่พวกเขาทะเลาะกัน หลินทิงเสวี่ยก็พลันเข้าใจในทันที
หลินทิงเสวี่ยรู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย แต่ได้เกิดใหม่ เกิดใหม่ในช่วงฤดูหนาวปีที่เธออายุแปดขวบ ถ้าไม่ใช่เพราะชาติที่แล้วเคยอ่านนิยายแนวเกิดใหม่มามากเกินไป เธอก็คงไม่รู้ว่ามีการเกิดใหม่ด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าเรื่องเหลือเชื่อเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง
“หลินกั๋วผิง ในเมื่อคุณดูแลเสียวเสวี่ยได้ไม่ดี ก็เอาแกมาให้ฉัน คุณจ่ายค่าเลี้ยงดูให้ฉันเดือนละยี่สิบหยวนก็พอ” คนที่พูดคือหลิวกุ้ยหลาน แม่แท้ๆ ของทิงเสวี่ย จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงของพ่อหลินกั๋วผิง “ผมจะไม่ให้เสียวเสวี่ยกับคุณ”
น้ำเสียงของพ่อยังคงอ่อนโยนเช่นเคย ไร้ซึ่งความก้าวร้าว
หลิวกุ้ยหลานแค่นเสียงเบาๆ แล้วพูดจาข่มขู่ต่อไป “คุณเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่กลับดูแลตัวเองยังไม่ได้ จะเลี้ยงลูกได้ยังไง? เมื่อก่อนที่ฉันไม่เอาเสียวเสวี่ยไปก็เพราะแม่คุณยังอยู่ ท่านดูแลเสียวเสวี่ยได้ แต่ตอนนี้แม่คุณตายแล้ว ฉันไม่ไว้ใจให้เสียวเสวี่ยอยู่กับคุณ”
“ผมจะไม่ให้เสียวเสวี่ยกับคุณ ผมไม่อยากให้เสียวเสวี่ยของผมต้องไปอยู่ใต้ชายคาคนอื่น ต้องใช้ชีวิตโดยคอยระวังสีหน้าใครต่อใคร” แม้เสียงของหลินกั๋วผิงจะอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจต่อรองได้
ในขณะนั้นเอง ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องด้านใน “หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะไม่ไปกับแม่”
“หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะไม่ไปกับแม่”
เพราะกลัวว่าหลิวกุ้ยหลานจะไม่ได้ยิน หลินทิงเสวี่ยจึงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดตะโกนความในใจของเธอออกมา
ฉันจะอยู่กับพ่อ ถึงแม้จะต้องกินรำกินแกลบ ถึงแม้จะอดมื้อกินมื้อ ต่อให้ลำบากยากจนแค่ไหน พ่อก็ไม่มีทางขายฉันทิ้ง ส่วนแม่ล่ะ หลิวกุ้ยหลาน? พอใช้ประโยชน์จากฉันเสร็จก็ขายฉันทิ้งในราคาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
ถึงแม้ว่าในชาติที่แล้ว หลิวกุ้ยหลานจะได้รับผลกรรมไปแล้ว แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับหลิวกุ้ยหลาน หลินทิงเสวี่ยก็ยังคงเต็มไปด้วยความแค้นที่ยากจะขจัดออกไป
ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบของเธอในชาติที่แล้วทำให้หลิวกุ้ยหลานทำลายชีวิตเธอทั้งชีวิต ความทุกข์ทรมานที่ได้รับ แม้จะผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจทำให้ทิงเสวี่ยปล่อยวางและให้อภัยได้อย่างแท้จริง
ทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่หันไปมองทิงเสวี่ยที่เดินออกมาจากห้องด้านในพร้อมกัน เธอเดินเท้าเปล่า ท่อนบนสวมเสื้อนวมบุฝ้ายลายดอกเก่าๆ ท่อนล่างเป็นกางเกงกำมะหยี่สีดำ ตรงหัวเข่ายังมีรอยปะเล็กๆ อยู่ อาจเป็นเพราะเพิ่งตื่นเลยยังไม่ได้หวีผม ผมจึงดูยุ่งเหยิง
ลูกสาวเดินเท้าเปล่าออกมา หลินกั๋วผิงรีบคว้าเธอขึ้นมาอุ้มแนบอก “เสียวเสวี่ย ตื่นแล้วเหรอ? ยังปวดหัวอยู่ไหม?”
