ดีลการค้าสหรัฐ ดัน “ส่งออกจีน” พุ่ง 5.9% ช่วยผ่อนแรงเศรษฐกิจ
ดีลการค้าสหรัฐ ดัน "ส่งออกจีน" พุ่ง 5.9% สูงกว่าคาดการณ์อย่างมาก ช่วยหนุนผู้ผลิตเร่งผลักดันสินค้าส่งออก แม้ภาคการผลิตยังคงอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.29 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การส่งออกของจีนในเดือนพฤศจิกายนเติบโตอย่างมากเกินความคาดหมายของตลาด เนื่องจากผู้ผลิตเร่งจัดส่งสินค้าออกนอกประเทศ อาศัยแรงส่งจากข้อตกลงทางการค้ากับกรุงวอชิงตันหลังการพบปะระหว่างผู้นำของสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
ข้อมูลศุลกากรจีนระบุเมื่อวันจันทร์ว่ายอดส่งออกเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบรายปีในรูปดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 3.8% จากการสำรวจของรอยเตอร์ การขยายตัวครั้งนี้เป็นการฟื้นตัวจากเดือนตุลาคมที่ยอดส่งออกหดตัวลงอย่างไม่คาดคิด 1.1% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567
ในทางกลับกัน ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3% แม้ทางการจีนจะให้คำมั่นเดินหน้าขยายการนำเข้าและสร้างสมดุลทางการค้า ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายประเทศเกี่ยวกับการพึ่งพาการส่งออกอย่างเข้มข้นของจีน ขณะที่ยอดนำเข้าในเดือนตุลาคมเคยเพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อและความไม่มั่นคงในตลาดแรงงานยังคงบั่นทอนการบริโภคภายในประเทศ
ผู้ผลิตจีนเริ่มโล่งใจมากขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีสหรัฐบรรลุข้อตกลงในระหว่างการพบปะกันที่เกาหลีใต้เมื่อปลายเดือนตุลาคม ซึ่งส่งผลให้มาตรการจำกัดทางการค้าหลายรายการถูกระงับชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะทยอยลดภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บต่อสินค้าของอีกฝ่าย รวมถึงผ่อนคลายข้อควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยจีนยอมรับข้อเสนอซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเพิ่มขึ้น และร่วมมือกับวอชิงตันในการปราบปรามการลักลอบลำเลียงเฟนทานิล
หลังการหยุดยิงทางการค้า ภาษีของสหรัฐต่อสินค้าจีนยังอยู่ที่ราว 47.5% ตามข้อมูลของสถาบัน Peterson Institute for International Economics ขณะที่ภาษีจีนต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 32%
อย่างไรก็ดีดัชนีภาคการผลิตของจีนหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ในเดือนพฤศจิกายน จากการสำรวจภาครัฐ โดยคำสั่งซื้อใหม่ยังอยู่ในภาวะหดตัว ขณะที่การสำรวจภาคเอกชนที่เน้นผู้ส่งออกระบุว่ากิจกรรมการผลิตกลับเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างไม่คาดคิด
ทั้งนี้คาดว่าผู้กำหนดนโยบายของจีนจะประชุมกันในเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปี เพื่อหารือเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ งบประมาณ และลำดับความสำคัญด้านนโยบายสำหรับปีหน้า โดยเป้าหมายอย่างเป็นทางการจะประกาศในเดือนมีนาคมระหว่างการประชุมสองสภา
โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าจีนจะคงเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 5% ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในช่วงต้นปี เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อาจออกมาอ่อนแรง และคาดว่ารัฐบาลจีนจะเพิ่มเพดานขาดดุลงบประมาณแบบขยาย (augmented fiscal deficit) ขึ้นอีก 1% ของจีดีพี ลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 จุดฐาน และออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้กดดันการส่งออกของจีนมากนัก โดยข้อมูล LSEG ระบุว่าหยวนในตลาดนอกประเทศแข็งค่าราว 5% ตั้งแต่เดือนเมษายน มาอยู่ที่ 7.0669 หยวนต่อดอลลาร์ ณ เวลาเปิดตลาดวันจันทร์ แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ตั้งแต่ปี 2566 แต่หลายฝ่ายมองว่าจีนจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการส่งออกและหันไปกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพมากขึ้น
เหว่ยเจี้ยน ชาน ซีอีโอของบริษัทเอกชน PAG ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นเมื่อเดือนก่อนว่า การแข็งค่าของหยวนอาจช่วยผลักดันสัดส่วนการเติบโตที่มาจากการบริโภคกลับขึ้นสู่ระดับ 86% ของปี 2566 จากระดับปัจจุบันที่เพียง 53% เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือน
อ้างอิง : cnbc.com