โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ดีลการค้าสหรัฐ ดัน “ส่งออกจีน” พุ่ง 5.9% ช่วยผ่อนแรงเศรษฐกิจ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ธ.ค. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2568 เวลา 04.04 น.

ดีลการค้าสหรัฐ ดัน "ส่งออกจีน" พุ่ง 5.9% สูงกว่าคาดการณ์อย่างมาก ช่วยหนุนผู้ผลิตเร่งผลักดันสินค้าส่งออก แม้ภาคการผลิตยังคงอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.29 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การส่งออกของจีนในเดือนพฤศจิกายนเติบโตอย่างมากเกินความคาดหมายของตลาด เนื่องจากผู้ผลิตเร่งจัดส่งสินค้าออกนอกประเทศ อาศัยแรงส่งจากข้อตกลงทางการค้ากับกรุงวอชิงตันหลังการพบปะระหว่างผู้นำของสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก

ข้อมูลศุลกากรจีนระบุเมื่อวันจันทร์ว่ายอดส่งออกเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.9% เมื่อเทียบรายปีในรูปดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 3.8% จากการสำรวจของรอยเตอร์ การขยายตัวครั้งนี้เป็นการฟื้นตัวจากเดือนตุลาคมที่ยอดส่งออกหดตัวลงอย่างไม่คาดคิด 1.1% ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567

ในทางกลับกัน ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3% แม้ทางการจีนจะให้คำมั่นเดินหน้าขยายการนำเข้าและสร้างสมดุลทางการค้า ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากหลายประเทศเกี่ยวกับการพึ่งพาการส่งออกอย่างเข้มข้นของจีน ขณะที่ยอดนำเข้าในเดือนตุลาคมเคยเพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบรายปี เนื่องจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อและความไม่มั่นคงในตลาดแรงงานยังคงบั่นทอนการบริโภคภายในประเทศ

ผู้ผลิตจีนเริ่มโล่งใจมากขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีสหรัฐบรรลุข้อตกลงในระหว่างการพบปะกันที่เกาหลีใต้เมื่อปลายเดือนตุลาคม ซึ่งส่งผลให้มาตรการจำกัดทางการค้าหลายรายการถูกระงับชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันว่าจะทยอยลดภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บต่อสินค้าของอีกฝ่าย รวมถึงผ่อนคลายข้อควบคุมการส่งออกวัตถุดิบสำคัญและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยจีนยอมรับข้อเสนอซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐเพิ่มขึ้น และร่วมมือกับวอชิงตันในการปราบปรามการลักลอบลำเลียงเฟนทานิล

หลังการหยุดยิงทางการค้า ภาษีของสหรัฐต่อสินค้าจีนยังอยู่ที่ราว 47.5% ตามข้อมูลของสถาบัน Peterson Institute for International Economics ขณะที่ภาษีจีนต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 32%

อย่างไรก็ดีดัชนีภาคการผลิตของจีนหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ในเดือนพฤศจิกายน จากการสำรวจภาครัฐ โดยคำสั่งซื้อใหม่ยังอยู่ในภาวะหดตัว ขณะที่การสำรวจภาคเอกชนที่เน้นผู้ส่งออกระบุว่ากิจกรรมการผลิตกลับเข้าสู่ภาวะหดตัวอย่างไม่คาดคิด

ทั้งนี้คาดว่าผู้กำหนดนโยบายของจีนจะประชุมกันในเร็ว ๆ นี้ ในการประชุมเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปี เพื่อหารือเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ งบประมาณ และลำดับความสำคัญด้านนโยบายสำหรับปีหน้า โดยเป้าหมายอย่างเป็นทางการจะประกาศในเดือนมีนาคมระหว่างการประชุมสองสภา

โกลด์แมน แซคส์ คาดว่าจีนจะคงเป้าหมายการเติบโตปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 5% ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในช่วงต้นปี เพื่อเร่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากตัวเลขไตรมาส 4 ปี 2568 ที่อาจออกมาอ่อนแรง และคาดว่ารัฐบาลจีนจะเพิ่มเพดานขาดดุลงบประมาณแบบขยาย (augmented fiscal deficit) ขึ้นอีก 1% ของจีดีพี ลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 จุดฐาน และออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้กดดันการส่งออกของจีนมากนัก โดยข้อมูล LSEG ระบุว่าหยวนในตลาดนอกประเทศแข็งค่าราว 5% ตั้งแต่เดือนเมษายน มาอยู่ที่ 7.0669 หยวนต่อดอลลาร์ ณ เวลาเปิดตลาดวันจันทร์ แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ตั้งแต่ปี 2566 แต่หลายฝ่ายมองว่าจีนจำเป็นต้องลดการพึ่งพาการส่งออกและหันไปกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพมากขึ้น

เหว่ยเจี้ยน ชาน ซีอีโอของบริษัทเอกชน PAG ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นเมื่อเดือนก่อนว่า การแข็งค่าของหยวนอาจช่วยผลักดันสัดส่วนการเติบโตที่มาจากการบริโภคกลับขึ้นสู่ระดับ 86% ของปี 2566 จากระดับปัจจุบันที่เพียง 53% เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลงและเพิ่มกำลังซื้อของครัวเรือน

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...