ในตอนนี้เอง หลิวกุ้ยหลานรีบเข้ามาใกล้ เปลี่ยนจากท่าทีข่มขู่เมื่อครู่เป็นแม่ที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรักเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาว “เสียวเสวี่ย หนูหิวไหม? แม่เอาขนมปังกรอบมาให้กินเอามั้ย?”
พูดพลางเธอก็ยื่นมือไปจะแตะหน้าผากของทิงเสวี่ย อยากจะลองดูว่าเธอยังมีไข้อยู่หรือไม่ ทิงเสวี่ยเบือนหน้าหนีตามสัญชาตญาณ มือของหลิวกุ้ยหลานจึงคว้าได้แต่อากาศ
“หนูจะอยู่กับพ่อ” ทิงเสวี่ยย้ำความต้องการของตัวเองอีกครั้งอย่างหนักแน่น จากนั้นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างของเธอก็ค่อยๆ เกี่ยวคอของพ่อหลินไว้
หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสาวติดหลินกั๋วผิงขนาดนี้ ในใจย่อมไม่พอใจ “เสียวเสวี่ย แม่จะพาหนูไปในตัวอำเภอ ที่นั่นหนูจะได้กินเนื้อทุกวัน มีทั้งขนมปังกรอบ ขนมปัง ซานจาอบแห้ง แล้วยังมีพี่ชายกับน้องสาวเล่นเป็นเพื่อนหนูด้วย แม่ยังจะพาหนูไปดูหนัง เที่ยวสวนสาธารณะ ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีจะตายไป!”
ชาติที่แล้วหลิวกุ้ยหลานก็พูดแบบนี้ เธอถูกคำพูดเคลือบยาพิษเหล่านี้หลอกจนหัวหมุน แล้วก็ตัดสินใจผิดพลาดที่สุดอย่างไม่ทันคิด
ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอได้เลือกใหม่อีกครั้ง เธอหลินทิงเสวี่ยจะไม่มีวันซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด “หนูจะไม่ไปกับแม่ หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะอยู่กับพ่อ”
มือเล็กๆ ของเธอกอดคอหลินกั๋วผิงไว้แน่น ใบหน้าเล็กๆ ซบอยู่ที่ปกคอเสื้อของพ่อ กลิ่นยาสูบจางๆ ลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เธอเคยตามหามาทั้งชีวิต กลิ่นจากฝันที่เธอเร่ร่อนตามหา ตลอดสามสิบปีที่ไร้ที่พึ่ง
การที่ลูกสาวไม่ยอมแยกจากตนทำให้หลินกั๋วผิงรู้สึกปลื้มใจมาก “กุ้ยหลาน คุณกลับไปเถอะ เสียวเสวี่ยไม่ยอมไปกับคุณ ผมจะดูแลเสียวเสวี่ยให้ดีเอง หวังว่าถ้าคุณว่างๆ จะกลับมาเยี่ยมลูกบ่อยๆ นะ”
ถึงแม้เขาจะไม่ต้องการให้ลูกสาวไปกับหลิวกุ้ยหลาน แต่เขาก็ยังหวังว่าหลิวกุ้ยหลานจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวบ่อยๆ มอบความรักของแม่ให้ลูกบ้าง
หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสาวไม่ยอมไปกับตนก็ไม่ได้ท้อถอย เธอรู้สึกว่าลูกสาวอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับตนจึงเป็นเช่นนี้ ต่อไปตนกลับมาบ่อยๆ ซื้อของอร่อยๆ ของเล่นสนุกๆ มาให้เธอเยอะๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องหลอกล่อเด็กคนนี้ไปได้
เด็กก็อย่างนี้แหละ มีนมให้กินก็คือแม่
หกปีก่อน หลิวกุ้ยหลานไปทำงานในตัวอำเภอแล้วได้พบกับเฉินเฉียง กรรมกรที่ภรรยาเสียชีวิต ทั้งสองคนคบชู้กันอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ เธอจึงทอดทิ้งลูกสาวที่ยังอายุไม่ถึงสองขวบอย่างเลือดเย็น หย่ากับหลินกั๋วผิง แล้วแต่งงานกับเฉินเฉียง จากนั้นก็มีลูกสาวคนเล็กชื่อเฉินเหยาเหยา เธอกับลูกสาวคนเล็กต่างก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง อาศัยอยู่ในตึกแถวที่หน่วยงานของเฉินเฉียงจัดสรรให้ ไม่ต้องตากแดดตากฝน ชีวิตสุขสบายอย่าบอกใคร
หกปีมานี้เธอกลับมาเยี่ยมลูกสาวคนโตน้อยครั้งมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะอาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก เธอก็ไม่คิดจะรับลูกสาวคนโตมาอยู่ด้วย ลูกสาวคนเล็กทั้งสวยทั้งฉลาด ในอนาคตจะต้องมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ จะปล่อยให้อนาคตของเธอต้องสะดุดเพราะอาการป่วยไม่ได้ เพื่อที่จะช่วยลูกสาวคนเล็ก เธอจะต้องหาวิธีหลอกล่อลูกสาวคนโตมาอยู่ด้วยให้ได้
หลิวกุ้ยหลานรู้ว่าวันนี้คงพาลูกสาวคนโตไปไม่ได้แล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ถ้าไม่รีบกลับ กว่าจะถึงบ้านก็คงมืดค่ำพอดี
จากที่นี่ไปตัวอำเภอยังไม่มีรถโดยสารประจำทาง การเดินทางไปกลับทำได้เพียงเดินเท้า หรือขี่จักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์
หลิวกุ้ยหลานยืมมอเตอร์ไซค์ของเพื่อนร่วมงานสามีกลับมาที่หมู่บ้านต้าเหอ จากตัวอำเภอมาที่นี่ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
“เสียวเสวี่ย แม่กลับก่อนนะ แม่ซื้อของอร่อยๆ มาให้หนูเยอะแยะเลย รอหนูกินหมดแล้วแม่จะซื้อมาให้อีกนะ” หลิวกุ้ยหลานลูบหัวทิงเสวี่ยอย่างเอ็นดู ท่าทีสนิทสนมของเธอทำให้ทิงเสวี่ยแสดงอาการต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นลูกสาวต่อต้านตนเองขนาดนี้ หลิวกุ้ยหลานย่อมคิดว่าเป็นเพราะหลินกั๋วผิงยุยง เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เธอมา ลูกสาวสนิทกับเธอมาก ครั้งนี้ที่ดูห่างเหินขนาดนี้ต้องเป็นเพราะหลินกั๋วผิงหรือคนอื่นยุยงแน่ๆ หลิวกุ้ยหลานจ้องหลินกั๋วผิงตาเขม็ง แล้วจึงคว้ากระเป๋าเดินจากไป
เมื่อแน่ใจว่าหลิวกุ้ยหลานไปแล้ว ทิงเสวี่ยก็ถอนหายใจยาว เธอรู้ว่าหลิวกุ้ยหลานจะต้องกลับมาอีกแน่ๆ
ถ้าไม่รับตัวเองไปอยู่ด้วย แล้วอาการป่วยของเฉินเหยาเหยาจะทำอย่างไร?
ในใจของหลิวกุ้ยหลาน เฉินเหยาเหยาคือแก้วตาดวงใจ ส่วนเธอหลินทิงเสวี่ยเป็นแค่เศษหญ้า หรืออาจจะด้อยกว่าเศษหญ้าด้วยซ้ำไป
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 3 พ่อผู้แสนดีกับอาผู้เมตตา (1)
เมื่อหลิวกุ้ยหลานจากไปแล้ว ทิงเสวี่ยถึงได้มีโอกาสพินิจมองพ่อสุดที่รักของเธอได้อย่างเต็มตา สามสิบปีแห่งการพลัดพรากในชาติก่อนเปรียบเสมือนความตาย แม้ว่าในภายหลังเธอจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหลังจากผ่านความขมขื่นมาสารพัด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถได้พบหน้าพ่ออีกเลยแม้จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปมากมายเพียงใด
พ่อในวัยสามสิบต้นๆ ยังคงดูหนุ่มและหล่อเหลา เหมือนกับภาพในความทรงจำของเธอไม่มีผิดเพี้ยน
มือน้อยๆ อันบอบบางของเธอลูบไล้โครงหน้าของพ่อเบาๆ “พ่อคะ หนูไม่อยากไปกับแม่ หนูอยากอยู่กับพ่อค่ะ”
“เสียวเสวี่ย พ่อเองก็ไม่อยากให้ลูกไปเลย แต่ตอนนี้แม่ของลูกอยู่ในเมือง ถ้าลูกไปอยู่กับแม่จะมีชีวิตที่สุขสบายกว่า อยู่กับพ่อชีวิตจะลำบากมากนะ” ถึงแม้จะไม่อยากให้ลูกสาวจากไป แต่หลินกั๋วผิงก็ยังหวังว่าลูกสาวจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดด้วยตัวเองได้ เขาสามารถมอบความรักแบบพ่อแก่ลูกสาวได้อย่างเต็มเปี่ยม แต่เขาไม่สามารถมอบชีวิตที่ดีแก่เธอได้
ต่อให้ต้องอาศัยใบบุญคนอื่น แต่ชีวิตที่นั่นย่อมสุขสบายกว่ามาก
หลินกั๋วผิงเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์และจริงใจ แต่ไร้ซึ่งความสามารถที่โดดเด่น
พอได้ยินคำพูดของพ่อเมื่อครู่ ทิงเสวี่ยก็อดที่จะขอบตาร้อนผ่าวไม่ได้ เธอรู้ดีว่าพ่อไม่อยากให้เธอไปมากแค่ไหน ชาติที่แล้วเธอก็จากไปกับหลิวกุ้ยหลานแบบนี้ พ่อไปส่งเธอที่ตัวอำเภอด้วยตัวเอง เขายิ้มและโบกมือลาเธอ เมื่อลองย้อนคิดดูแล้วรอยยิ้มของเขาในตอนนั้นคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก
เธอถูกหลิวกุ้ยหลานกับเฉินเฉียงรวมหัวกันขายไปให้ครอบครัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าพันกิโลเมตร เพื่อเป็นเมียเด็กของลูกชายปัญญาอ่อนของบ้านนั้น
ช่วงแรกเธอต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อยเพื่อที่จะหนี ทุกครั้งที่หนี เธอก็จะถูกจับกลับมา ถูกแขวนไว้กับต้นไม้ โดนเฆี่ยนตี และให้อดข้าวอดน้ำ
ทุกครั้งที่สิ้นหวังจนแทบจะทนไม่ไหว ขอเพียงแค่นึกถึงพ่อที่ยังรอเธออยู่ที่หมู่บ้านต้าเหอ เธอก็จะมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาใหม่
หลังจากล้มเหลวในการหลบหนีมานับครั้งไม่ถ้วน เธอก็เริ่มฉลาดขึ้น เรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา จากนั้นก็แสร้งทำเป็นยอมจำนนอยู่ที่บ้านหลังนั้นอย่างสงบ คอยรับใช้ไอ้คนปัญญาอ่อนที่แก่กว่าเธอสิบปี ยอมถูกโขกสับทำงานหนักราวกับวัวควายให้ครอบครัวนั้น เจ้าของบ้านผู้ชายเป็นหมอแผนจีนโบราณ เปิดคลินิกแห่งหนึ่ง เธออาศัยช่วงเวลาที่ทำงานจิปาถะในคลินิกแอบครูพักลักจำเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย
สามปีแห่งความอดทนอดกลั้นทำให้ครอบครัวนั้นลดความระมัดระวังลงอย่างสิ้นเชิง เธอหาจังหวะเหมาะๆ แอบใส่ยานอนหลับลงในอาหารของคนในบ้าน ในค่ำคืนที่ลมกรรโชกแรงและมืดมิด เธอขโมยเงินห้าสิบหยวนแล้วหนีออกจากขุมนรกแห่งนั้นได้สำเร็จ
เธอคิดว่าจะหาพ่อเจอในไม่ช้า แต่จนกระทั่งอายุสามสิบปีเธอก็เพิ่งจะได้กลับมายังหมู่บ้านต้าเหอที่จากมาเนิ่นนาน เธอมีเงินแล้ว เธอมีความสามารถที่จะทำให้พ่อมีชีวิตที่ดีได้แล้ว แต่พ่อกลับหายสาบสูญไปนานหลายปีแล้ว
ได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าหลังจากที่พ่อรู้ว่าเธอหายไปก็เริ่มออกตามหาไปทั่ว จากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลิวกุ้ยหลานโกหกเขาว่าลูกสาวถูกพวกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไป แต่จริงๆ แล้วลูกสาวถูกเธอกับสามีคนปัจจุบันขายไปในราคาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน
ทิงเสวี่ยพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หวนนึกถึงเรื่องราวอันขมขื่นในชาติที่แล้ว สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การจมอยู่กับความทุกข์ แต่คือการทะนุถนอมทุกวินาทีที่ได้อยู่กับพ่อ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทิงเสวี่ยก็จ้องมองดวงตาของพ่อแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พ่อคะ ถึงหนูอยู่กับพ่อจะต้องลำบาก แต่หนูก็ยินดีค่ะ หนูไม่อยากไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก เมื่อคืนหนูฝันถึงคุณย่า คุณย่าบอกให้หนูดูแลพ่อให้ดีๆ ค่ะ”
คำพูดของลูกสาวทำให้หลินกั๋วผิงปลื้มใจเสียจริงๆ
เมื่อเห็นลูกสาวเดินเท้าเปล่า เขารีบอุ้มเธอเข้าไปในห้องเพื่อช่วยสวมรองเท้าให้ ตอนแรกทิงเสวี่ยปฏิเสธ เธออายุป่านนี้แล้วยังต้องให้พ่อช่วยสวมรองเท้าอีก เหรอ แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ ความรู้สึกที่ได้ถูกพ่อตามใจแบบนี้ช่างดีเหลือเกิน!
เธอมองพ่อช่วยสวมรองเท้าให้เธออย่างเงียบๆ
ในขณะนั้นเอง เสียงของหลินกั๋วอันก็ดังมาจากข้างนอก “พี่รอง เสียวเสวี่ยไข้ลดหรือยัง?”
คนที่มาพูดจาไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก็ยังพอฟังรู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ ทิงเสวี่ยก็น้ำตาซึมอีกครั้ง คนที่มาคืออาของเธอ หลินกั๋วอัน เพราะเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่แต่กำเนิด จึงพูดจาไม่ค่อยชัด
หลินกั๋วผิงรีบทักทายน้องชาย “ไข้ของเสียวเสวี่ยลดแล้ว ไม่เห็นนายตั้งครึ่งค่อนวัน นายไปไหนมา?”
ทันใดนั้น ทิงเสวี่ยก็เดินตามพ่อออกมายังห้องด้านนอก เห็นหลินกั๋วอันพูดด้วยสีหน้ายินดีว่า “ฉันขึ้นเขาไปเดินเล่น ไม่คิดว่าจะเก็บไก่ป่าขาเป๋ได้ตัวหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะจัดการแล้วทำซุปไก่ให้เสียวเสวี่ยกิน”
“ขอบคุณค่ะคุณอาสาม หนูไม่ได้กินซุปไก่นานแล้ว พอคิดถึงซุปไก่ก็น้ำลายไหลเลยค่ะ” ทิงเสวี่ยยิ้มหวานให้หลินกั๋วอัน
หลินกั๋วอันเห็นหลานสาวยิ้มหวานให้เขาขนาดนี้ หัวใจของเขาก็แทบจะละลาย “เสียวเสวี่ยเด็กดี อาจะไปทำซุปไก่ให้หนูกินเดี๋ยวนี้แหละ”
พูดพลางหลินกั๋วอันก็หยิบกะละมังเหล็กกับมีดทำครัวออกไปข้างนอก
ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ หลินกั๋วผิงรีบไปเปิดไฟ
หมู่บ้านต้าเหอเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้เมื่อสามปีก่อน
หลอดไฟที่ใช้ในตอนนี้เป็นหลอดไส้ธรรมดา เพื่อประหยัดไฟบ้าน ตระกูลหลินจึงใช้หลอดขนาดสิบห้าวัตต์ แสงจึงค่อนข้างสลัว แสงไฟสีนวลตา แต่ก็ยังดีกว่าจุดเทียนไขมาก
บ้านที่ครอบครัวหลินอาศัยอยู่ตอนนี้ยังคงเป็นบ้านดินหลังคามุงจาก
ห้องด้านในที่ทิงเสวี่ยอยู่เดิมทีเป็นห้องหอของหลินกั๋วผิงกับหลิวกุ้ยหลาน
ตอนที่หลิวกุ้ยหลานจากไป ทิงเสวี่ยเพิ่งอายุสองขวบ หลินกั๋วผิงก็กอดเธออยู่ในห้องนั้น พอทิงเสวี่ยโตขึ้นหน่อย หลินกั๋วผิงก็ทำเตียงนอนในห้องด้านนอก
ห้องด้านนอกมีเตียงเพียงตัวเดียว โต๊ะกินข้าวแปดเซียนตัวเล็กๆ อีกตัวหนึ่ง และยังมีตู้เก็บของอีกใบหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นของจิปาถะต่างๆ นอกจากหลอดไฟแล้วก็ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นใดอีก
“เสียวเสวี่ย หนูหิวแล้วใช่ไหม จะรออาสามทำซุปไก่ให้กิน หรือจะกินขนมที่แม่ของลูกเอามาให้รองท้องก่อน?” หลินกั๋วผิงรู้ว่าลูกสาวต้องหิวแน่ๆ เพราะเป็นหวัดมีไข้มาหลายวันแล้ว ไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ เลย
บนโต๊ะแปดเซียนวางของที่หลิวกุ้ยหลานเอามาให้ มีขนมปังกรอบสองห่อ ขนมปังสองก้อน และแผ่นซานจาอีกหนึ่งถุง
ของทั้งหมดเป็นของที่ทิงเสวี่ยชอบกิน แผ่นซานจากับขนมปังยิ่งเป็นของที่หากินได้ยาก แต่ตอนนี้ทิงเสวี่ยกลับไม่รู้สึกอยากกินของเหล่านั้นเลย “หนูจะรออาสามทำซุปไก่ให้กินค่ะ หนูไม่กินขนมที่แม่เอามาให้หรอก”
หลินกั๋วผิง “ได้ งั้นพ่อเอาขนมพวกนี้ไปเก็บไว้ในลิ้นชักก่อนนะ ไว้เสียวเสวี่ยกินทีหลังก็ได้”
พูดพลางหลินกั๋วผิงก็เก็บของที่หลิวกุ้ยหลานเอามาใส่ไว้ในลิ้นชักราวกับเป็นของล้ำค่า
ทิงเสวี่ยนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างเตาผิง ตอนนี้เป็นช่วงกลางฤดูหนาวแล้ว ที่บ้านใช้ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น เพราะห้องมีขนาดเล็ก เตาฟืนเล็กๆ เตาเดียวก็ทำให้ห้องอบอุ่นได้ทั่วถึงแล้ว
หลังจากเติมฟืนเข้าไปในเตาเล็กน้อย หลินกั๋วผิงก็ออกไปข้างนอกเพื่อช่วยน้องชายจัดการไก่ป่าขาเป๋ตัวนั้น
ที่บ้านยากจน ไม่ได้กินเนื้อไก่นานมากแล้ว
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เนื้อไก่ก็สุกแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ใส่เครื่องเทศอะไรมากมาย แต่กลิ่นหอมของเนื้อไก่ก็ยังลอยไปไกลแสนไกล
ทิงเสวี่ยย้ายเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งหน้าโต๊ะ มองพ่อวางชามซุปไก่ร้อนๆ ที่มีน้ำมันลอยฟ่องอยู่ตรงหน้าเธอด้วยรอยยิ้ม “เสียวเสวี่ย กินเยอะๆ นะลูก ร่างกายจะได้แข็งแรงเร็วๆ”
“ถ้าเสียวเสวี่ยชอบกินไก่ พรุ่งนี้อาสามจะไปจับมาให้หนูอีก บนภูเขามีเยอะแยะเลย” หลินกั๋วอันมองหลานสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
เขาไม่มีครอบครัว จึงรักใคร่เอ็นดูและตามใจทิงเสวี่ยประหนึ่งลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ
.
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^